เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรเถระ ป.ธ.๙)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ รูปที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระสุปฏิปันโน ผู้ปักธง “กรรมฐาน” กลางมหานคร


ลูกชายชาวนาแห่งบ้านบ่อชะเนง

               ย้อนกลับไปเมื่อ ๙๐ ปีก่อน ลูกชายชาวนาแห่งตระกูล "ก่อบุญ" ได้ถือกำเนิดขึ้น เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ มีชื่อว่า กงมา


บริเวณบ้านเก่ากรุง หมู่บ้านเิดิมที่เกิดโรคติดต่อต้องย้ายหมู่บ้าน

ปัจจุบันมีพระสงฆ์มาอยู่จำพรรษาบริเวณวัดร้างบ้านเก่ากรุง
   

วัดบ้านเก่ากรุง บริเวณที่ตั้งหมู่บ้านในยุคต่อมา แต่ก็ได้ย้ายอีก

วัดบ้านบ่อชะเนง ที่ตั้งบ้าน "บ้านบ่อชะเนง" ในปัจจุบัน
   

               ตระกูล "ก่อบุญ" นั้น ถือว่าเป็นตระกูลใหญ่ของอำเภออำนาจเจริญในเวลานั้น เพราะในละแวกใกล้เคียงกับบ้านบ่อชะเนง มีอีกหลายหมู่บ้าน อาทิ บ้านเหล่าขวาว ซึ่งเป็นบ้านของโยมบิดาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ บ้านโคกเลาะ บ้านโพนแพง บ้านเก่าบ่อ บ้านเก่ากรุง ล้วนแต่เป็นกลุ่มเครือญาติที่สืบเชื้อสายจากตระกูลก่อบุญทั้งสิ้น แม้จะไม่ใช่นามสกุลเดียวกันก็ตาม


คุณยายกา ก่อบุญ โยมมารดาของท่านเจ้าประุคณ สมเด็จฯ
ซึ่งท่านได้ให้ช่างวาดไว้เมื่อมาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์แล้ว

               ตระกูลก่อบุญ มีอาชีพทำนา เดิมอาศัยอยู่ที่บ้านเก่ากรุง ก่อนจะย้ายมาบ้านเก่าบ่อ แต่เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศไม่เหมาะสมกับการทำนา คือ ไม่อยู่ติดกับแม่น้ำ ประกอบกับเกิดโรคระบาด คือ อหิวาตกโรคมีผู้คนล้มตายจำนวนมาก จึงขยับมาปักหลักที่บ้านบ่อชะเนง ที่มีสภาพพื้นที่อุดมสมบูรณ์ในที่สุด ปัจจุบันบ้านบ่อชะเนงมีอายุมากว่า ๑๐๐ ปี และที่บ้านบ่อชะเนงนี่เอง ที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ "เด็กชายกงมา ก่อบุญ"


คุณยายลุน ขีระมาตร อายุ ๗๗ ปี น้องสาวของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ

               คุณยายลุน ธีระมาตร อายุ ๗๗ ปี น้องสาวของเจ้าประคุณ ที่ไม่ให้ความยุติธรรม”

               เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นเมื่อ พ.. ๒๔๗๐ เวลานั้น เด็กชายกงมา อายุ ๑๐ ขวบ เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลประจำตำบลหนองแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ที่ศาลาวัดบ้านโคกเลาะ เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ ๑ ปลายปีจวนจะสอบไล่ประจำปี แต่มีเหตุจำต้องหยุดการเรียน คือ ถูกครูใหญ่ลงโทษโดยไม่ยุติธรรม ถูกตีจนมือแตก ด้วยความผิดเพียงไม่ไปพบหลังจากให้นักเรียนไปตามตัว ที่ไม่ไปหา หรือไปพบครูใหญ่ไม่ได้นั้น เวลานั้นพักเที่ยง ครูประจำชั้นซึ่งเป็นครูน้อยได้ใช้ให้ไปหายางมะตูม เพื่อมาติดหนังสือที่ขาด เมื่อทำธุระให้ครูน้อยเสร็จแล้ว ก็กลับไปโรงเรียนซึ่งเป็นเวลาเข้าเรียนพอดี จึงไม่สามารถไปพบครูใหญ่ตามคำสั่งที่ให้ไปพบได้เป็นเหตุให้ครูใหญ่ไม่พอใจ จึงได้เรียกไปตีต่อหน้านักเรียนทั้งโรงเรียน ตีจนมือแตกกำไม่เข้า

