อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์
พระปรางค์เก่าแก่ของวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร
แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
(จากคำจารึก สร้าง พ.ศ ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ)
 
 
  
อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ พระปรางค์เก่าแก่ของวัดสัมพันธวงศ์
 

          วัดสัมพันธวงศ์ ได้ค้นพบพระปรางค์เก่าองค์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัดสัมพันธวงศ์นั้น โดยตั้งอยู่บริเวณหลังกุฎีแม่ชี ด้านติดกับโรงเรียนวัดสัมพันธวงศ์ พระปรางค์องค์นี้เป็นพระปรางค์เก่า มีขนาดไม่ใหญ่นัก การพบครั้งแรก ไม่ใคร่เป็นที่สนใจมากนัก เพราะอยู่ในบริเวณเขตบ้านเช่าของวัด มีรั้วกั้นและมีเศษใบโพธิ์รวมทั้งดินทับถมอยู่สูงพอสมควร มองเห็นได้เพียงปลายยอดเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันครั้งแรกว่า เป็นเจดีย์บรรจุอัฏฐิธาตุของบุคคลที่สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้องกับวัดเท่านั้น

          ต่อมา วัดสัมพันธวงศ์ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ที่ดินบริเวณด้านหลังวัด (หน้าวัดเดิม) ที่ติดกับที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนวานิช ๑ (ถนนสำเพ็ง) มีพระปรางค์เก่า ๑ องค์ ที่มีต้นโพธิ์บดบังอยู่ เมื่อมีการตักดินบริเวณโดยรอบออก ที่บริเวณฐานพระปรางค์ด้านทิศตะวันออกปรากฏเป็นป้ายปูนเล็กๆ ติดอยู่ในแนวนอน มีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ มีจารึกอักษรอยู่ ทราบว่า สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๖ (นับถึงปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๒ มีอายุ ๑๕๖ ปีผ่านมาแล้ว

คลิกชมภาพขนาดใหญ่

คำจารึกการสร้างพระปรางค์
(ถอดตามอักษรที่จารึก)

ศุภมัศดุพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือนสี่ แรมสองค่ำ
ข้าพเจ้ามวลศรัทธาสร้างพระปรางไว้ในพระสาศนาที่ ณ วัดสำพันธวงษ์
ครั้นถึง  ณ วันเดือนเจ็ด แรมสิบสามค่ำ พุทธศักราช ๒๓๙๗ ปีขาน ฉศก ฉลองแล้วเสรจ์
คิดเงินค่าจ้างทั้งการฉลองนั้นประมวนเข้าด้วยกันเปนเงินแปดชั่งเศศ
กุศลอันนี้แผ่ไปให้บิดามานดาญาติพี่น้องบุตรข้าพเจ้า
เทวดาซึ่งรักษาพระสาศนา ทังเจ้ากำมนายเวรจงมารับส่วนกุศลนี้ทุกคน ๆ
แล้วฃอให้ข้าพเจ้าสำเรทธิความปราถนาสวรรค์ นิพาน ปัจจัยโยโหตุ ฃะ

          คำจารึกดังกล่าว สามารถถอดคำแปลออกจากคำบันทึกในแผ่นหิน โดยบางคำขอใช้การตีความหมายตามภาษาไทยในปัจจุบัน เรียงตามลำดับคำ สามารถตีความหมายได้ ดังนี้

"ศุภมัสดุพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ
ข้าพเจ้ามวลศรัทธา สร้างพระปรางค์ไว้ในพระศาสนา ที่ ณ วัดสัมพันธวงศ์
ครั้นถึง ณ วัน เดือน ๗ แรม ๑๓ ค่ำ พุทธศักราช ๒๓๙๗ ปีวาน ฉศก ฉลองแล้วเสร็จ
คิดเป็นเงินค่าจ้างทั้งการฉลองนั้น ประมวนเข้าด้วยกันเป็นเงิน 8 ชั่งเศษ
กุศลอันนี้แผ่ไปให้บิดามารดา ญาติพี่น้องบุตรข้าพเจ้า
เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา ทั้งเจ้ากรรมนายเวร จงมารับส่วนกุศลนี้ทุกคน
แล้วขอให้ข้าพเจ้าสำเรททิความปรารถนา สวรรค์ นิพพานปัจจัยโย
"

          ข่าวการค้นพบในครั้งนี้ เป็นที่โด่งดังไปทั่ว หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้นำเสนอข่าวการค้นพบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าว ได้เดินทางมาสักการะพระปรางค์ครั้งนี้จำนวนมาก แม้แต่ประชาชนในพื้นที่เองต่างก็เพิ่งทราบว่ามีพระปรางค์เก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณนี้

