22,397,271 ผู้เยี่ยมชม
เมนู
หน้าหลัก

ประวัติวัดสัมพันธวงศ์
พระบูรพาจารย์
ลำดับเจ้าอาวาส
เหตุการณ์สำคัญ
ราชกิจจานุเบกษาในยุคเก่า
ราชกิจจานุเบกษาเรื่องกฐิน
วัตถุมงคลในอดีตของวัด

กรมหลวงพิทักษ์มนตรี (๑)
กรมหลวงพิทักษ์มนตรี (๒)

พระมหารัชชมังคลาจารย์
พระเทพปัญญามุนี (เฉย)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (๑)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (๒)

คณะกรรมการบริหารวัด
มูลนิธิสุจิณฺโณอนุสรณ์

กำหนดการทำบุญประจำปี
แผนที่เดินทางมาวัด
ท้องถิ่นเขตสัมพันธวงศ์

ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ/ธรรมะ
ดาวน์โหลด
อัลบั้มภาพ
ค้นหา

ปฏิทินกิจกรรม
แผนผังเว็บไซท์


กลุ่มภาพ : เที่ยวชมวัด
เที่ยวชมวัด : ชวนไปไหว้พระ
เที่ยวชมวัด : พระอุโบสถ
เที่ยวชมวัด : พระประธาน
เที่ยวชมวัด : พระกรุวัดเกาะ
เที่ยวชมวัด : หลวงพ่อหิน
เที่ยวชมวัด : พระปรางค์
เที่ยวชมวัด : หลวงปู่แหวน
เที่ยวชมวัด : อื่นๆ
กลุ่มภาพ : ภาพในอดีต
ภาพเก่าในอดีต (ภาพหมู่)
ภาพเก่าในอดีต (หลวงปู่)
พระอุโบสถเก่าและภาพเขียน
ฉลองอายุครบ ๗๕ ปี หลวงปู่
งานฉลองสมณศักดิ์หลวงปู่
วางศิลาฤกษ์พระอุโบสถใหม่
พระราชทานเพลิงศพหลวงปู่
อายุวัฒนมงคลสมเด็จฯ
อายุวัฒนมงคล ๑๐๐ ปี
อายุวัฒนมงคล ๙๐ ปี
อายุวัฒนมงคล ๙๒ ปี
วัตถุมงคล งาน ๙๒ ปี
อื่นๆ กำลังรวบรวม)
กลุ่มภาพ : หลวงปู่สมเด็จฯ
กลุ่มภาพ : ชุดที่ ๑
กลุ่มภาพ : ชุดที่ ๒
กลุ่มภาพ : ชุดที่ ๓
กลุ่มภาพ : ชุดที่ ๔
กลุ่มภาพ : ชุดที่ ๕
กลุ่มภาพ : ชุดที่ ๖
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดสัมพันธวงศ์กับหลวงปู่ฯ
ประวัดโดยสังเขปหลวงปู่ฯ
ภาพนิทรรศการ
ธรรมโอวาทหลวงปู่แหวน
กรมหลวงพิทักษ์มนตรี(๑)
พระประวัติ (ข้อมูลเดิม)
พระประวัติ (ปรับปรุง ๒๕๖๑)
พระพุทธรูปประจำพระองค์
พระสัมพันธวงศ์เธอ
พิทักษ์มนตรี/พิทักษ์เทเวศร์
ราชสกุล มนตรีกุล
ราชสกุลสายปฐมบรมราชวงศ์
พระราชวังเดิม
เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์
คลองบางกอกใหญ่
พระโกศทองใหญ่
ลิลิต - วิกิพีเดีย
ลิลิตทักษาพยากรณ์
ประวัติศาสตร์ควรบันทึกไว้
ประชุมพงศาวดาร ฉบับที่ ๘
ประชุมพงศาวดาร ฉบับที่ ๒๖
ประชุมพงศาวดาร ฉบับที่ ๓๓
ประชุมพงศาวดาร ฉบับที่ ๒๕
กรมหลวงพิทักษ์มนตรี(๒)
สิ้นพระชนม์
พระองค์ท่านกับ ร.๔
หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ
เพลงยาวเล่นว่าความ
เรื่องให้เจ้านายกำกับราชการ
เรื่องเมืองนครจำปาศักดิ์
พิธีลงสรงเจ้าฟ้ามงกุฏฯ
เรื่องบำรุงแบบแลบทลคร
ในหนังสือครอเฟิด
ชาวมอญมาพึ่งพระบารมี
กรมขุนพิทักษ์มนตรี
พระองค์ท่านกับสุนทรภู่
ราชสกุลวงศ์
พระสัมพันธวงศ์เธอ
รายนามพระยศเจ้านายฯ
พระยศเจ้านาย
พระนามเจ้าฟ้าชั้นตรี
เจ้าฟ้าจุ้ยฯ
วินิจฉัยพระยศเจ้านาย
เรื่องตั้งกรมเจ้านาย
ความทรงจำกรมพระยาดำรงฯ
ราชวงศ์ในราชจักรีวงศ์
หอพระนาก
พระจอมปราชญ์
พระราชวังเดิม
สุนทรภู่ (๒)
บุคคลสำคัญด้านนาฏศิลป์
พระนางเธอลักษมีลาวัณ
สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา
ผู้เปลี่ยนคำฝรั่งเป็นคำไทย
ร.๔ เมื่อทรงพระเยาว์
หัวข้อแนะนำ
องค์บูรณะปฏิสังขร

