วัดสัมพันธวงศ์ ได้ค้นพบพระปรางค์เก่าองค์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัดสัมพันธวงศ์นั้น โดยตั้งอยู่บริเวณหลังกุฎีแม่ชี ด้านติดกับโรงเรียนวัดสัมพันธวงศ์ พระปรางค์องค์นี้เป็นพระปรางค์เก่า มีขนาดไม่ใหญ่นัก การพบครั้งแรก ไม่ใคร่เป็นที่สนใจมากนัก เพราะอยู่ในบริเวณเขตบ้านเช่าของวัด มีรั้วกั้นและมีเศษใบโพธิ์รวมทั้งดินทับถมอยู่สูงพอสมควร มองเห็นได้เพียงปลายยอดเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันครั้งแรกว่า เป็นเจดีย์บรรจุอัฏฐิธาตุของบุคคลที่สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้องกับวัดเท่านั้น
ต่อมา วัดสัมพันธวงศ์ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ที่ดินบริเวณด้านหลังวัด (หน้าวัดเดิม) ที่ติดกับที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนวานิช ๑ (ถนนสำเพ็ง) มีพระปรางค์เก่า ๑ องค์ ที่มีต้นโพธิ์บดบังอยู่ เมื่อมีการตักดินบริเวณโดยรอบออก ที่บริเวณฐานพระปรางค์ด้านทิศตะวันออกปรากฏเป็นป้ายปูนเล็กๆ ติดอยู่ในแนวนอน มีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ มีจารึกอักษรอยู่ ทราบว่า สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๖ (นับถึงปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๒ มีอายุ ๑๕๖ ปีผ่านมาแล้ว

คำจารึกการสร้างพระปรางค์
(ถอดตามอักษรที่จารึก)
ศุภมัศดุพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือนสี่ แรมสองค่ำ
ข้าพเจ้ามวลศรัทธาสร้างพระปรางไว้ในพระสาศนาที่ ณ วัดสำพันธวงษ์
ครั้นถึง ณ วันเดือนเจ็ด แรมสิบสามค่ำ พุทธศักราช ๒๓๙๗ ปีขาน ฉศก ฉลองแล้วเสรจ์
คิดเงินค่าจ้างทั้งการฉลองนั้นประมวนเข้าด้วยกันเปนเงินแปดชั่งเศศ
กุศลอันนี้แผ่ไปให้บิดามานดาญาติพี่น้องบุตรข้าพเจ้า
เทวดาซึ่งรักษาพระสาศนา ทังเจ้ากำมนายเวรจงมารับส่วนกุศลนี้ทุกคน ๆ
แล้วฃอให้ข้าพเจ้าสำเรทธิความปราถนาสวรรค์ นิพาน ปัจจัยโยโหตุ ฃะ
คำจารึกดังกล่าว สามารถถอดคำแปลออกจากคำบันทึกในแผ่นหิน โดยบางคำขอใช้การตีความหมายตามภาษาไทยในปัจจุบัน เรียงตามลำดับคำ สามารถตีความหมายได้ ดังนี้
"ศุภมัสดุพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือน ๔ แรม ๒ ค่ำ
ข้าพเจ้ามวลศรัทธา สร้างพระปรางค์ไว้ในพระศาสนา ที่ ณ วัดสัมพันธวงศ์
ครั้นถึง ณ วัน เดือน ๗ แรม ๑๓ ค่ำ พุทธศักราช ๒๓๙๗ ปีวาน ฉศก ฉลองแล้วเสร็จ
คิดเป็นเงินค่าจ้างทั้งการฉลองนั้น ประมวนเข้าด้วยกันเป็นเงิน 8 ชั่งเศษ
กุศลอันนี้แผ่ไปให้บิดามารดา ญาติพี่น้องบุตรข้าพเจ้า
เทวดาซึ่งรักษาพระศาสนา ทั้งเจ้ากรรมนายเวร จงมารับส่วนกุศลนี้ทุกคน
แล้วขอให้ข้าพเจ้าสำเรททิความปรารถนา สวรรค์ นิพพานปัจจัยโย"
ข่าวการค้นพบในครั้งนี้ เป็นที่โด่งดังไปทั่ว หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้นำเสนอข่าวการค้นพบ ทำให้ประชาชนจำนวนมากที่ทราบข่าว ได้เดินทางมาสักการะพระปรางค์ครั้งนี้จำนวนมาก แม้แต่ประชาชนในพื้นที่เองต่างก็เพิ่งทราบว่ามีพระปรางค์เก่าแก่ตั้งอยู่บริเวณนี้
|
|
พระอาจารย์ปราโมทย์กำลังเล่าเรื่องพระปรางค์ |
แม่ชีกำลังอธิบายให้ประชาชนที่มาสักการะฟัง |
|
|
|
|
ประชาชนจำนวนมากมาสักการะพระปรางค์ |
ประชาชนจำนวนมากมาสักการะพระปรางค์ |
นอกจากนี้ ยังมีคำกล่าวของแม่ชีที่กุฏิอยู่ข้างกับพระปรางค์ตั้งแต่ก่อนการค้นพบว่า บางครั้ง หากวันใดเป็นวันพระ บางครั้งเห็นคนใส่ชุดขาว คล้ายกับชุดของผู้ปฏิบัติธรรมเดินผ่านหายไปในบริเวณดังกล่าว
และจากนิมิตของคุณนายไพศาล แสนไชย จ.ลำพูน พระปรางค์องค์นี้ กลุ่มคนผู้สร้างได้เอาพระธาตุใส่บรรจุไว้ข้างในด้วย โดยประดิษฐานใส่เข้าไว้ตรงกลางข้างในองค์พระปรางค์ เมื่องานก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทาองค์พระปรางค์ด้วยสีเหลือง พร้อมกับได้ช่วยกันตั้งชื่อให้กับพระปรางค์องค์นี้ด้วยว่า "อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์" หรือเรียกกันสั้นๆ ในหมู่ผู้ที่มาสร้างว่า "พระปรางค์อัฏฐังคะ" ("อัฏฐังค" หมายถึง "อัฏฐังคิกมรรค" คือมรรคมีองค์แปดประการ, "สุวรรณ" เรียกตามสีเหลืองที่ได้ทาให้กับองค์พระปรางค์, "มหาปรางค์" คือ ความยิ่งใหญ่ของพระปรางค์ที่นับว่ามีขนาดใหญ่โตมากหากเทียบกันกับฐานะของเหล่าผู้ที่มาสร้าง)
จากหนังสือ "นิมิตพิศวง เรื่อง อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ วัดสัมพันธวงศ์" นิมิตโดย อาจารย์ไพศาล แสนไชย จ.ลำพูน ได้กล่าวถึงการก่อสร้างไว้ดังนี้
"...พระปรางค์องค์นี้ ในส่วนที่โลกมนุษย์รู้แล้ว ตัวข้าฯ ก็จะไม่ขอบอก ในส่วนที่โลกมนุษย์ไม่ทราบ ตัวข้าฯ ก็จะบอกให้ทราบตามที่ต้องการ พระปรางค์นี้ ได้สร้างมา ตามวันเวลาที่ได้มีจารึกไว้ หมู่คนในสมัยนั้นที่ได้ร่วมกันสร้างซึ่งมีด้วยกันอยู่ 63 คน พวกเขาเหล่านั้นโดยมากเป็นผู้มีฐานะปานกลาง จนถึงยากจน
เหตุของการสร้างพระปรางค์องค์นี้ ได้สร้างขึ้นเพื่อถวายไว้ในพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นบุญกุศลแก่ตัวผู้สร้าง และเพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลทั้งหลายไปหาพ่อแม่ เทวบุตรเทวดา เจ้ากรรมนายเวร ดังที่มีจารึกไว้ที่องค์พระปรางค์แล้ว
ผู้ที่เป็นคนต้นคิดริเริ่มชักชวนให้ทุกคนมาช่วยกันสร้างพระปรางค์องค์นี้ขึ้นอยู่ 2 คน มีชื่อว่า นายเชื้อ กับนาย กี
และมีผู้ที่ได้มาช่วยเป็นกำลังสำคัญในการก่อสร้างพระปรางค์ในตอนนั้น 2 คน เป็นคนบ้านสำเพ็ง มีชื่อว่า นายหวล กับ นายจีนหงี
ซึ่งผู้คนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทั้ง 63 คนนี้ แม้ฐานะของพวกเขาแต่ละคนในชาตินั้นจะไม่ค่อยดี แต่ทุกคนต่างก็มาช่วยกันทำด้วยความตั้งใจจริง ถึงพร้อมด้วยกาย วาจา ใจ และสิ่งของปัจจัยเงินทองซึ่งช่วยกันหามาได้โดยความสุจริต
พวกเขาได้ทำการก่อสร้างพระปรางค์ ซึ่งการก่อสร้างก็ได้ทำกันไปตามสบาย เพราะตอนนั้นคนเหล่านี้ก็เริ่มเป็นคนแก่ชรากันบ้างแล้ว บรรดาผู้ที่มาช่วยกันสร้างพระปรางค์ต่างก็ได้สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาช่วยทำคนละไม้ละมือ ใครมาใหม่ก็จะช่วยบอกกันว่าขณะนี้สร้างไปถึงไหนๆ แล้ว และจะต้องทำต่อกันไปส่วนไหนอย่างไร ทุกคนก็ได้ตั้งอกตั้งใจทำกันอย่างดี ทุกคนช่วยกันทำงานด้วยความเบิกบาน มีการร้องเพลงแหล่ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว กันไปด้วย ทำไปร้องไป เล่นกันไปสร้างกันไป เป็นที่สรวลเสเฮฮาสนุกสนานครื้นเครง..."
วัดสัมพันธวงศ์ได้ปรารภว่า "คณะพุทธบริษัทของวัดและประชาชนทั่วไป ต่างได้มาอนุสรณ์ว่า พระปรางค์องค์สร้างมาเป็นเวลานับได้ ๑๕๒ ปี เมื่อจะทำการบูรณะใหม่ สมควรที่จะประกอบพิธี ขอขมา บวงสรวง สังเวย ทำบุญอุทิศส่วนกุศลกัลปนาผล แด่ดวงวิญญาณของท่านผู้ร่วมสร้างในยุคนั้น เพื่อรับรู้รับทราบและอนุโมทนา" จึงได้จัดพิธีฉลองพระปรางค์ขึ้นในวันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘
ในงานดังกล่าว พระเดชพระคุณ พระธรรมกิตติมเธี (จำนง ธมฺมจารี) ได้กราบนิมนต์ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อเป็นประธานประกอบพิธีในครั้งนี้ พิธีเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๔๘ น. เป็นต้นไป มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ในภาคบ่ายมีพิธีบวงสรวงพระปรางค์ เมื่อเสร็จพิธีได้จัดให้มีมหรสพ เป็นการละเล่นเพลงอีแซว เพลงฉ่อย มโหรี สมโภช ให้เหมือนกับสมัยอดีตกาล เมื่อ พ.ศ.๒๓๙๗ ที่คณะบุคคล ๖๓ ท่าน (ตามนิมิตของอาจารย์นิมิต แสนไชย) ได้ร่วมจัดสร้างพระปรางค์องค์นี้และจัดงานฉลองมีมหรสพ เพลงอีแซว เพลงฉ่อย สมโภชพระปรางค์ในครั้งนั้น พร้อมกันนี้ได้จัดพิมพ์หนังสือ "นิมิตพิศวง เรื่อง อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ วัดสัมพันธวงศ์" แจกให้แก่ผู้ร่วมงานด้วย
คำปรารภของ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรเถระ) เกี่ยวกับพระปรางค์ ในหนังสือ "นิมิตพิศวง เรื่อง อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ วัดสัมพันธวงศ์" วัดสัมพันธวงศ์พิมพ์แจกในวันฉลองพระปรางค์ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ ดังนี้
ึ
นึกทบทวนอดีตเมื่อครั้งเป็นสามเณรได้เข้ามาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ในปี พ.ศ.๒๔๗๙ ภายใต้ร่มใบบุญของพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัชชมงคลมุนี
สภาพวัดสัมพันธวงศ์ในยุคนั้นเป็นเกาะมีคูคลองรอบวัดเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงกลางวัดมีสระน้ำ เวลาน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นมาก็จะไหลเข้าสระนี้ พระภิกษุสามเณรก็จะอาศัยน้ำจากสระนี้ในการบริโภคใช้สอย ส่วนน้ำดื่มนั้นก็อาศัยน้ำฝนบ้าง น้ำบ่อบ้าง
ในกาลต่อมา เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้นมีการถมคูคลอง มีการตัดถนนผ่านวัด (ถนนทรงสวัสดิ์) ทำให้วัดสัมพันธวงศ์มีสองฝั่ง พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ พระอุปัชฌาย์ จึงย้ายหมู่กุฎีสงฆ์ฝั่งตะวันออกมาอยู่ฝั่งตะวันตกทั้งหมด และพัฒนาบริเวณดังกล่าวเป็นที่จัดประโยชน์ ในยุคนั้นยังไม่มีกำแพงรอบวัด ไม่มีอาณาเขตของวัดที่ชัดเจน ชาวบ้านอยู่อาศัยโดยรอบ พระเดชพระคุณ พระอุปัชฌาย์ มีความตั้งใจและใช้ความพยายามอย่างมากที่จะกำหนดเขตของวัดและทำกำแพงรอบวัด และตรงจุดที่ตั้งของพระปรางค์ที่พบหลักฐานการก่อสร้างว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๙๖ นั้น ทราบว่าเดิมเป็นที่พักของตำรวจและเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ซึ่งได้สร้างบ้านแวดล้อมพระปรางค์มาเป็นเวลาช้านาน และกว่าทางวัดจะเจรจาจนยอมรื้อถอน ก็ใช้เวลานานมาก และสามารถสร้างกำแพงได้ดังที่เห็นในปัจจุบัน ก็ถือว่าเป็นจุดที่น่าพอใจ
เมื่อกาลเวลาล่วงเลยมา ประกอบกับองค์พระปรางค์อยู่นอกเขตกำแพงวัด จึงขาดผู้ใส่่ใจดูแลเป็นเวลาหลายสิบปี จนผู้อยู่ใกล้เคียงต่อเติมอาคารปกคลุมองค์พระปรางค์ ทำให้คนรุ่นหลังไม่ทราบว่ามีพระปรางค์อยู่
เมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุให้ไปสำรวจบริเวณดังกล่าว และพบองค์์พระปรางค์ จึงคิดบูรณะปรับปรุงให้เป็นสถานที่เคารพสักการะ โดยขอให้บ้านข้างเคียงที่ต่อเติมอาคารปกคลุมนั้นรื้อออก และแต่งบริเวณให้สะอาดเรียบร้อย
และเมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๔๘ ได้พบหลักฐานเป็นป้ายคำจารึกว่าสร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงปัจจุบันนับได้ ๑๕๒ ปี นับเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ และเป็นโบราณสถานสำคัญของวัดสัมพันธวงศ์ที่ควรอนุรักษ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพสักการะต่อไป เพื่อเป็นการระลึกถึงบุพพการีชนผู้สร้างพระปรางค์ และพระปรางค์เป็นโบราณสถานที่สำคัญ
วัดสัมพันธวงศ์จึงจัดให้มีพิธีบวงสรวงสังเวยบูชาองค์พระปรางค์ขึ้น โดยจัดให้มีการทำบุญเลี้ยงพระ อุทิศทักษิณานุปทานให้แก่บุรพชน ๖๓ ท่าน ที่ได้จัดสร้างพระปรางค์ในอดีตและมีการบันเทิงเพลงฉ่อย เพลงอีแซว ให้เสมือนในครั้งอดีต และพระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ประสงค์ที่จะพิมพ์นิมิตของคุณไพศาล แสนไชย เกี่ยวกับองค์พระปรางค์เพื่อเผยแพร่เป็นธรรมบรรณาการแก่ผู้มาร่วมงาน และสาูธุชนผู้มาสักการะพระปรางค์ทุกท่านได้ทราบ และอนุโมทนาสาูธุการสืบต่อไป (ผู้ประสงค์หนังสือดังกล่าวนี้ ติดต่อขอได้ที่เลขานุการวัด) |