เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรเถระ ป.ธ.๙)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระสุปฏิปันโน ผู้ปักธง “กรรมฐาน” กลางมหานคร


สูงสุดสู่สามัญ กลับคืนบ้านเกิด บูชาพ่อแม่ครูอาจารย์


กล่าวกันว่าเส้นทางของพระสุปฏิปันโน นั้นไม่ใช่เส้นทางของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเส้นทางที่เปิดกว้างสำหรับทุกๆ คน ตลอดเวลาเท่ากาลเวลาของสังสารวัฏ เส้นทางบรรลุธรรมไม่เคยหนีหายหรือเปลี่ยนแปลงไป เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังคงคุณงามความดี ตราบนั้นโลกนี้ไม่ร้างจากพระสุปฏิปันโน จริงอยู่ มีเพียงบางช่วงเวลาเท่านั้น ที่เส้นทางนี้เงียบเหงาปราศจากนักเดินทาง บางช่วงเวลาก็คึกคักราวกับทั่วทั้งโลกธาตุหอมหวนของความดี

นับแต่วินาทีที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ พระองค์ได้ทรงอบรมกุลบุตรกุลธิดาให้บรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก พระอรหันต์ทุกท่านได้ถ่ายทอดธรรมะผ่านทายาทธรรม อันได้แก่พระอริยสงฆ์ ซึ่งบางท่านได้ชีวิตของตนเป็นแบบอย่างในการปฎิบัติธรรม บางท่านได้ชำระพระธรรมะ รจนาเป็นอักษรใบลานกระจายไปวัดต่างๆ เพื่อให้ธรรมะดำรงคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน เส้นทางธรรมะจึงไม่เคยห่างจากพระสุปฏิปันโน

แม้ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วิกฤต การเมืองโลกมีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ สังคมไทยไม่เคยสิ้นพระอริยเจ้า ในดินแดนอีสานอันห่างไกลได้ให้กำเนิดกองธรรมธรรมอันยิ่งใหญ่ โดยมีหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล และ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้หมุนกงล้อธรรม ทำให้พุทธศาสนาผ่านช่วงกึ่งพุทธกาลอย่างงามสง่า ธงแห่งธรรมได้พริ้วไสวเหนือพระอารามทั่วประเทศ

กองทัพธรรมสายพระป่า อาทิ หลวงปู่เทส เทสรังสี หลวงปู่ดูลย์ อตุโล หลวงปู่ขาว อนาลโย และท่านอื่นๆ ล้วนเป็นลูกหลานชาวไทย ที่ครั้งหนึ่งเคยเดินดินกินข้าว ทำงาน แต่งงาน แต่สามารถพลิกผันเป็นพระสุปฏิปันโน ได้ในที่สุด

วิถีชีวิตของลูกชาวบ้านสามัญธรรมดาติดดินพลิกชะตาจากฆราวาสที่สองเท้าเคยเหยียบติดในโคลนของได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สรรเสริฐ นินทา ทุกข์ สุข ตามประสาโลก ก้าวเข้าสู่เงาแห่งธรรมล้วนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตกกระไดพลอยโจน อกหัก หรือผิดหวังจากเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จึงมุ่งหน้าเข้าหาวัดปฎิบัติธรรม

ในทางกลับกัน วิถีของพระอริยสงฆ์แห่งกองทัพธรรม ล้วนเห็นความสำคัญของธรรมะยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อท่านเหล่านี้ตัดสินใจจะเดินตามรอยพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นละทิ้งทางโลกอย่างสิ้นเชิง โดยมีเป้าหมายชัดแจ้งกระจ่างใจว่า “ต้องบรรลุธรรม” นี่เป็นเพียงความคิดเดียวที่มีอยู่ในใจของพระอริยเจ้าและทุกอณูของหยาดเหงื่อแรงกาย แรงใจ ชีวิตและจิตวิญญาณทุกลมหายใจอยู่ที่เส้นชัยเท่านั้น

เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรเถระ) คือ หนึ่งในนั้น

ที่สำคัญตลอดช่วงชีวิต นับตั้งแต่เก้าเท้าออกจากวัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนม เพื่อเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ที่วัดสัมพันธวงศ์ จนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ท่านมิเคยลืมบ้านเกิดที่สร้างชีวิตให้ท่านเติบโตและก้าวหน้าเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนาได้มานถึงวันนี้

ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้กลับไปประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ประชาชนและสาธารณชนมากมาย อาทิ

การขุดหนองน้ำขนาดใหญ่ ลึก ๖ เมตร เพื่อใช้เป็นน้ำประปาและน้ำเพื่อเกษตรกรใน ๓ หมู่บ้าน คือ บ้านบ่อชะเนง หมู่ ๑ หมู่ ๖ และ หมู่ ๑๐ กับอีก ๒ วัด คือวัดบ่อชะเนง และวัดเก่าบ่อ รวมทั้งทั้งสิ้นมีประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากหนองน้ำขนาดใหญ่มากถึง ๒๕๐ ครัวเรือน และน้ำจากหนองน้ำแห่งนี้ ไม่เคยขาดมีใช้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญหนองน้ำแห่งนี้ ชื่อหนองน้ำสุจินดา เนื่องจากพล..สุจินดา คราประยูร เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ปี พ..๒๕๓๕ ได้มาเป็นประธานเปิดหนองน้ำแห่งนี้ด้วยตนเอง

การสร้างอาคารเรียนสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ที่โรงเรียนบ้านบ่อชะเนง เมื่อปี พ..๒๕๔๘ ด้วยงบประมาณจากเจ้าประคุณ สมเด็จฯ จำนวน ๓ แสนบาท อาคารแห่งนี้ ปัจจุบันถูกใช้เป็นห้องสมุด ห้องพยาบาลและห้องเรียนของ นักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ ๑ และ ๒

ที่สำคัญเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้กลับมาบูรณปฏิสังขรณ์ วัดเก่าบ่อ ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นวัดที่เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เคยมาใช้ชีวิตสามเณร ก่อนที่จะย้ายไปวัดบ่อชะเนง และเป็นวัดที่พ่อแม่ครูอาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริฑตฺโต พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล เคยมาพักจำพรรษา หลายรูป กล่าวคือ นอกจากพระอาจารย์มั่น ภูริฑตฺโต พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล แล้ว ยังมีพระอาจารย์กู่ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พระอาจารย์กว่า พระอาจารย์หล้า พระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล พระอาจารย์สงค์ พระอาจารย์บุญเพ็ง พระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺโต พระอาจารย์ทอง พระอาจารย์อ่อน พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นต้น

วัดเก่าบ่อ ปัจจุบันมีอายุ ๑๘๑ ปี คือ สร้างขึ้น เมื่อปี พ..๒๓๖๙

ในช่วงที่ครูอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน มาจำพรรษาอยู่วัดเก่าบ่อ ท่านได้เทศนาสั่งสอนชี้แนะแนวทางแก่ญาติโยมเป็นประจำทั้งในเรื่องการให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตา ภาวนา จนเป็นที่เข้าอกเข้าใจ แจ่มแจ้งในธรรมปฎิบัติ จึงเป็นเหตุให้ญาติโยมชาวบ้านเกิดศรัทธาปสาทะในคุณของพระรัตนตรัยอย่างมั่นคง จึงได้พากันเลิกความเชื่อเดิมๆ คือ เชื่อถือผีปู่ตา ผีตาแฮก ผีไท้ ผีแถน ผีบ้าน ผีเรือน เป็นต้น จนถึงปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นก็ไม่มีครูบาอาจารย์มาอยู่ เห็นเหตุให้วัดร้างเรื่อยมา

ต่อมา หลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งเป็นคนเกิดที่บ้านบ่อชะเนง ท่านได้ออกบวช และได้ออกธุดงค์กรรมฐานเพื่อประพฤติปฎิบัติธรรมเป็นเวลาหลายปี จนธรรมปฎิบัติเกิดขึ้นเต็มภูมิจิตภูมิใจของท่านแล้ว เมื่อ พ..๒๔๙๐ ท่านจึงได้กลับมาจำพรรษา พักบนโบสถ์วัดเก่าบ่อ เพื่อโปรดญาติโยม อันเป็นถิ่นปิตุภูมิมาตุภูมิของท่านเป็นเวลา ๑ พรรษา จากนั้นหลวงปู่ขาว จึงได้กลับไปวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอุดรธานี ในอดีต ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู

ปี พ..๒๕๑๑ พระอาจารย์บุญมา ได้มาพักปฎิบัติธรรม ๑ พรรษา หลังจากนั้นมาก็ไม่มีครูอาจารย์มาพักจำพรรษาอีกเลย เพียงแต่มาพักปฎิบัติชั่วคราวเท่านั้น เป็นอย่างนี้เรื่อยมา

กระทั่ง ปี พ..๒๕๓๕ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เมื่อครั้งเป็นรองสมเด็พระราชาคณะที่ พระอุดมญาณโมลี ได้มีความคิดที่จะบูรณปฏิสังขรณ์ วัดเก่าบ่อแห่งนี้ให้เป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมประจำอำเภอหัวตะพาน เพื่อเป็นการถวายสักการะพ่อแม่ครูอาจารย์สายวิปัสสนาจารย์ จึงได้เริ่มต้นบูรณปฎิสังขรณ์วัดเก่าบ่อ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤษภาคม พ..๒๕๓๕ ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๖ ปีวอก เป็นวันแรกที่จะมีการทำบุญครบรอบวัดเป็นประจำทุกๆ ปี เพื่ออุทิศ ส่วนบุญส่วนกูศลให้แก่บูรพชน บูรพาจารย์

ต่อมา กรมการศาสนา โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ได้ยกวัดร้าง คือ วัดเก่าบ่อให้เป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ..๒๕๓๙

พระครูภาวนากิจจทร (เกษม กตกิจฺโจ) เจ้าอาวาสวัดเก่าบ่อ ปัจจุบัน เล่าว่า วัดเก่าบ่อ เดิมวัดนี้มีเนื้อที่ ๖ ไร่ ชาวบ้านได้บริจาคที่ดินและให้ค่าตอบแทน จำนวน ๓๙ ไร่ รวมที่ดินของวัดมีทั้งหมด ๔๕ ไร่ แบ่งเป็น ๔ เขต ดังนี้ ๑.เขตพุทธาวาส ๒.เขตสังฆาวาส ๓.เขตอุบาสิกา และ ๔.เขตปฎิบัติธรรม

ในเขตปฎิบัติธรรม นั้นได้สร้างพระประธานองค์ใหญ่ หน้าตักกว้าง ๕.๖๐ เมตร เรียกว่ามณฑลพระประธาน เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ถวายพระนามพระพุทธรูปว่า พระพุทธสันติสุขไพศาลอุดมมงคลจักรวาฬประสิทธิ์ ภายในองค์พระนั้นได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุและวัตถุมงคลเป็นจำนวนมาก เจ้าพระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทรงพระเมตตาประทานพระบรมสารีริกธาตุให้มาร่วมบรรจุด้วย เพื่อเป็นที่กราบไหว้สักการะของพุทธศาสนิกชนทั่วไป

พระประธานเริ่มสร้าง เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ..๒๕๓๖ สร้างเสร็จเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ..๒๕๓๘ งบประมาณในการก่อสร้างรวมทั้งบริเวณมณฑลรวม ๒ ล้านบาท

ในปีต่อมา พุทธบริษัทได้บูรณะองค์พระประธานใหม่ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้เมตตามาเป็นประธานจัดงานฉลองสมโภชและทำบุญคล้ายวันเกิด บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุและวัตถุมงคล เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ..๒๕๓๙

ต่อมา ปี พ..๒๕๔๖ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ซึ่งเป็นผู้มีถิ่นกำเนิดที่บ้านบ่อชะเนง ได้ปรารภให้มีการก่อสร้าง “ถาวรเจติยมหาวิหาร” เพื่อบูชาพระรัตนตรัย เป็นอนุสรณ์สถานถวายแด่บูรพารย์ ซึ่งมี หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ขาว เป็นต้น ที่เคยมาพักปฎิบัติธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่วัดเก่าบ่อ และเพื่อมุงบังองค์พระประธานใหญ่ สำหรับให้เป็นที่ประพฤติปฎิบัติธรรมได้ทั้งหน้าแล้งหน้าฝน

คณะศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ จึงได้ร่วมกันดำเนินการก่อสร้างฯ โดยมี พระธรรมกิตติเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม วัดสัมพันธวงศ์ และ พระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดบ่อชะเนง เจ้าคณะจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นที่ปรึกษา ในการนี้ เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้มอบปัจจัยส่วนตัว จำนวน ๕๑๗,๕๐๐ บาท คุณสุธาสินี นิติสาครินทร์ เป็นเจ้าภาพใหญ่บริจาคปัจจัย ๒,๘๐๐,๐๐๐ บาท ตลอดทั้งผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทั่วไป

ส่วนพระอุณาโลม คุณสุธาสินี นิติสาครินทร์ ได้นำพลอยสีแดงเม็ดใหญ่มาใส่ พระครูสุทธิวราภรณ์ วัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ ก็ได้นำพลอยสีขาวเม็ดใหญ่มาใส่และผู้มีจิตศรัทธา ที่ได้บริจาคซื้อพลอยสีขาวเม็ดเล็ก ๓๑ เม็ด มาใส่ล้อมรอบพลอยสีแดงอีกด้วย

ส่วนยอดเจดีย์ซึ่งเป็นพระธาตุพนมจำลอง พุทธบริษัท ได้พร้อมใจกันสร้างฉัตร ๑๖ ชั้น เฉพาะ ๙ ชั้น ยอดประดับด้วยเงินหนัก ๒๘ บาท ทองคำหนัก ๑๖ บาท ภายในองค์พระธาตุพนม จำลองนั้นได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ และวัตถุมงคลเป็นจำนวนมาก

พระบรมสารีริกธาตุนั้น เจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นองค์ประธานมอบให้ ซึ่งได้รับเมตตาจากพระอาจารย์ไมตรี ฐิตธมฺโม เจ้าอาวาสวัดทางสาย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นผู้ประสานงานและได้รับแรงศรัทธาจากคุณทองดี หรรษคุณารมณ์ เป็นผู้จัดการถวาย นอกจากนั้นยังได้รับเมตตาจากพระเถรานุเถระหลายรูปได้นำพระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ และวัตถุมงคลมาร่วมบรรจุด้วยเพื่อน้อมถวายเป็นมุทิตาสักการะในวันทำบุญคล้ายวันเกิดฉลองอายุวัฒนมงคล ๘๖ ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้เป็นองค์ประธานบรรจุ เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ..๒๕๔๖ ณ วัดบ้านเก่าบ่อ ตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ

นอกจากนี้ เจ้าประคุณ สมเด็จฯ ยังได้ดำเนินการที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเกิดเมืองนอนอีกหลายประการ

 
สถิติผู้เยี่ยมชมหน้านี้ จำนวน 65 ครั้ง
ปรับปรุงข้อมูลหน้านี้ครั้งล่าสุด 29/9/18 23:09