การเปลี่ยนนามวัด

สร้างพระอุโบสถหลังใหม่

วัดในสังกัดคณะธรรมยุต

นิทฺเทสกเถระ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ

สมเด็จพระพี่นางเธอฯ

สมเด็จพระเทพรัตน์ฯ

วางศิลาฤกษ์พระอุโบสถ

ดูสถิติการเข้าชมเว็บของคุณ
Find us on :



ชวนเพื่อนมาชมเว็บนี้

อีเมล์คุณ:
ส่งถึงเพื่อน:
คัดลอกสำเนา?
ดูกระทู้
 พิมพ์กระทู้
๑ กันยายน ๒๕๖๑ วันประสูติ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี
webmaster
#1 พิมพ์ข้อความ
โพสเมื่อ 01-09-2018 16:06
Super Admin


ข้อความ: 95
เข้าร่วม: 27.04.09

พระประวัติ
สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี
เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๑๓
เวียนมาบรรจบครบรอบ ปีที่ ๒๔๘

-----------

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระองค์ผู้ทรงเป็นปฐมในการสถาปนาปฏิสังขรณ์วัดสัมพันธวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๒

โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏเรื่องราวตามพงศาวดารว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในราชการพระองค์หนึ่ง ได้ทรงกำกับราชการมหาดไทยแลกรมวังด้วย กล่าวกันว่าเป็นผู้สำเร็จราชการก็มี ด้วยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปรึกษาหารือราชการทั่วไปทุกอย่าง โปรดให้เสด็จอยู่ที่พระราชวังเดิมจนตลอดพระชนมายุ นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังมีความชำนาญด้านอื่นๆ ด้วย เช่น ชำนาญในด้านจินตกวีและนาฏศาตร์ ตลอดจนการช่างต่างๆ ก็ทรงชำนาญ ฝืมืองานช่างของพระองค์ที่ยังใช้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน คือ เกรินบันไดนาค นอกจากนี้ ยังทรงชำนาญด้านโหราศาสตร์ชั้นโหร

แม้พระองค์ท่านจะสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว แต่อนุสรณ์คุณความดีที่ทรงกระทำไว้ ยังปรากฏให้ชนรุ่นหลังได้เห็นอยู่

เพื่อเป็นการเทิดทูลพระเกียรติยศของพระองค์ท่านให้เป็นที่ปรากฏแก้ผู้ที่สนใจตามควร จึงขอเชิญพระประวัติของพระองค์ท่าน ซึ่งรวบรวมได้จากหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์บ้าง หนังสือเจ้านายพระชันษายืนบ้าง ข้อมูลจากหนังสือเก่าของวัดสัมพันธวงศ์บ้าง ข้อมูลที่ปรากฏในสื่อต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับพระองค์ท่านบ้าง มารวบรวมไว้ ดังนี้

พระประวัติเบื้องต้น

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าจุ้ย เป็นพระโอรสพระองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์ (พระพี่นางพระองค์น้อยในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑) กับเจ้าขรัวเงิน ประสูติในกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีขาล โทศก จ.ศ. ๑๑๓๒ ตรงกับวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๓๑๓

พระอิสริยยศ

ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย กล่าวถึงพระอิสริยยศที่พระองค์ได้รับพระราชทาน ดังนี้

ปีกุน เบญจศก จุลศักราช ๑๑๖๕ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานตั้งสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย เป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนพิทักษ์มนตรี

วันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีขาล อัฐศก จุลศักราช ๑๑๖๘ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑โปรดพระราชทานเลื่อนพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ทรงพระอิสสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ด้วยทรงเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงขนานคำนำหน้าพระนาม (ในพระอัฐิ) “สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี” เป็น “สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษมนตรี”

พระองค์ผู้ทรงเป็นปฐมในการสถาปนาปฏิสังขรณ์วัดสัมพันธวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ ๑

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อได้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี สถาปนาราชจักรีวงศ์แล้ว มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพร จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ขึ้นใหม่หลายวัด

รัตนโกสินทร์ศก ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฏศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ) ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดทั้งอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคต หอระฆังด้วยก่ออิฐถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง

ล่วงมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีก เสร็จแล้วทรงพระราชดำริว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้แรกสถาปนาวัดนี้ให้งดงาม มีเกียรติประวัติ

เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุผล และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม" ซึ่งจักให้เกิดปีติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุลในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษบุพพการีของตนได้สร้างกุศลไว้ เป็นเหตุชักจูงศรัทธาปสาทะ ให้เกิดแก่พระประยูรญาติ และนำให้บำเพ็ญบุญกุศลในวัดนี้ตามกำลัง

คำนำพระนามของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี นอกจากเป็นที่มาของชื่อวัดสัมพันธวงศ์แล้ว นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นที่มาของชื่อเขตสัมพันธวงศ์ด้วย ด้วยเหตุว่า เมื่อก่อนนั้น ที่ว่าการอำเภอสัมพันธวงศ์ ซึ่งสร้างเมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ตั้งอยู่ที่สามแยกถนนทรงวาดกับถนนปทุมคงคา ตำบลศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งอยู่ในเขตใกล้กับวัดสัมพันธวงศ์ จึงสันนิษฐานว่าอำเภอสัมพันธวงศ์เมื่อครั้งก่อน หรือ เขตสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน ตั้งชื่อว่า “สัมพันธวงศ์” ตามชื่อ ”วัดสัมพันธวงศ์” ซึ่งเป็นที่ตั้งนั่นเอง

พระองค์ท่านกับพระราชวังเดิม

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมจนตลอดพระชนมายุ

ในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระราชวังเดิมนี้ เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ชั้นสูงที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยมาประทับที่นี่ เนื่องจากเห็นว่าพระราชวังนี้มีความสำคัญทางด้านทำเลที่ตั้ง ตำแหน่งของพระราชวังนี้ เป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ สามารถสังเกตการณ์ได้ในระยะไกล อีกทั้งยังใกล้กับเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการเดินทัพที่สำคัญด้วย

ด้วยความสำคัญของพระราชวังเดิมดังกล่าวข้างต้น การที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ประทับอยู่นั้นจนถึงสิ้นพระชนม์ นอกจากจะเป็นการสมพระเกียรติที่ทรงเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แล้ว นอกจากนี้ ยังเพราะพระองค์ท่านมีพระปรีชาสามารถ ด้วยเหตุที่จุดที่ตั้งดังกล่าวมีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์หลายด้าน ต้องมีบุคคลที่สามารถจัดการได้และไว้วางพระราชหฤทัยมาประจำการคอยดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ

พระองค์ท่านกับรัชกาลที่ ๒

ในรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (ต่อมา ในรัชกาล ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดสถาปนาพระบรมอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์) ซึ่งเป็นพระเจ้าพี่นางของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทั้งทรงเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถที่จะช่วยบริหารราชการต่างพระเนตรพระกรรณเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ รวมทั้งสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีความสามารถและชำนาญในจินตกวีและนาฏศาสตร์ เป็นที่ถูกพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นอย่างยิ่ง ความคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงทวีมากขึ้นตามลำดับ

ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายไว้ว่า

“เป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในราชการพระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงกำกับราชการมหาดไทยและกรมวังด้วย เป็นผู้สำเร็จราชการก็มี เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงปรึกษาหารือราชการทั่วไปทุกอย่าง”

กล่าวกันว่า ทรงเป็นพระบรมวงศ์ที่มีพระอำนาจมากในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพราะได้ทรงกำกับกรมวังและกรมมหาดไทยต่างพระเนตรพระกรรณ ทั้งยังเป็นที่ปรึกษา มีหน้าที่ถวายความเห็นในการบริหารราชการทุกๆ ด้าน

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชนั้น มีเจ้านายเป็นหลักราชการมาแต่แรก ๓ พระองค์ คือ

๑. สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์

๒. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชาในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

๓. พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓)

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงกำกับราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไป โปรดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงกำกับกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงวัง และโปรดให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงกำกับกระทรวงพระคลัง เป็นเช่นนั้นมา ๘ ปี

ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ กรมพระราชวังบวรฯ สิ้นพระชนม์ ต่อจากนั้น เจ้าฟ้ากรมหวงพิทักษ์มนตรี จึงเป็นหัวหน้าในราชการต่อมาอีก ๕ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๖๔ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีสิ้นพระชนม์ เหลือแต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทรก็ได้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณต่อมาถึง ๓ ปี

ทรงเป็นผู้บัญชาการทัพหลวง ณ เมืองเพชรบุรี

พระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ฉบับของพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงบันทึกไว้ว่า

เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เสร็จในเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๑ ปีมะเส็งเอกศก ตรงกับ พ.ศ.๒๓๕๒ มีข่าวว่าพม่ายกกองทัพมาตีเมืองถลางและเมืองชุมพร

ทางกรุงเทพฯ เมื่อทราบข่าวศึกพม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดให้เกณฑ์กองทัพยกออกไปต่อสู้ข้าศึก ให้พระยาจ่าแสนยากร (บัว) คุมพล ๕,๐๐๐ คน ให้เดินทัพทางบกลงไปก่อน ให้เจ้าพระยาพลเทพไปอยู่รักษาเมืองเพชรบุรี โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสด็จไปจัดการคอยส่งกองทัพอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ถ้าการหนักแน่นมาประการใดให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นทัพหน้า เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นทัพหลวงยกหนุนออกไปอีกทัพหนึ่ง แล้วจะโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นจอมพล เสด็จยกกองทัพหลวงออกไปทางสถลมารคอิกทัพหนึ่ง รวม ๒ ทัพเป็นจำนวน ๒๐,๐๐๐ คน

จากพระราชพงศาวดารเรื่อง “ศึกพม่า” สรุปว่า สุดท้ายกองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้สงครามต่อไทยและยกทัพกลับไป

พระองค์ท่านกับความชำนาญเรื่องจินตกวีและนาฏศาสตร์

ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ กล่าวว่า นอกจากการช่วยบริหารราชการต่างพระเนตรพระกรรณแล้ว เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ยังมีความชำนาญในด้านจินตกวีและนาฏศาสตร์ด้วย

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ถือว่าเป็นยุคทองของศิลปะทุกแขนง เพราะบ้างเมืองสงบสุข

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดการประพันธ์กาพย์ กลอนโคลง ฉันท์ ถ้าผู้ใดมีความชำนาญในด้านนี้ ก็เป็นที่ทรงโปรดปราน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีพระปฏิภาณไหวพริบชำนาญในการประพันธ์ด้วยพระองค์หนึ่ง จึงเป็นที่โปรดปรานมาก

