เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรเถระ ป.ธ.๙)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระสุปฏิปันโน ผู้ปักธง “กรรมฐาน” กลางมหานคร


เปลี่ยนจาก “กรรมฐาน” สู่ “ปริยัติธรรม"


พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม

               พ.. ๒๔๗๓ สามเณรกงมา ในอดีต หรือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ปัจจุบัน หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรก็ได้เดินออกธุดงค์กรรมฐานตามแนวทางของพระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต และลูกศิษย์ที่ได้มาจำพรรษาที่บ้านบ่อชะเนง ในช่วง พ..๒๔๗๐ เรื่อยมา

               สามเณรกงมาพร้อมกับคณะธุดงค์ผ่านจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม ไปยังจังหวัดขอนแก่น จำพรรษาที่ป่าช้าเหล่างา ปัจจุบันนี้เรียกว่าวัดป่าวิเวกธรรม ตำบลพระลับ อำเภอเมือง ญัตติเป็นสามเณรธรรมยุตที่นี่ โดยมีพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอุปัชฌาย์

               สำหรับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม หรือ พระญาณวิศิษฏ์ ที่เป็นพระอุปัฌาย์ของสามเณรกงกา หรือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ นั้น นอกจากจะเป็นคนจากอำเภออำนาจเจริญด้วยกันแล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็น ๑ ใน ๓ เสนาธิการของกองทัพธรรมพระกรรมฐาน ที่ได้วางแนวทางการวิปัสสนากรรมฐานของพระสายกรรมฐาน

               พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เกิดที่บ้านหนองขอน ตำบลหัวตะพาน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ ๒๗ มกราคม พ.. ๒๔๓๒ มีพี่น้องร่วมกัน ๗ คน ท่านเป็นคนที่ ๔ และพระมหาปิ่น ปญฺญาพโล เป็นคนที่ ๕ อายุห่างจากท่าน ๓ ปี ท่านมีนามเดิมว่า สิงห์ บุญโท บิดาชื่อ เพียอินทวงษ์ (อ้วน) (เพียอินทวงษ์ เป็นตำแหน่งข้าราชการหัวเมืองลาวกาว-ลาวพวน มีหน้าที่จัดการศึกษา และการพระศาสนา) มารดาชื่อ หล้า บุญโท การศึกษาในสมัยที่ท่านเป็นฆราวาส ท่านได้ศึกษาจนเป็นครูสอนวิชาสามัญได้ดีผู้หนึ่ง

               บรรพชา เป็นสามเณร ฝ่ายมหานิกายในสำนักพระอุปัชฌาย์ป้อง ณ บ้านหนองขอน ตำบลหัวตะพาน อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่ออายุ ๑๕ ปี

               บรรพชาอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นสามเณรธรรมยุตในสำนักพระครูสมุห์โฉม เจ้าอาวาสวัดสุทัศนาราม ในตัวเมืองอุบลราชธานี เมื่อ พ.. ๒๔๔๙

               เมื่ออายุครบบวชก็ได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ณ พัทธสีมาวัดสุทัศนาราม วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.. ๒๔๕๒ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสฺโส อ้วน) ขณะดำรงตำแหน่งพระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอีสาน เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาเสน ชิตเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดทัศน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลวงปู่สิงห์ เป็นสัทธิวิหาริก อันดับ ๒ ของสมเด็จมหาวีรวงศ์ ได้ฉายาว่า ขนฺตยาคโม

               เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้เข้าศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทยต่อในโรงเรียนสร่างโศกเกษมศิลป์ สอบไล่ได้มัธยมปีที่ ๓ ปี พ..๒๕๕๔ เข้าสอบไล่ได้วิชาบาลีไวยากรณ์ ในสนามวัดสุปัฏนาราม

               เมื่อปี พ.. ๒๔๕๕ ได้รับแต่งตั้งจากกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) ให้เป็นครูมูลและครูมัธยมประจำอยู่ที่โรงเรียนสร่างโศกเกษมศิลป์

               ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ท่านได้จัดการให้น้องชาย คือนายปิ่น บุญโท ได้บวชในพระบวรพุทธศาสนา เมื่อมีอายุได้ ๒๒ ปี และได้มาอยู่ที่วัดสุทัศนารามด้วยกัน

               หลวงปู่สิงห์ได้เรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้นักธรรมชั้นตรี ใน พ.. ๒๔๕๘