พระอาจารย์ปราโมทย์กำลังเล่าเรื่องพระปรางค์
แม่ชีกำลังอธิบายให้ประชาชนที่มาสักการะฟัง
ประชาชนจำนวนมากมาสักการะพระปรางค์
ประชาชนจำนวนมากมาสักการะพระปรางค์

          นอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวของแม่ชีที่กุฏิอยู่ข้างกับพระปรางค์ตั้งแต่ก่อนการค้นพบว่า บางครั้ง หากวันใดเป็นวันพระ บางครั้งเห็นคนใส่ชุดขาว คล้ายกับชุดของผู้ปฏิบัติธรรมเดินผ่านหายไปในบริเวณดังกล่าว

          คำว่า "อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์" หรือเรียกกันสั้นๆ ในหมู่ผู้ที่มาสร้างว่า "พระปรางค์อัฏฐังคะ" ซึ่งเป็นชื่อของพระปรางค์องค์นี้ มีความหมาย ดังนี้

          - อัฏฐังค หมายถึง "อัฏฐังคิกมรรค" คือ มรรคมีองค์แปดประการ

          - สุวรรณ เรียกตามสีเหลืองที่ได้ทาให้กับองค์พระปรางค์ แปลว่าทอง

          - มหาปรางค์ คือ ความยิ่งใหญ่ของพระปรางค์ที่นับว่ามีขนาดใหญ่โตมากหากเทียบกันกับฐานะของเหล่าผู้ที่มาสร้าง

          วัดสัมพันธวงศ์ได้ปรารภว่า "คณะพุทธบริษัทของวัดและประชาชนทั่วไป ต่างได้มาอนุสรณ์ว่า พระปรางค์องค์สร้างมาเป็นเวลานับได้ ๑๕๒ ปี เมื่อจะทำการบูรณะใหม่ สมควรที่จะประกอบพิธี ขอขมา บวงสรวง สังเวย ทำบุญอุทิศส่วนกุศลกัลปนาผล แด่ดวงวิญญาณของท่านผู้ร่วมสร้างในยุคนั้น เพื่อรับรู้รับทราบและอนุโมทนา" จึงได้จัดพิธีฉลองพระปรางค์ขึ้นในวันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘

          ในงานดังกล่าว พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมกิตติมเธี ได้กราบนิมนต์ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร)เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อเป็นประธานประกอบพิธีในครั้งนี้ พิธีเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๔๘ น. เป็นต้นไป มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ในภาคบ่ายมีพิธีบวงสรวงพระปรางค์ เมื่อเสร็จพิธีได้จัดให้มีมหรสพ เป็นการละเล่นเพลงอีแซว เพลงฉ่อย มโหรี สมโภช ให้เหมือนกับสมัยอดีตกาล เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗ ที่คณะบุคคล ๖๓ ท่าน (ตามนิมิตของอาจารย์นิมิต แสนไชย) ได้ร่วมจัดสร้างพระปรางค์องค์นี้และจัดงานฉลองมีมหรสพ เพลงอีแซว เพลงฉ่อย สมโภชพระปรางค์ในครั้งนั้น พร้อมกันนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับเรื่อง อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ วัดสัมพันธวงศ์" แจกให้แก่ผู้ร่วมงานด้วย


          คำปรารภของ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถระ) เกี่ยวกับพระปรางค์ ในหนังสือ "เรื่อง อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ วัดสัมพันธวงศ์" วัดสัมพันธวงศ์พิมพ์แจกในวันฉลองพระปรางค์ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ดังนี้


          นึกทบทวนอดีตเมื่อครั้งเป็นสามเณรได้เข้ามาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ในปี พ.ศ.๒๔๗๙ ภายใต้ร่มใบบุญของพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัชชมงคลมุนี

          สภาพวัดสัมพันธวงศ์ในยุคนั้นเป็นเกาะมีคูคลองรอบวัดเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงกลางวัดมีสระน้ำ เวลาน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาก็จะไหลเข้าสระนี้ พระภิกษุสามเณรก็จะอาศัยน้ำจากสระนี้ในการบริโภคใช้สอย ส่วนน้ำดื่มนั้นก็อาศัยน้ำฝนบ้าง น้ำบ่อบ้าง