กาลต่อมาภายหลัง ความสามารถทางการละครและจินตกวีนี้ ยังได้ตกทอดมายังพระโอรส พระธิดา และผู้สืบเชื้อสาย โดยเฉพาะหม่อมเจ้าแบน หม่อมราชวงศ์ตาบ มาจนถึงหม่อมหลวงต่วนศรี มนตรีกุล และหม่อมหลวงตาด มนตรีกุล โดยสองท่านหลังนี้ ต่อมาได้เป็นหม่อมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดาแห่งการละครร้องของไทย

ขอยกตัวอย่างผู้สืบเชื้อสายมาจากราชตระกูลมนตรีกุล ซึ่งมีความสามารถทางการละครและจินตกวี เช่น

พระนางเธอลักษมีลาวัณ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมหลวงตาด วรวรรณ (สกุลเดิม มนตรีกุล) ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระขนิษฐาต่างชนนีของอดีตพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

พระองค์เป็นผู้ริเริ่มรื้อฟื้น คณะละครปรีดาลัย ของพระบิดาขึ้นมาอีกครั้ง ทรงปลีกพระองค์ประทับอยู่เพียงลำพัง ทรงใช้เวลาที่มีอยู่ในการประพันธ์นวนิยาย ร้อยกรอง และบทละครจำนวนมาก โดยใช้นามปากกาว่า ปัทมะ, วรรณพิมล และพระนางเธอลักษมีลาวัณ

พระนางเธอลักษมีลาวัณ ถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริพระชนมายุ ๖๒ พรรษา

และหม่อมหลวงต่วนศรี (มนตรีกุล) วรวรรณ ผู้เป็นเหลนทวดของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

หม่อมต่วนศรี (มนตรีกุล) วรวรรณ เป็นชาวบางกอกใหญ่ ธนบุรี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์ตาบ มนตรีกุล มารดาชื่อยิ้ม (สกุลเดิมศิริวันต์)

หม่อมเจ้าแบน มนตรีกุล และ หม่อมราชวงศ์ตาบ มนตรีกุล ซึ่งเป็นท่านปู่และท่านพ่อของหม่อมหลวงต่วนศรี ก็มีความรู้ความสามารถและสนใจปลูกฝังวิชาการละครตกทอดมาตามลำดับจนถึงหม่อมหลวงต่วนศรี ท่านจึงรอบรู้ทั้งในกระบวนรำและดนตรีตลอดจนการขับร้อง โดยเฉพาะจะเข้นั้นหม่อมหลวงต่วนศรี เล่นได้ดีมาก

เมื่อกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงตั้งคณะละครนฤมิตรขึ้น ท่านก็เป็นกำลังสำคัญในการแต่งเพลงในละครร้องทุกเรื่อง บทละครนั้น กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงนิพนธ์อย่างรวดเร็วและท่านก็บรรจุเพลงได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

ละครเรื่องแรกที่ท่านมีส่วนช่วยเหลือมากคือเรื่องอาหรับราตรี ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็นละครหลวงนฤมิตร จนเมื่อเกิดเป็นโรงละครปรีดาลัยขึ้น ตามชื่อโรงละครสร้างใหม่ แต่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า “ละครหม่อมต่วน” ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีอัจฉริยะด้านการแต่งเพลง มีความสามารถด้านการละครที่เหมือนกับเสด็จทวดของท่าน

หม่อมหลวงต่วนศรี (มนตรีกุล) วรวรรณ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ รวมอายุได้ ๙๙ ปี ๔ เดือน มีโอรส/ธิดากับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ๒ พระองค์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และ หม่อมเจ้าศิวากร วรวรรณ

พระองค์ท่านกับงานช่าง

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีความชำนาญในงานช่างเป็นที่ปรากฏ สิ่งที่เป็นอนุสรณ์แสดงฝีพระหัตถ์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ก็คือ “เกรินบันไดนาค” อันเป็นที่สำหรับยกพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถ หรือ ยกขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นโดยมิต้องเปลื้องเครื่องประกอบ เกริ่นบันไดนาคนี้ ว่าเป็นความคิดของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงประดิษฐ์ขึ้น