               ในขณะที่หลวงปู่สิงห์เป็นครูสอนนักเรียนอยู่นั้น ท่านเป็นอาจารย์เทศนาสั่งสอนประชาชนด้วย ได้ค้นคว้าหลักธรรมคำสั่งสอนของพระศาสนาสอนสัปบุรุษอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่ง เผอิญท่านค้นพบหนังสือธรรมเทศนาเรื่อง เทวสูตร ซึ่งมีใจความว่า พระบรมศาสดาทรงตำหนิการบรรพชาอุปสมบทที่มีความบกพร่อง คือ การบวชแล้วไม่มีการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยมีโทษมาก ตกนรกไม่พ้นอบายภูมิทั้ง ๔ จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่สิงห์เกิดความสลดสังเวชสำนึกในตน ออกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่ปี พ.. ๒๔๕๘ โดยลาออกจากตำแหน่งครูผู้สอน

               เมื่อลาออกจากหน้าที่ครูแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ก็ได้ออกปฏิบัติกรรมฐาน ท่านได้พิจารณาว่า การปฏิบัติธรรมในสมัยนี้หมดเขตที่จะบรรลุมรรคผลหรือยัง? ซึ่งท่านก็ได้รู้ว่า การบรรลุมรรคผลนิพพานยังมีอยู่แก่ผู้ที่ปฏิบัติจริง ท่านจึงได้มุ่งหน้าปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจัง

               และในปีนั้นเอง หลังจากท่านอาจารย์มั่นฯ ได้จำพรรษาที่กรุงเทพฯ ในปีนั้นแล้ว ท่านก็มีดำริว่า ท่านควรจะได้แนะนำสั่งสอนธรรมปฏิบัติที่ท่านได้รู้ ได้เห็นมา ซึ่งเป็นธรรมที่ยากที่จะรู้ได้ ซึ่งท่านได้อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญมาเป็นเวลานับสิบๆ ปี ควรจะได้แนะนำบรรดาผู้ที่ควรแก่การปฏิบัติให้ได้รู้และจะได้แนะนำกันต่อ ๆ ไป

               ดังนั้นเมื่อออกพรรษาแล้วท่านจึงได้ลาท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ กลับไปจังหวัดอุบลราชธานี จำพรรษาที่วัดบูรพา ในปี พ.. ๒๔๕๘ นั้น ปีนั้นท่านมีพรรษาได้ ๒๕ พรรษา ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่นั้น ท่านก็พิจารณาว่า ใครหนอจะเป็นผู้ควรแก่การสั่งสอน

               พระราชธรรมเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ได้บันทึกเรื่องราวหลวงปู่สิงห์ไว้ในหนังสือประวัติท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถร ดังนี้

               “ในขณะนั้นท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นครูสอนนักเรียนอยู่เหมือนกับครูอื่น ๆ เป็นครูที่สอนวิชาสามัญแก่นักเรียนเป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านได้ยินกิตติศัพท์ว่า ท่านอาจารย์มั่นฯ เป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ก็ใคร่ที่จะได้ศึกษาธรรมปฏิบัติ

               ในวันหนึ่งหลังจากเลิกสอนนักเรียนแล้ว ท่านก็ได้ไปนมัสการท่านอาจารย์มั่นฯ ที่วัดบูรพา ขณะนั้นเป็นเวลา ๑ ทุ่มแล้ว เมื่อเข้าไปเห็นท่านอาจารย์มั่นฯ กำลังเดินจงกรมอยู่ ท่านก็รออยู่ครู่ใหญ่ จนท่านอาจารย์เลิกจากการเดินจงกรม เหลือบไปเห็นท่านอาจารย์สิงห์ซึ่งนั่งอยู่ที่โคนต้นมะม่วง ท่านจึงได้เรียกและพากันขึ้นไปบนกุฏี หลังจากท่านอาจารย์สิงห์กราบแล้ว ท่านอาจารย์มั่น ฯ ก็ได้พูดขึ้นว่า

               “เราได้รอเธอมานานแล้ว ที่อยากจะพบและต้องการชักชวนให้ปฏิบัติธรรมด้วยกัน”

               เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอาจารย์สิงห์ถึงกับตกตะลึง เพราะท่านได้ทราบจิตใจของท่านอาจารย์สิงห์มาก่อน เนื่องจากท่านอาจารย์ได้ตั้งใจมาหลายเวลาแล้วที่จะขอมาพบกับท่าน เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรมด้วย พอท่านอาจารย์สิงห์ฯ ได้ฟังเช่นนั้นก็รีบตอบท่านไว้ว่า

               “กระผมอยากจะปฏิบัติธรรมกับท่านมานานแล้ว”

               กล่าวจบท่านอาจารย์มั่น ฯ จึงได้อธิบายให้ฟังว่า

               “การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์นั้นจักต้องปฏิบัติกัมมัฏฐาน คือพิจารณา ตจปัญจกกัมมัฏฐาน เป็นเบื้องแรกเพราะเป็นหนทางพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงตรัสรู้ธรรมด้วยการปฏิบัติอริยสัจจธรรม ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค”

               เมื่ออธิบายไปพอสมควร ท่านก็แนะนำวิธีนั่งสมาธิ ท่านอาจารย์มั่น ฯ เป็นผู้นำนั่งสมาธิในตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง ท่านอาจารย์สิงห์ก็เกิดความสงบ แล้วจิตสว่างไสวขึ้นทันที เป็นการอัศจรรย์ยิ่ง ภายหลังจากนั่งสมาธิเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์มั่นฯ ก็ได้อธิบายถึงวิธีพิจารณากาย โดยใช้กระแสจิตพิจารณาจนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านอาจารย์สิงห์ก็ได้ลากลับไป

              จ ากนั้นมาท่านก็พยายามนั่งสมาธิทุกวัน จนเกิดความเย็นใจเกิดขึ้นเป็นลำดับ

               อยู่มาวันหนึ่งท่านอาจารย์สิงห์ก็ไปสอนนักเรียนตามปกติ (ขณะนั้นท่านเป็นครูสอนนักเรียนชั้นวิสามัญใน โรงเรียนสร่างโศกเกษมศิลป์) ซึ่งเด็กนักเรียนในสมัยนั้น เรียนรวมกันทั้งชายและหญิง และอายุการเรียนก็มาก ต้องเรียนถึงอายุ ๑๘ ปี เป็นการบังคับให้เรียนจบ ป.

               ขณะที่ท่านกำลังสอนนักเรียน มองดูเด็กนักเรียนเห็นแต่โครงกระดูกนั่งอยู่เต็มห้องไปหมด ไม่มีหนังหุ้มอยู่เลยสักคนเดียว จำนวนนักเรียนประมาณ ๓๘ คน ได้มองเห็นเช่นนั้นไปหมดทุกคนเลย แม้ท่านจะพยายามขยี้ตาดูก็เห็นเป็นเช่นนั้น ที่สุดก็เกิดความสังเวชใจขึ้นแก่ท่านเป็นอย่างมาก แล้วก็เกิดความเบื่อหน่ายต่อสังขารเป็นอย่างยิ่ง. จึงนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์นัก เพราะธรรมดาปฏิภาคนิมิตต้องเกิดในขณะหลับตาอยู่ในฌานจริง ๆ แต่ท่านกลับเห็นทั้งหลับตาและลืมตา อาการที่ท่านเห็นเป็นอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานาน จนนักเรียนพากันสงสัยว่า ทำไมครูจึงนั่งนิ่งอยู่เช่นนั้น ทุกคนเงียบกริบ เวลาได้ล่วงไปนานโขทีเดียว ตาของท่านจึงค่อยปรากฏเห็นร่างของเด็ก นักเรียนในชั้นเหล่านั้นมีเนื้อหนังขึ้นจนปรากฏเป็นปกติ หลังจากนั้นท่านก็พูดกับเด็กนักเรียนทั้งหลายเป็นการอำลาว่า

               “นักเรียนทุกคน บัดนี้ครูจะได้ขอลาออกจากความเป็นครูตั้งแต่บัดนี้แล้ว เนื่องจากครูได้เกิดความรู้ในพระพุทธศาสนา ได้เห็นความจริงเสียแล้ว”

               และท่านก็ได้ลาออกจากการเป็นครู เพื่อตั้งหน้าปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังต่อไป และในปีนั้นหลังจากที่ได้กราบถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว หลวงปู่สิงห์ก็ได้นำพระปิ่น ปญฺญาพโล ผู้น้องชายเข้ากราบนมัสการและฟังธรรมกับพระอาจารย์มั่นด้วย ทำให้พระมหาปิ่นเกิดความศรัทธามาก และได้ให้ปฏิญาณว่า จะขอลาไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่กรุงเทพฯ สัก ๕ - ปี แล้วจึงจะออกมาปฏิบัติธรรมด้วย

               หลังจากที่สามเณรกงมา ญัตติเป็นธรรมยุตแล้ว เมื่อออกพรรษาแล้วเดินธุดงค์กรรมฐาน ไปยังจังหวัดชัยภูมิ กับอาจารย์กรรมฐานผู้เป็นหัวหน้าคณะชื่อท่าน อุ่นเนื้อ

               
(บันทึกเพิ่มเติมของผู้จัดทำเว็บ วัดที่จังหวัดชัยภูมิน่าจะเป็น "วัดป่าสุวรรณไพโรจน์" อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ซึ่งเป็นวัดธรรมยุตเก่าแก่ของเขตนั้นวัดแรกตามบันทึกของพระอาจารย์ิสิงห์ ขนฺตฺยาขโม และท่านเคยไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้เมื่อคราวขยายวัดธรรมยุตตามนโยบายขยายการปฏิบัติวิปัสสนา โดยมีพระอาจารย์ิสิงห์ เป็นหัวหน้า ต่อมา ได้มอบให้พระอาจารย์ทองอยู่ ต่อมาได้ดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูวิทิตธรรมวัฒน์ อดีตเจ้าคณะอำเภอบำเหน็จณรงค์ ปัจจุบันมรณภาพแล้ว ให้อยู่จำพรรษาและพัฒนาวัดนี้ต่อมา จากประวัติของท่านพระครูวิทิตธรรมวัฒน์ ก็ได้กล่าวถึงอาจารย์ที่นำพามาเผยแพร่ธรรมในเขตนี้ชื่ออาจารย์อุ่น ซึ่งน่าจะเป็นองค์เดียวกับพระอาจารย์อุ่นเนื้อ)

               พ.. ๒๔๗๔ จำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นปีที่เริ่มสร้างวัดนั้น ซึ่งหลวงชาญนิคม ผู้ถวายที่ดินให้สร้างวัด ได้นิมนต์ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม จากจังหวัดขอนแก่นมาเป็นเจ้าอาวาส และอบรมสั่งสอนประชาชนชาวนครราชสีมาที่นี่ ท่านจึงนิมนต์พระกรรมฐานที่เป็นศิษยานุศิษย์ ให้มาจำพรรษารวมกัน ที่วัดนั้น สามเณรกงมาจึงติดตามอาจารย์อุ่นเนื้อ มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นด้วย


พระธาตุพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม
ประดิษฐานภายในบูรพาจารย์เจดีย์
วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา

               พ.. ๒๔๗๕ ออกพรรษาแล้วเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติโยม ที่บ้านบ่อชะเนง จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ จากนั้นตั้งใจจะออกธุดงค์กรรมฐาน ติดตามอาจารย์และเพื่อนสามเณรที่แยกย้ายกันไปหลังจากจำพรรษาที่วัดป่าสาลวันแล้ว พอดีได้ทราบข่าวว่าเพื่อนสามเณร ๒ รูป ที่เข้าป่าออกกรรมฐานล่วงหน้าไปก่อนถึงมรณภาพเพราะไข้ป่า จึงเกิดความคิดว่าเรายังเด็กเกินไปที่จะเข้าป่า ในวัยนี้ควรจะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมดีกว่า จึงตัดสินใจเดินทางไปยังจังหวัดนครพนม เพื่อแสวงหาสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญิกาวาส (วัดโพนแก้ว) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เริ่มเรียนปริยัติธรรมที่นั้นเป็นเวลา ๔ ปี


หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม - ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
ในงานฉลองสมโภช ๒๕ พุทธศตวรรษ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐
ณ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

               การเปลี่ยนแนวทางการปฎิบัติจากพระกรรมฐาน ที่ได้รับอิทธิพลมาจากครูอาจารย์สายกรรมฐาน สู่การศึกษาพระปริยัติธรรม ในช่วงเวลานั้น ไม่มีใครสามารถล่วงรู้ความคิดของท่านได้ แต่อย่างไรก็ตามพระครูภาวนากิจจาทร เจ้าอาวาสวัดบ้านเก่าบ่อ เจ้าคณะตำบลหนองแก้ว อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอุบลราชธานี ได้สะท้อน ผนึกความคิดเกี่ยวกับสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ว่าด้วยการออกธุดงค์ตามแนวทางพระกรรมฐาน ไว้อย่างน่าสนใจว่า...

               “...ท่านให้ข้อคิดหลังจากอาตมาตั้งใจว่าจะออกธุดงค์กรรมฐาน ท่านก็บอกว่าดี และเล่าความเป็นมาของท่าน รวมทั้งประสบการณ์ต่างๆ แต่สุดท้าย ท่านสรุปว่า ถ้าจะให้ดีจริงๆ อยู่เป็นหลักดีกว่า เพราะถ้าเราอยู่เป็นหลักจะทำประโยชน์ได้มากกว่าเที่ยวธุดงค์ไปเรื่อยๆ การธุดงค์จะมีแต่ประสบการณ์ส่วนตัว แต่ที่จะช่วยสังคมจริงๆ นั้น อยู่เป็นที่จะดีกว่า…”

               อาจจะด้วยสาเหตุนี้กระมัง ที่ทำให้สามเณรกงมา หรือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตแห่งธรรมจากพระธุดงคกรรมฐาน มาเป็นพระปริยัติธรรม

 
สถิติผู้เยี่ยมชมหน้านี้ จำนวน 9 ครั้ง
ปรับปรุงข้อมูลหน้านี้ครั้งล่าสุด 29/9/18 22:59