               ด้วยความน้อยใจจึงตัดสินใจหนีโรงเรียน ตั้งใจว่าจะเดินทางไปผจญภัยตามยถากรรมทางภาคกลาง แต่ยังไม่ทันได้ไปในขณะนั้น เพราะขาดผู้นำทาง และเพื่อนร่วมเดินทาง

               ต่อมา พ..๒๔๗๒ บิดาและมารดาตลอดจนญาติพี่น้อง นำตัวเด็กชายกงมา ไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดบ่อชะเนง ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้าน

               คณยายลุน เล่าอีกว่า หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้เจอกับพี่ชาย มาเจอกันอีกทีก็ต่างฝ่ายต่างเติบโต คุณย่าลุน แต่งงานมีครอบครัว และมีลูกชายลูกสาว รวม ๖ คน ขณะที่สามเณรกงมา ก็เติบโตบนเส้นทางธรรมะกระทั่งเป็น "สมเด็จพระมหาวีรวงศ์"

               “ตอนที่ท่านบวชแล้วไปอยู่วัดที่กรุงเทพฯ ท่านยังฝากเงินมาให้ทุกปี ไม่ลืมพี่ลืมน้อง วันทำบุญพ่อกับแม่ ท่านก็มาไม่เคยขาด นอกจากนั้นยังมาช่วยสร้างวัดบ่อชะเนง วัดสันติสุข (เก่าบ่อ) วันเกิดท่านยายเคยไปทุกปี แต่ระยะหลังไม่ค่อยแข็งแรง เลยไม่ได้ไป” สมเด็จฯ และเป็นลูกคนสุดท้องของนายช่วย และนางกา ก่อบุญ เล่าย้อนรำลึกถึงพี่ชายให้ฟังว่า

               
”สมเด็จฯ กับฉันอายุห่างกัน ๑๓ ปี ไม่ค่อยได้เล่นด้วยกัน ตามประสาพี่น้อง เพราะห่างกันมาก แต่เท่าที่จำได้สมเด็จฯ ชอบเที่ยวไปทุกที่ที่อยากจะไป เป็นคนชอบอิสระ ดื้อ แต่เป็นคนที่เรียนหนังสือเก่ง ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดโคกเลาะ ห่างจากบ้านไปประมาณ ๒ กิโลเมตร แล้วก็ไม่ได้เรียน เพราะไม่พอใจครูใหญ่


คุณยายลุน และ คุณยายจำปี ขณะนั่งเล่าประวัติ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ

               ขณะที่คุณยายจำปี ทานะกาศ อายุ ๘๐ ปีเศษ ซึ่งเป็นญาติของเจ้าประคุณฯ สมเด็จฯ เล่าว่า จำสมเด็จฯ ได้ เพราะในสมัยเด็กทันเห็นสมเด็จฯ ไปเรียนหนังสือและเล่นน้ำด้วยกันบ่อยตามประสาเด็กชนบทที่เที่ยวเล่นด้วยกัน กระทั่งสมเด็จฯ บวช จึงไม่ได้เจอกัน ได้แต่ส่งของไปถวาย

               “เวลาวันเกิดสมเด็จฯ ยายก็จะทำหมอน ฝากคนแถวบ้านไปถวายท่าน”

               คุณยายจำปี ยังฝากอวยพรวันเกิดอายุครบ ๙๐ ปี สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ด้วยว่า “ขอให้ท่านอยู่ดีมีแรง เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลาน ผองภัยอย่าได้มี อย่ามีภยันตราย ลูกหลานจะได้พึ่งพาอาศัย”

               อีกปากคำหนึ่ง ที่เล่าย้อนรำลึกวัยเด็กของเด็กชายกงมา ในวันวาน อย่างน่าสนใจ คือ นายทองใบ พลบุบผา อายุ ๘๕ ปีเศษ อดีตผู้ใหญ่บ้านบ่อชะเนง ที่เล่าว่า สมเด็จฯ เป็นรุ่นพี่ แต่ทันเห็นหน้าเห็นหลังกัน เพราะห่างกันไม่มาก แต่ช่วงชีวิตวัยเด็กของสมเด็จฯ นั้น ว่าไปแล้วสั้นมาก คือ อายุ ๑๒ ปีท่านก็บวชเป็นสามเณรแล้ว เพราะเวลานั้นมีพระสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนา มาตั้งสำนักอบรมที่วัดเก่าบ่อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านบ่อชะเนง สมเด็จฯ ก็ไปอยู่ที่นั่น

               “สมเด็จฯ บวชอายุประมาณ ๑๒ ปี หลังจากตัดสินใจไม่เรียนหนังสือ ก็ไปบวชเณรแล้วก็ไปคลุกคลีรับใช้พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ญาคูเสาร์ ญาคูมั่น (ญาคู หมายถึง พระภิกษุที่ทำหน้าที่สอนธรรมะ) พระอุปัชฌาย์ของสมเด็จฯ ก็ชื่อญาคูโม้ สามเณรรุ่นเดียวกับสมเด็จฯ ที่ได้ไปรับใช้ใกล้ชิด คือ พระธรรมฐิติญาณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีอุบลรัตนาราม จังหวัดอุบลราชธานี และอดีตเจ้าคณะภาค ๑๐ () ที่มรณภาพไปแล้ว หลังจากนั้นสมเด็จฯ ก็ติดตามพระกรรมฐานออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ มาทราบอีกครั้งก็หลังจากที่ท่านไปอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์แล้ว”

               “หลังจากไปอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ สมเด็จฯ กลับมาที่บ้านบ่อชะเนง ๑ ครั้งช่วงเทศกาลสงกรานต์ มีการเล่นน้ำอย่างสนุกสนาน แต่ปรากฏว่าพ่อของสมเด็จฯ ดุว่าไปศึกษาเล่าเรียนดีอยู่แล้วมาเล่นอยู่ทำไม สมเด็จฯ ก็เลยกลับกรุงเทพฯ ไม่มาอีกเป็นเวลานาน ทราบแต่ข่าวคราว และรู้ว่าเรียนเก่งจนได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค”

               อดีตผู้ใหญ่บ้านบ่อชะเนง ยังเล่าเกร็ดที่พอสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยของสมเด็จฯ ได้ว่า ครั้งหนึ่ง กำนันเหลา ก่อบุญ ซึ่งเป็นน้องชายของสมเด็จฯ อาศัยอยู่ที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี เคยเดินทางไปหาสมเด็จฯ ที่วัดสัมพันธวงศ์ เพื่อขอเงิน แต่สมเด็จฯ บอกว่า ไม่มีเงิน เพราะมาบวชเพื่อเรียนหนังสือ ไม่ได้มาหาเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น เอาจริงเอาจังในเส้นทางธรรมของสมเด็จฯ

               “ถ้าถามว่าบุคลิกของสมเด็จฯ เป็นอย่างไร ท่านก็เป็นคนดุ เลือดร้อน แต่ในใจเต็มไปด้วยความปรารถนาดี คนจากบ้านบ่อชะเนงและละแวกใกล้เคียงไปหาไปอาศัยกินข้าวก้นบาตร แล้วไม่ทำงาน ท่านก็ไล่ให้ไปทำงาน ไม่ให้อยู่วัดเฉยๆ แต่อัธยาศัยใจคอท่านดีมากต่อที่บ้านเกิดเมืองนอน ต่อญาติโยม เป็นคนเรียนหนังสือเก่ง สมองดี ในสมัยนั้นหาพระที่เป็นเปรียญธรรม ๙ ประโยคยากมากในจังหวัดอุบลราชธานี ไม่มีเลย ที่สำคัญท่านเป็นพระธรรมยุตด้วย พราะส่วนใหญ่พระธรรมยุต จะเน้นไปในทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน”

               นี่คือจุดเริ่มต้นเส้นทางของลูกชายชาวนาที่ชื่อกงมา ก่อบุญ ที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกล

 
สถิติผู้เยี่ยมชมหน้านี้ จำนวน 8 ครั้ง
ปรับปรุงข้อมูลหน้านี้ครั้งล่าสุด 29/9/18 22:41