เกรินบันไดนาคที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้คิดค้นและสร้างขึ้นตั้งแต่อดีต ยังใช้เป็นอุปกรณ์ที่เชิญพระโกศของพระบรมศพขึ้นหรือลงจากราชรถจนถึงปัจจุบัน

จากหนังสือ “คำศัพท์ที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ ๒ (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้กล่าวไว้ว่า

“กรินบันไดนาค คือ อุปกรณ์ที่ใช้เชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นหรือลงจากราชรถ และพระเมรุมาศแทนการใช้นั่งร้านไม้ต่อยกสูงแบบสมัยโบราณ ที่ใช้กำลังคนยกขึ้นลง ซึ่งมีความยากลำบาก ไม่สะดวก เกรินมีลักษณะเป็นรางเลื่อนขึ้นลงด้วยกว้านหมุน โดยมีแท่นที่วางพระโกศเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายขึ้นหรือลง ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ขอบฐานแกะสลักลายปิดทองประดับกระจก ท้ายเกรินเป็นพื้นลดระดับลงมา ซึ่งเป็นที่สำหรับเจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งประคองพระโกศพระบรมศพมีลักษณะคล้ายท้ายสำเภา ด้านข้างบุผ้าตาดทอง มีราวทั้ง ๒ ข้างตกแต่งเป็นรูปพญานาค จึงเรียกว่า “เกรินบันไดนาค” คิดค้นโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๔ ใช้ครั้งแรกในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ. ๒๓๕๕”

จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นที่ปรีชาสามารถแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ทรงเป็นผู้บัญชาการพระราชพิธีลงสรงครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์

เมื่อปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๗๔ พุทธศักราช ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเป็นพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ มีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงพระราชดำริว่า พระราชพิธีโสกันต์ เจ้าฟ้าได้ทำเป็นอย่างมีแบบแผนอยู่แล้ว แต่การพระราชพิธีลงสรงตั้งพระนามเจ้าฟ้า ยังหาได้ทำเป็นแบบอย่างลงไม่ พระราชประสงค์จะใคร่ทำไว้ให้เป็นพระเกียรติยศสืบไปเบื้องหน้า

จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นผู้บัญชาการตั้งพระราชพิธีลงสรงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ เฉลิมพระนามาภิธัยจารึกในพระสุบรรณบัฏว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์ พงศ์อิศวรกษัตริย์ขัตติยราชกุมาร ฯลฯ”

ทรงเป็นพระอภิบาลเจ้าฟ้ามงกุฏไปรับชาวมอญที่เมองกาญจนบุรี

ครั้นปีกุน สัปดศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พุทธศักราช ๒๓๕๘ พวกรามัญพากันอพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทางเมืองตาก เมืองอุทัยธานี เมืองกาญจนบุรี เจ้าเมืองกรมการมีใบบอกเข้ามาให้กราบบังคมทูล ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คุมกองทัพและเสบียงอาหารไปรับครัวรามัญซึ่งเข้ามาเมืองกาญจนบุรี โปรดให้มีเรือตั้งเสด็จสามคู่ และตำรวจหอกแห่ เป็นพระเกียรติยศ

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ มีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา นับโดยเรียงปี จึงดำรัสสั่งให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสด็จไปด้วย ครั้นเสด็จมาถึงกรุงเทพพระมหานครแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้ครัวรามัญเหล่านั้นขึ้นไปตั้งอยู่เมืองปทุมธานีบ้าง แขวงนนทบุรีบ้าง

พระองค์ท่านกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นที่วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่มาก แม้พระราชพงศาวดารซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้บางตอนเรื่องครอเฟิดเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็แสดงให้ปรากฏชัดว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้จงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในรัชกาล ต่อมา ได้ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรสในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ขึ้นเป็นพระวงศ์เธอกรมหมื่นมนตรีรักษา ก็ยังทรงพระมหากรุณาโปรดให้ประกาศพระเกียรติคุณโดยความว่า

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกีกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และเป็นพระกนิษฐาธิบดีอันสนิทในกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนีด้วย แลสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้มีพระเดชพระคุณเป็นอุปการในพระองค์แต่ยังทรงพระเยาว์มา ด้วยอาการที่ควรนับว่าเป็นคุณต่าง ๆ ทรงระลึกถึงพระเดชพระคุณเป็นอันมาก ยังหาทรงลืมไม่ เพื่อจะทรงเชิดชูพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกี กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนี และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ให้ปรากฏไปในภายหน้า จึงทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรส เป็นเจ้าต่างกรม

ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระอารามที่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นทรงสถาปนาไว้ใหม่ว่า “วัดสัมพันธวงศาราม”

พระองค์ท่านกับความชำนาญด้านวิชาโหราศาสตร์

โหราศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการทำนายและการพยากรณ์โชคชะตาของมนุษย์ และปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก โดยอาศัยตำแหน่งของดวงดาวต่างๆ เป็นเครื่องชี้ เกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว

ในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานเรื่องวิชาโหราศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าลือไทย แห่งราชวงศ์พระร่วง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ด้านที่สอง มีคำกล่าวสรรเสริญพระปัญญาของพระยาลือไทยว่า “เรียนพระวินัย พระอภิธรรม โดยโลกาจารย์มีพราหมณ์และดาบส สมเด็จบพิตรพระราชบัญญัติคัมภีร์เพทศาสตราคม ธรรมนิยายมีโชติศาสตร์ (ตำราโหร)” เป็นต้น

ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๔ และหลักที่ ๕ มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาลือไทยทรงเชี่ยวชาญในคัมภีร์สุริยยาตร์ เช่น ได้เปลี่ยนวันขึ้นต้นปีใหม่ ศักราชใหม่ โดยกำหนดวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ และตัดปีเก่าให้สิ้นสุดลงในวันสิ้นเดือน ๔ (ผาลคุณานุต) ตามหลักที่นิยมกันในคัมภีร์สุริยยาตร์ นอกจากนั้น ในกำหนดพิธีการต่างๆ ที่จารึกในหลักศิลาดังกล่าว ยังได้คำนวณฤกษ์พระจันทร์ไว้ทุกตอนด้วย

พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลือไทยในวิชาโหราศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่เป็นหลักฐานจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ทรงไว้เป็นภาษาบาลี ก็มีอยู่ ๒ เรื่อง คือ ๑. ทกฺษาสงฺคหปกรณ ได้แก่ ตำราทักษาที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ๒. พระคัมภีร์จักรทีปนีฉบับบาลี

ล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ ๒ พระราชนิพนธ์ฉบับภาษาบาลีทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงถอดความเป็นภาษาไทยไว้เป็นกวีนิพนธ์เรื่องแรก ทรงเป็นลิลิต ชื่อ “ลิลิตทักษาพยากรณ์” เป็นตำราทักษาของไทย ซึ่งมีกลวิธีพยากรณ์อย่างพิสดาร อันจัดเป็นของไทยโดยบริสุทธิ์ แม้จะมีส่วนคล้ายคลึงกับ “อัษโฏตรีทศา” ของภารตะก็ตาม แต่กฎเกณฑ์และศิลปะในการพยากรณ์ไม่ได้ใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แม้ของพม่าหรือมอญ ก็เป็นคนละแบบ จึงจัดว่าตำรานี้เป็นของคนไทยที่ค้นคว้ากลวิธีพยากรณ์ขึ้น เป็นแบบของเราโดยเฉพาะแบบหนึ่ง ส่วนตำราเล่มที่ ๒ สมเด็จพระสัมพันธวงเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงถอดเป็นคำฉันท์ ชื่อ “จักรทีปนีคำฉันท์” อันเป็นตำราหลักของไทยในภาคพยากรณ์ ตำราทั้งสองเล่มนี้ ถือเป็นปรมาจารย์ของโหรไทยทั่วราชอาณาจักร สำหรับผู้พยากรณ์ในระบบโหราศาสตร์ไทย