          ในกาลต่อมา เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นมีการถมคูคลอง มีการตัดถนนผ่านวัด (ถนนทรงสวัสดิ์) ทำให้วัดสัมพันธวงศ์มีสองฝั่ง พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ พระอุปัชฌาย์ จึงย้ายหมู่กุฎีสงฆ์ฝั่งตะวันออกมาอยู่ฝั่งตะวันตกทั้งหมด และพัฒนาบริเวณดังกล่าวเป็นที่จัดประโยชน์ ในยุคนั้นยังไม่มีกำแพงรอบวัด ไม่มีอาณาเขตของวัดที่ชัดเจน ชาวบ้านอยู่อาศัยโดยรอบ พระเดชพระคุณ พระอุปัชฌาย์ มีความตั้งใจและใช้ความพยายามอย่างมากที่จะกำหนดเขตของวัดและทำกำแพงรอบวัด และตรงจุดที่ตั้งของพระปรางค์ที่พบหลักฐานการก่อสร้างว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๙๖ นั้น ทราบว่าเดิมเป็นที่พักของตำรวจและเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ซึ่งได้สร้างบ้านแวดล้อมพระปรางค์มาเป็นเวลาช้านาน และกว่าทางวัดจะเจรจาจนยอมรื้อถอน ก็ใช้เวลานานมาก และสามารถสร้างกำแพงได้ดังที่เห็นในปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นจุดที่น่าพอใจ

          เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมา ประกอบกับองค์พระปรางค์อยู่นอกเขตกำแพงวัด จึงขาดผู้ใส่่ใจดูแลเป็นเวลาหลายสิบปี จนผู้อยู่ใกล้เคียงต่อเติมอาคารปกคลุมองค์พระปรางค์ ทำให้คนรุ่นหลังไม่ทราบว่ามีพระปรางค์อยู่

          เมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุให้ไปสำรวจบริเวณดังกล่าว และพบองค์์พระปรางค์ จึงคิดบูรณะปรับปรุงให้เป็นสถานที่เคารพสักการะ โดยขอให้บ้านข้างเคียงที่ต่อเติมอาคารปกคลุมนั้นรื้อออก และแต่งบริเวณให้สะอาดเรียบร้อย

          และเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๘ ได้พบหลักฐานเป็นป้ายคำจารึกว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงปัจจุบันนับได้ ๑๕๒ ปี นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และเป็นโบราณสถานสำคัญของวัดสัมพันธวงศ์ที่ควรอนุรักษ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพสักการะต่อไป เพื่อเป็นการระลึกถึงบุพพการีชนผู้สร้างพระปรางค์ และพระปรางค์เป็นโบราณสถานที่สำคัญ

          วัดสัมพันธวงศ์จึงจัดให้มีพิธีบวงสรวงสังเวยบูชาองค์พระปรางค์ขึ้น โดยจัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระ อุทิศทักษิณานุปทานให้แก่บุรพชน ๖๓ ท่าน ที่ได้จัดสร้างพระปรางค์ในอดีตและมีการบันเทิงเพลงฉ่อย เพลงอีแซว ให้เสมือนในครั้งอดีต และพระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ประสงค์ที่จะพิมพ์นิมิตของคุณไพศาล แสนไชย เกี่ยวกับองค์พระปรางค์เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้มาร่วมงาน และสาูธุชนผู้มาสักการะพระปรางค์ทุกท่านได้ทราบ และอนุโมทนาสาูธุการสืบต่อไป (ผู้ประสงค์หนังสือดังกล่าวนี้ ติดต่อขอได้ที่เลขานุการวัด)

 
ประมวลภาพวันฉลองพระปรางค์ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘
          ท่านที่มีโอกาสเดินทางมายังวัดสัมพันธวงศ์ อย่าลืมไปสักการะพระปรางค์วัดสัมพันธวงศ์นะครับ หากไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน ให้สอบถามเจ้าหน้าที่ของวัดได้
 

          หมายเหตุ : ข่าวจากหนังสือพิมพ์

          ข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ : พบพระปรางค์เก่า ใกล้วัดกลางกรุง ฉบับวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๘

          การพบพระปรางค์เก่าแก่อายุกว่าร้อยปีและเป็นที่ฮือฮาครั้งนี้ ถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. โดยพระครู ปลัดพิพัฒนวิริยาจารย์ เลขานุการวัดสัมพันธวงศ์ เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ได้พบพระปรางค์เก่าแก่ อยู่บริเวณหลังวัดด้านทิศใต้ติดกับชุมชนสำเพ็ง มีขนาดฐานกว้างประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 7 เมตร องค์พระปรางค์ สีขาวขุ่น ลักษณะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ มีถ้อยคำจารึกที่ฐานพระปรางค์ระบุชัดเจนว่า สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2396 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 และตรงกับสมัยที่พระเนกขัมมุนี (คง) เป็นเจ้าอาวาสวัด ดังนั้น พระปรางค์องค์นี้น่าจะมี อายุถึง 152 ปี

          เลขานุการวัดสัมพันธวงศ์ เผยด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า มีพระปรางค์อยู่ในวัด เนื่องจากบริเวณที่ตั้งองค์พระปรางค์อยู่นอกกำแพงวัด และถูกชาวบ้านข้างเคียงสร้างอาคารรุกที่เข้ามาในบริเวณวัดและปิดบังองค์พระปรางค์ ประกอบบริเวณดังกล่าวมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ กระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาส ได้สั่งให้คนงานไปตรวจสอบบริเวณดังกล่าว เนื่องจากมีคนจากต่างจังหวัดมาเล่าให้ท่านฟังว่า มีเทวดาที่รักษาพระปรางค์มาเข้าฝันบอกว่า มีพระปรางค์ศักดิ์สิทธิ์อยู่หลังวัดและห้ามมิให้มีการรื้อถอน จึงออกตรวจสอบดูพบพระปรางค์ดังกล่าวมีอยู่จริง แต่ถูกชาวบ้านต่อเติมอาคารมาบดบังอยู่จนมองไม่เห็น วัดจึงได้รื้อสิ่งกีดขวางพระปรางค์ออก รวมทั้งขอร้องให้ชาวบ้านที่สร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาบดบังองค์พระปรางค์ รื้อออกทั้งหมดเพื่อบูรณะพระปรางค์ เนื่องจากมีอายุเก่าแก่ถึง 152 ปี จากนั้นจะมีพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

          ด้านนายอดุลย์ รัตตานนท์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์ กล่าวว่า บริเวณที่มีการพบพระปรางค์ ตนเคยว่าจ้างช่างให้มาตัดแต่งต้นโพธิ์ เพราะกลัวว่ากิ่งจะหักไปทับบ้านชาวบ้าน แต่ปรากฏช่างที่มารับงานดำเนินการไม่สำเร็จ และทิ้งงานไปโดยไม่ทราบสาเหตุถึง 5 ครั้งด้วยกัน นอกจากนี้แม่ชีที่อยู่จำพรรษาในบริเวณนั้นเล่าให้ฟังว่า ในช่วงเวลากลางคืนมักจะเห็นคนเดินเข้าเดินออกบริเวณต้นโพธิ์ดังกล่าว ที่ติดอยู่กับพระปรางค์อยู่บ่อยครั้ง น่าเชื่อว่าเป็นเทพที่คอยปกปักรักษาพระปรางค์อยู่.

          หนังสือพิมพ์ข่าวสด : ฉบับวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2548 ปีที่ 15 ฉบับที่ 5321

          พบพระปรางค์เก่าซุกหลังวัดสัมพันธวงศ์พระครูปลัดสัมพิพัฒนวิริยาจารย์ เลขานุการวัดสัมพันธวงศาราม เปิดเผยว่า วัดสัมพันธวงศาราม ได้พบพระปรางค์เก่าแก่บริเวณหลังวัดด้านทิศใต้ติดกับชุมชนสำเพ็ง มีขนาดฐานกว้างประมาณ 3 เมตร สูงประมาณ 7 เมตร องค์พระปรางค์สีขาวขุ่น ลักษณะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และมีถ้อยคำจารึกที่ฐานพระปรางค์ ว่า สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2396 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 และตรงกับสมัยที่พระเนกขัมมุนี(คง) เป็นเจ้าอาวาส ดังนั้น พระปรางค์น่าจะมีอายุถึง 152 ปี ถือว่าเก่าแก่มาก

          พระครูปลัดสัมพิพัฒนวิริยาจารย์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้วัดไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีพระปรางค์อยู่ในวัด เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่นอกกำแพงวัด รวมทั้งถูกชาวบ้านข้างเคียงสร้างอาคารรุกที่เข้ามาในบริเวณวัด จนกระทั่งปิดบังองค์พระปรางค์ ประกอบบริเวณดังกล่าวมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาส สั่งให้คนงานตรวจสอบบริเวณดังกล่าว และพบพระปรางค์ดังกล่าวมีอยู่จริง โดยพระปรางค์ถูกชาวบ้านซึ่งต่อเติมอาคารมาปิดบังอยู่จนมองไม่เห็น วัดจึงรื้อสิ่งกีดขวางพระปรางค์ออก รวมทั้งขอให้ชาวบ้านที่สร้างอาคารรุกล้ำเข้ามาปิดบังพระปรางค์ รื้อออก เพื่อบูรณะพระปรางค์อายุเก่าแก่นี้ต่อไป

 
--------------------
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด