เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรเถระ ป.ธ.๙)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระสุปฏิปันโน ผู้ปักธง “กรรมฐาน” กลางมหานคร


บรรพชาเป็นพระภิกษุ เปลี่ยนชื่อจาก “กงมา” เป็น “มานิต"
สมเด็จพระราชาคณะรูปแรกของวัดสัมพันธวงศ์


อาจจะกล่าวได้ว่าชีวิตของการศึกษาพระปริยัติธรรมของสามเณรกงมา ก่อบุญ เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงที่ ณ วัดสัมพันธวงศ์ ในสำนักเรียนของวัดนั่นเอง นี่อาจจะเป็นการมองการณ์ไกลของพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก ที่เปรียบเสมือนผู้ชี้ทางธรรมและมีความลึกซึ้งเข้าใจในหน้าที่ของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ที่จะต้องสืบทอดพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะอยู่ในฝ่ายคันถธุระ หรือฝ่ายวิปัสสนาธุระ

งานของฝ่ายคันถธุระ คือ ศึกษาพระปริยัติธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อนำหลักธรรมไปปฎิบัติ และอบรมสั่งสอนกุลบุตรกุลธิดาต่อไป พระภิกษุที่เน้นด้านคันถธุระการศึกษาพระปริยัติธรรม มักจะอยู่วัดในเมือง เพื่อความสะดวกในการแสวงหาความรู้ ดังนั้นจึงมักเรียกกันว่าพระภิกษุฝ่ายคามวาสี อีกชื่อหนึ่ง

ส่วนพระภิกษุที่เน้นวิปัสสนาธุระ คือ นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไปประพฤติปฎิบัติอย่างเคร่งครัด โดยเน้นที่การฝึกจิตสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญาในลักษณะของภาวนามยปัญญา เพื่อให้เข้าถึงหลักธรรมของศาสนา ปัญญาที่เกิดการปฎิบัติภาวนาคือแพรวิเศษที่พาข้ามทะเลสังสารวัฏ พระภิกษุฝ่ายนี้จึงปลีกเร้นเดินธุดงค์เข้าป่า หาสถานที่อันเหมาะสมแก่การบำเพ็ญภาวนา เรียกพระภิกษุฝ่ายนี้ว่า ฝ่ายอรัญวาสี หรือ พระป่าหรือ พระธุดงค์ แนวทางนี้เป็นเส้นทางหลักของพระภิกษุธรรมยุติกนิกายสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ที่ได้ถือเป็นหัวใจที่ปฎิบัติสืบทอดกันลงมาจนถึงปัจจุบัน

เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ นั้น เริ่มต้นจากเส้นทางจากฝ่ายวิปัสสนาธุระ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ฝ่ายคันถธุระ เริ่มเรียนเปรียญธรรมประโยค ๓ ต่อจากประโยค ๒ และนักธรรมชั้นตรี นักธรรมชั้นโทที่ได้มาแล้วจากวัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม

ชีวิตนักเรียนพระปริยัติธรรม ของสามเณรกงมา ไม่มีอะไรติดขัด เนื่องจากเป็นคนหัวดี ความจำเป็นเลิศ เนื่องเพราะเคยผ่านการวิปัสสนากรรมฐานซึ่งช่วยได้มากในเรื่องสมาธิในการเรียนการสอน และสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยคในปีที่เดินทางมาอยู่จำพรรษาที่วัดสัมพันธวงศ์

จากนั้น พ..๒๔๘๐ เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีสามเณรกงมา ก็เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม พ..๒๔๘๐ โดยมีพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙ ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัชชมงคลมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสุวรรณรังษี (สุวรรณ ชุตินฺธโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูปลัด (เส็ง ทินฺนวโร) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ต่อมาภายหลังได้พระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระเนกขัมมมุนี

พร้อมกันนั้นพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) ก็ได้เปลี่ยนชื่อให้กับสามเณรกงมา ก่อบุญ เป็นมานิต หรือเรียกว่า พระมหามานิต ถาวโร

สำหรับพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) พระอุปัชฌาย์ของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ นั้น เป็นพระราชาคณะชั้นรองสมเด็จ เป็นชาวจังหวัดระยอง เบื้องต้นศึกษาอักขรสมัยอยู่กับบิดา ต่อมามีอายุพอสมควร คือประมาณ พ.. ๒๔๓๙ ถึง พ.. ๒๔๔๐ ไปอยู่เรียนหนังสือกับพระครูสังฆการบูรพทิศ (เคลิ้ม) เจ้าอาวาสวัดสมมติเทพฐาปนาราม (วัดแหลมสน) ผู้เป็นลุง ถึง พ.. ๒๔๔๑ มาอยู่วัดรังษีสุทธาวาส พระนคร กับพระภิกษุปานและพระภิกษุเฟื้อ ได้ระยะหนึ่ง ป่วยเป็นไข้จึงกลับไปอยู่บ้านที่อำเภอแกลง พ.. ๒๔๔๒ เมื่อหายไข้แล้วได้เข้าเรียนหนังสือไทยและสอบไล่ได้ชั้นมูล ๑ – – ๓ ได้ ที่โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

            พ.. ๒๔๔๒ – ๒๔๔๓ มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร กับพระสุคุณคณาภรณ์ คือ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (...ชื่น นภวงศ์) ได้ศึกษาและสอบประโยคประถม ๑ – – - ๔ ได้ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร

.. ๒๔๔๕ เรียนและสอบประโยค ๑ ได้ที่โรงเรียนสายสวลีภิรมย์ (โรงเลี้ยงเด็ก)

.. ๒๔๔๖- ๒๔๔๗ ไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทัศนเทพวราราม และสอบประโยค ๒ ได้ ที่โรงเรียนวัดราชบูรณะ เป็นอันจบการศึกษาในสมัยนี้

ขณะที่อยู่วัดบวรนิเวศวิหารกับพระสุคุณคณาภรณ์ หรือเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ นั้น ท่านมีโอกาสได้เฝ้ารับใช้ในเจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสอยู่เสมอ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พิจารณาเห็นว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯลฯ ทรงพอพระหฤทัย จึงนำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กอยู่ในสำนัก ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์นั้น

ครั้นจบการศึกษาอักขรสมัยแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระกรุณาโปรดให้ท่านเข้าทำงานในหน้าที่เลขานุการในพระองค์ ผู้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นับว่าท่านทำการงานรับใช้พระศาสนามาตั้งแต่ยังมิได้อุปสมบท

ระหว่างนั้น ท่านตั้งใจจะศึกษาวิชากฎหมาย ได้เตรียมตำราเรียนตลอดจนเครื่องแต่งกายไว้พร้อมแล้ว เผอิญเป็นไข้หวัด มีอาการมากจนอาเจียนเป็นโลหิต คิดว่าตัวจะต้องตาย แต่เมื่อค่อยทุเลา เกิดศรัทธาปรารถนาจะอุปสมบทเสียก่อนสัก ๓พรรษา เมื่อลาสิกขาแล้วถึงจะเข้าเรียนกฎหมายตามที่ตั้งใจไว้ต่อไป

เมื่ออายุครบอุปสมบทแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภก โปรดจัดกาอุปสมบทให้ โดยพระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ และทรงโปรดให้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระญาณวราภรณ์ เป็นพระกรรมวาจารย์ อุปสมบทกาลเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.. ๒๔๔๙ ณ พัทธสีมาวัดบวรนิเวศวิหาร

ในระยะแรกนั้น ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยตามธรรมเนียมของภิกษุใหม่ในสำนักของสมเด็จพระอุปัชฌาย์บ้าง ในสำนักของสมเด็จพระกรรมวาจาจารย์บ้าง เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในทางปฏิบัติ ความตั้งใจที่จะลาสิกขาออกไปศึกษากฎหมายเพื่อความเจริญในทางโลกจางไป จึงสละตำรากฎหมายและเครื่องแต่งกายที่เตรียมไว้จนหมดสิ้น คิดว่าเมื่ออยู่ในหมู่คณะครบ ๕ พรรษา ใด้นิสัยมุตก์แล้ว จะกราบทูลลาสมเด็จพระอุปัชฌาย์ ออกจากหมู่แสวงหาที่สงบ เจริญสมณธรรมตามอัธยาศัยต่อไป

แต่การมิได้เป็นไปตามที่ท่านคิด ทั้งนี้เนื่องมาจากพระโอวาทสมเด็จพระอุปัชฌาย์ ที่ทรงประทานแก่ พระมหาวัน วัดมกุฏกษัตริยาราม มีความเกี่ยวเนื่องคล้ายคลึงกับความนึกคิดและชีวิตของท่าน เมื่อใคร่ครวญไป ทำให้ต้องคำนึงถึงตัว ถึงความเป็นอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น และอะไรต่ออะไรอีกหลายเรื่อง ที่สุดความที่ตั้งใจไว้ก็เป็นอันต้องระงับไปอีก ปลงใจว่าจะทำไปตามอำนาจแห่งเหตุ จึงยอมรับตำแหน่งฐานานุกรม ช่วยทำการงานของหมู่คณะ ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมจนแปลหนังสือได้ แต่ก็ไม่มุ่งหมายที่จะเข้าสอบเอาประโยคประธาน เพราะต้องการแต่เพียงศึกษาเพื่อคุ้มตัว และพอรับใช้ในหมู่คณะให้สมกับเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น

เมื่อพรรษา ๙ ทรงโปรดให้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

ในเวลาต่อมาต่อมา ได้ทรงโปรดให้ย้ายกลับมาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ด้วยทรงมีพระประสงค์จะส่งมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ตามที่พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ สมัยนั้นทูลขอ

หน้าที่การงานเมื่อมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อย้ายจากวัดบวรนิเวศวิหาร มาอยู่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในระยะแรกได้ทำหน้าที่สอนนักธรรมชั้นตรี - โท - เอก ตลอดจนสอนบาลีไวยากรณ์และแปลธรรมบทเบื้องต้น นอกจากนั้นได้จัดตั้งโรงเรียนราตรีสัมพันธวงศ์ สอนภาษาอังกฤษแก่เด็ก ๆ เป็นวิทยาทานด้วย

.. ๒๔๖๐ พระพินิตวินัย เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ มรณภาพ ได้จัดการบำเพ็ญกุศล และขอพระราชทานเพลิงศพตามประเพณี ทรงโปรดให้เป็นเจ้าอาวาสวัดครองวัดสัมพันธวงศ์ ตั้งแต่ศกนี้เป็นต้นมาจนถึงมรณภาพ เป็นเวลา ๕๐ ปี

ตลอด ๕๐ ปี พระมหารัชชมังคลาจารย์(เทศ นิทฺเทสโก) ได้เฉพาะการศึกษาในวัด โดยการฟื้นฟูทั้งนักธรรมและบาลี จนมีเปรียญประโยคสูงเกิดขึ้นมาก นอกจากนั้น ได้จัดหลักสูตรสวดมนต์ให้ภิกษุสามเณรที่มาอยู่ใหม่ได้ท่องบ่นทรงจำ แล้วทำการสอบเดี่ยวสอบหมู่ให้ได้เสียก่อน จึงรับเข้าเป็นภิกษุสามเณรในวัด ได้จัดให้ภิกษุสามเณรตั้งแต่พระเถระจนถึงนวกะ หัดเทศน์ปฏิภาณ เมื่อเวลาทำวัตรเย็นแล้ววันละรูปตามลำดับ หลังจากนั้นได้จัดให้มีการปฏิบัติ คือเจริญสมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐาน วันละประมาณ ๒๐ – ๓๐ นาที เป็นอย่างน้อย

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ก็ถือเป็น ๑ ในผลิตจากการจัดการศึกษาของพระมหารัชชมังคลาจารย์ ..๒๔๘๑ พระมหามานิต สอบได้เปรียญธรรมประโยค ๔ พร้อมกับนักธรรมชั้นเอกและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูผู้ช่วยสอนบาลีไวยากรณ์ในปีนั้น

..๒๔๘๔ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยคได้รับการแต่งตั้งเป็นครูสอนบาลีไวยากรณ์ ขณะเดียวกันในปีถัดมาคือ พ..๒๔๘๕ ก็ก้าวเข้าสู่สายงานการปกครองคณะสงฆ์ธรรมยุต โดยได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขานุการเจ้าคณะธรรมยุต จังหวัดธนบุรี – นนทบุรี – ปทุมธานี เรียกว่าทำควบคู่กันไปทั้งงานด้านการศึกษาและงนด้านการปกครอง

..๒๔๘๖ สอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค ถัดมาอีก ๑ ปี ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นครูสอนธรรมบทให้กับนักเรียนบาลีประโยค ๓ ของสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์และได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจบาลีสนามหลวง ในปี พ..๒๔๘๗

..๒๔๘๘ สอบได้เปรียญธรรม ๗ ประโยคและได้รับการแต่งตั้งเป็นครูสอนเปรียญธรรมประโยค ๔ และเป็นครูสอนประโยคสูงขึ้นคือ ๕ – ๖ ในปีต่อๆมา จนก้าวขึ้เป็นครูใหญ่ประจำสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้อำนวยการศึกษา เป็นกรรมการสงฆ์ เป็นเลขานุการวัดสัมพันธวงศ์และเลขานุการกรรมการจัดผลประโยชน์

..๒๔๙๒ สอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค

..๒๔๙๘ ได้รับตราตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรมสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ ก่อนที่จะก้าวถึงจุดสุดยอดทางการศึกษาของคณะสงฆ์ นั่นก็คือ พ..๒๔๙๙ สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค และเป็นเปรียญธรรม ประโยคของคณะสงฆ์คณะธรรมยุตไม่กี่รูปที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ในช่วงเวลานั้น โดยก่อนหน้านั้นที่รู้จักกันดี มี สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระญาณวโรดม (ประยูร สนฺตงฺกุโร ) กรรมการมหาเถรสมาคม วัดเทพศิรินทราวาส ต่อมา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระญาณวโรดม และสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ก็ได้ร่วมกันทำงานร่วมกันสร้างความเจริญก้าวหน้ามั่นคงให้กับคณะสงฆ์และคณะธรรมยุต

หลังสอบได้เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยค พระมหามานิต ถาวโร ได้รับพระราชสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีราชทินนาม ที่ พระอริยเมธี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ในปี พ..๒๔๙๙ พร้อมกับรับธุระพระศาสนาด้านการปกครองได้รับการแต่งตั้งเป็น พระวินัยธรจังหวัด ต่อมาปี พ..๒๕๐๓ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยหัวหน้าพระธรรมธรคณะธรรมยุต

..๒๕๐๗ พระอริยเมธี (มานิต ถาวโร) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชกวี

ถัดมา พ..๒๕๑๑ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ และ ได้รับการแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะภาค ๘ – ๑๐ ของคณะธรรมยุต

..๒๕๑๔ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๑๑ รับช่วงจากพระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส) เจ้าอาวาสรูปที่ ๑๐ ซึ่งเป็นพระที่ดูแลสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ มาตั้งแต่ก้าวเข้าสู่วัดสัมพันธวงศ์ วันแรก และปีเดียวกันได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะวิสามัญและที่สำคัญในปีนั้น พระราชกวี (มานิต ถาวโร) ได้รับ พระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็น พระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนาม พระเทพปัญญามุนี อันเป็นราชทินนามเดียวกับพระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส) เจ้าอาวาสรูปที่ ๑๐

..๒๕๑๖ พระเทพปัญญามุนี (มานิต ถาวโร) ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๐ – ๑๑(ธรรมยุต) ต่อมา พ..๒๕๑๙ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการเจ้าคณะภาค ๙ – ๑๑ (ธรรมยุต) และขึ้นเป็นเจ้าคณะภาค ๑๑ ในเวลาต่อมา และในปีเดียวกันนั้นเอง ก็ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ จาก พระเทพปัญญามุนี เป็น พระธรรมบัณฑิต

พระธรรมบัณฑิต (มานิต ถาวโร) ได้เจริญก้าวหน้าในด้านการปกครองและสมณศักดิ์เรื่อยมา กล่าวคือ ในปี พศ.๒๕๒๑ ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และยังดำรงตำแหน่งมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นรองสมเด็จพระราชาคณะที่ พระอุดมญาณโมลี ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ (การสถาปนาสมณศักดิ์ในราชทินนามที่ "พระอุดมญาณโมลี" เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นรูปแรกที่ดำรงสมณศักดิ์ในราชทินนามนี้)

..๒๕๓๕ เป็นกรรมการตวจชำระพิมพ์อรรถกถาพระไตรปิฎก ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ และเป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทพระภิกษุสามเณร จำนวน ๗๐ รูป เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๕ รอบ นอกจากนั้ในปีนั้น ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าพระธรรมฑูตสายที่ ๕ ด้วย

.ศ.๒๕๔๔ วันที่ ๕ ธันวาคม ถือเป็นปีประวัติศาสตร์ของวัดสัมพันธวงศ์ และของชาวบ่อชะเนง จังหวัดอำนาจเจริญหรืออาจจะตลอดภาคอีสาน เมื่อเด็กชายลูกชาวนาแห่งตระกูลก่อบุญ ที่ตัดสินใจไม่เรียนหนังสือเพราะไม่ได้รับความยุติธรรมจากครูประจำโรงเรียน ก่อนก้าวเข้าสู่ผ้าเหลืองจากสามเณรน้อยที่เติบโตในกองทัพธรรมตั้งใจจะเป็นพระป่าหรือพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล จะได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเป็นสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะในราชทินนามเดียวที่ใช้เฉพาะสมณศักดิ์สมเด็จพระราชาคณะของคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย

 
สถิติผู้เยี่ยมชมหน้านี้ จำนวน 66 ครั้ง
ปรับปรุงข้อมูลหน้านี้ครั้งล่าสุด 29/9/18 23:09