กล่าวกันว่า ในบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงมีพระอุตสาหะวิริยะแรงกล้า ทรงพระนิพนธ์พระคัมภีร์จักรทีปนี จากนัยอรรถภาษาบาลี เป็นพากย์ภาษาไทย และได้เรียบเรียงเป็นลำนำ อินทรวิเชียรฉันท์ กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ โตฎกฉันท์ วสันต์ดิลกฉันท์ มีความไพเราะเป็นวรรณกรรมเอก ตามความเชี่ยวชาญในเชิงกวีของพระองค์ท่าน

ในวงการโหราศาสตร์ยกย่องพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้าสัมพันธ์วงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้านและทรงเชี่ยวชาญในด้านโหราศาสตร์ชั้นโหร

จึงถือได้ว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี นอกจากจะทรงเป็นปรมาจารย์ในด้านจินตกวีและนาฏศิลป์แล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์เรื่องจักรทีปนีคำฉันท์และลิลิตทักษาพยากรณ์ ซึ่งเหล่าผู้ศึกษาวิชาโหรในรุ่นต่อมายังคงใช้อ้างอิงกันจนถึงทุกวันนี้ วงการโหรยกย่องพระองค์เป็นพระปรมาจารย์ชั้นโหร ถึงกับมีพระนามอยู่ในการกล่าวโองการไหว้ครูโหร

พระองค์ผู้เป็นต้นราชตระกูล “มนตรีกุล”

ราชตระกูล หมายถึง สกุลที่มิได้สืบเชื้อสายโดยตรงจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โดยมีการสืบสายจากสมเด็จพระเชษฐภคินี พระอนุชา และพระขนิษฐา ผู้เป็นพระโอรสและพระธิดาในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก สำหรับสายพระพี่พระน้องนี้ บางครั้งก็เรียกกันว่า “ราชตระกูลสายพระปฐมวงศ์” หรือ “พระปฐมบรมราชวงศ์”

ราชตระกูล “มนตรีกุล” หรือ “มนตรีกุล ณ อยุธยา” นี้ หม่อมหลวงเชื้อ มนตรีกุล (พระยาราโชทัย) มหาดเล็กกองตั้งเครื่องในขณะนั้น เป็นผู้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ หลังจากที่ได้ทรงตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๕๕

พระโอรส – พระธิดา

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีพระโอรส พระธิดา รวม ๓๗ พระองค์ เป็นหม่อมเจ้าชาย ๑๕ พระองค์ หม่อมเจ้าหญิง ๒๒ พระองค์

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชาย ๑ พระองค์ คือ พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพยอม กรมหมื่นมนตรีรักษา

ในการที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าชายพยอมขึ้นเป็นเจ้าต่างกรมนี้ มิได้ทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าก่อน แต่ในรัชกาลต่อๆ มา ไม่ปรากฏว่าได้สถาปนาหม่อมเจ้าขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม เว้นแต่จะได้สถาปนาพระยศขึ้นเป็นพระองค์เจ้าเสียก่อน แล้วจึงจะตั้งกรม

สิ้นพระชนม์

ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประชวรเป็นพระยอดในพระศอมาตั้งแต่เดือน ๓ ปีมะเส็ง ตรีศก จุลศักราช ๑๑๘๓ พุทธศักราช ๒๓๖๔ ประชวรต่อและสิ้นพระชนม์ในวันจันทร์ เดือน ๗ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะเมีย จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๘๔ เวลาเช้า ๕ โมง ๔ บาท พุทธศักราช ๒๓๖๕ (นับตามปฏิทินปัจจุบัน ตรงกับวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๖๕) พระชันษา ๕๒ ปี

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติยศแด่ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นเอนกประการ ได้พระราชทานพระโกศทองใหญ่ให้ทรงพระศพ ทั้งยังทรงโปรดให้สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ณ ท้องสนามหลวงเมื่อ เดือน ๓ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เข้าใจว่า จะเป็นศกเดียวกันกับการสิ้นพระชนม์

หลังจากนั้นต่อมาอีก ๒ ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ก็เสด็จสวรรคตสิ้นรัชกาล

----------------------------------------

นาควโร ภิกฺขุ
วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
--------------
รวบรวมและเรียบเรียงสรุป
๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๑
แก้ไขโดย webmaster เมื่อ 06-09-2018 11:26
 
ไปยังฟอรั่ม: