ประวัติโดยสังเขป พระคุณเจ้า หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
รวบรวมและเรียงเรียง
โดย พระนาค อตฺถวโร วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

          ประวัติเบื้องต้น

          หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เดิมมีนามว่า “ญาณ” แต่ภายหลังเปลี่ยนเป็นชื่อ “แหวน” ด้วยเหตุผลใดไม่ปรากฏ ท่านเกิดในปีพุทธศักราช ๒๔๓๐ ตรงกับปีกุน วันจันท์ที่ ๑๖ มกราคม ตรงกับวันขึ้น ๓ ค่ำ ที่ตำบลนาโป่ง (หนองใน) อำเภอเมือง จังหวัดเลย 

          ท่านถือกำเนิดมาในตระกูลช่างเหล็ก บิดาชื่อ นายใส มารดาชื่อ นางแก้ว รามศิริ หลวงปู่มีญาติร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๑ คน เป็นหญิงชื่อนางเบ็ง เมื่อหลวงปู่มีอายุได้ประมาณ ๕ ขวบ มารดา คือ นางแก้ ได้ถึงแก่กรรม ก่อนถึงแก่กรรม มารดาได้เรียกบุตรน้อยสุดที่รัก คือ หลวงปู่ เข้ามาใกล้ตัว มารดาได้จับแขนไว้แน่นแล้วกล่าวกับบุตรน้อยว่า “ลูกเอ๋ย แม่ยินดีต่อลูก สมบัติใด ๆ ในโลกนี้ จะเป็นกี่ล้านกี่โกฏิแม่ก็ไม่ยินดี แม่จะยินดีมาก ถ้าลูกจะบวชให้แม่ เมื่อลูกบวชแล้วให้ตายกับผ้าเหลือง ไม่ต้องสึกออกมามีลูกมีเมียนะลูก” เมื่อมารดาสั่งสอนลูกน้อยแล้วไม่นานก็ถึงแก่กรรม

          ส่วนบิดาเมื่อมารดาของหลวงปู่ได้ถึงแก่กรรมแล้ว ไปได้ภรรยาใหม่อีก ๓ คน มีบุตรธิดาด้วยกันกับภรรยาใหม่รวมทั้งสิ้น ๕ คน

          เมื่อมารดาถึงแก่กรรมแล้ว หลวงปู่ก็ได้รับการเลี้ยงดูจากยายต่อมา จนอายุได้ ๙ ขวบ จึงนำตัวหลวงปู่ไปถวายอุปัชฌาย์ที่วัดโพธิชัย ซึ่งท่านอุปัชฌาย์ก็มีศักดิ์เป็นน้า เพื่อให้บรรพชาเป็นสามเณร วัดโพธิชัยเป็นวัดประจำหมู่บ้านนาโป่ง สมัยนั้นมีพระภิกษุสามเณรไม่มากนัก การบรรพชาในครั้งนั้น ได้บรรพชาพร้อมกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง เมื่อนับตามสายเลือดมีศักดิ์เป็นน้า แต่มีอายุรุ่นเดียวกันกับหลวงปู่ และเป็นเพื่อนเล่นมาด้วยกันด้วย

          การบรรพชาเป็นสามเณรในวัดโพธิชัย บ้านนาโป่ง ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะเป็นวัดประจำหมู่บ้านชนบท การที่จะมีการเล่าเรียนกันเป็นหลักเป็นฐานนั้นเป็นเรื่องยาก วัดมีพระพอได้ทำบุญตักบาตรก็นับว่าดีแล้ว

          สมัยนั้น สำนักเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในดินแดนภาคอีสาน คือ จังหวัดอุบลราชธานี สำนักเรียนที่มีชื่อเสียงมีครูอาจารย์และนักเรียนมาก คือ สำนักเรียนวัดเวฬุวัน บ้านไผ่ใหญ่ สำนักเรียนบ้างเค็งใหญ่ สำนักเรียนบ้านหนองหลัก สำนักเรียนบ้านสร้างถ่อ เป็นต้น กิตติศัพท์ของสำนักเรียนดังกล่าวมานี้เป็นที่ทราบและยอมรับโดยทั่วไปในดินแดนอีสาน ในสมัยโบราณโพ้น

          เมื่อหลวงปู่บรรพชาอยู่ที่วัดโพธิชัยนานพอสมควร ความใคร่ต่อการศึกษาก็กระตุ้นจิตทำให้เกิดฉันทะในการจะศึกษาเล่าเรียน แต่ในวัดโพธิชัยที่บรรพชาอยู่นั้นไม่มีการศึกษาเล่าเรียนเป็นหลักฐาน การศึกษาที่ดีที่สุดก็คือ การศึกษาจากพระอุปัชฌาย์ที่ท่านคอยแนะนำพร่ำสอนไปตามควรแก่กรณี จะถูกผิดอย่างไรก็ไม่มีโอกาสได้รู้เทียบเคียงตามหลักธรรมวินัย เมื่อแรงฉันทะกระต้นจิตในการศึกษามีกำลังมากขึ้น ในที่สุดวันหนึ่งก็เข้าไปกราบเล่าความในใจของตนให้ท่านอุปัชฌาย์ทราบ เมื่อท่านได้ทราบความในใจ ท่านก็แสดงความยินดีด้วย ท่านแนะนำให้เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมสถานการศึกษาดังได้กล่าวมาแล้วนั้น เมื่อท่านพระอุปัชฌาย์ท่านเห็นชอบด้วยเช่นนั้นก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจแก่ตนเองมากขึ้น เมื่อทุกอย่างได้พร้อมแล้ว ได้กราบลาท่านพระอุปัชฌาย์เดินทางไปจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อการศึกษามูลกัจจายน์ ได้ไปพักและเข้าศึกษาอยู่ในสำนักเรียนวัดสร้างถ่อ อำเภอหัวตะพาน

          การเข้าศึกษามูลกัจจายน์ในครั้งนั้น มีครูอาจารย์ที่ทำการสอนอยู่หลายองค์ และมีเพื่อนนักเรียนที่มาจากที่ต่าง ๆ มาเข้าศึกษาอยู่ก็มากด้วยกัน บรรดาครูอาจารย์และเพื่อนนักเรียนที่พอจำได้ก็มีหลายองค์ พระอาจารย์ที่สอนหนังสือเท่าที่จำได้ คือ พระอาจารย์เอี่ยม พระอาจารย์ชม พระอาจารย์ชาลี พระอาจารย์อ้วน เพื่อนที่สนิทกันเท่าที่จำได้ก็มี พระเหลา พระเฮียง

          การเรียนมูลกัจจายน์นั้น หลักใหญ่ต้องท่องให้ขึ้นใจ ส่วนการแปล มีการแปลคัมภีร์พระปาฏิโมกข์ เป็นเบื้องต้น แปลกันจนแคล่วคล่องไม่ติดขัด วิธีเรียนก็มิได้เรียนในห้องเรียนทุกครั้งไป ส่วนมากจะแบกหนังสือไปเรียนกับอาจารย์ถึงที่อยู่ของท่าน

          พักอยู่ในวัดสร้างถ่อนี้จนอายุครบบวช ได้รับการญัตติเป็นพระภิกษุในพัทธสีมาวัดสร้างถ่อนี้เอง โดยมี พระอาจารย์แว่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ส่วนกรรมวาจาจารย์และพระอนุสาวนาจารย์จำชื่อท่านไม่ได้

          มูลเหตุแห่งการเตือนตนครั้งที่หนึ่ง

          เมื่ออยู่ศึกษาไป บรรดาพระอาจารย์ที่สอนหนังสือ ดังได้กล่าวนามมาแล้วนั้น ต่างก็ลาสิกขาบทไปสู่ฆราวาสวิสัยกันหมด แม้เพื่อนนักเรียนที่สนิทสนมร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วยกัน เช่น พระเฮียง พระเหลา ต่างก็ลาสิกขาบทไปสู่ฆราวาสวิสัยหมดเช่นกัน ทำให้เกิดความว้าเหว่ ขาดที่พึ่ง ขาดความอบอุ่นทางกายและทางใจ

          จึงมาพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการสละเพศบรรพชิตไปสู่เพศฆราวาสวิสัยของครูอาจารย์และเพื่อนสหธรรมมิกว่า อะไรคือมูลเหตุ ในที่สุดก็พบว่า “กาม” คือ ตัวมูลเหตุที่สำคัญ ขณะที่จิตกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พลันก็ระลึกถึงคำสั่งของโยมมารดาและยายที่ว่า “ขอให้บวชไปจนตายกับผ้าเหลือง ไม่ให้สึกออกมามีลูกมีเมีย” ในขณะที่จิตกำลังสับสนวุ่นวายอยู่นั้น ความดำริว่า “การออกปฏิบัติอยู่ป่าตามเขาไม่อาลัยอาวรณ์กับหมู่คณะทางเดียวนี้เท่านั้น จึงจะบวชตลอดชีวิตได้” ได้ผุดขึ้นมาท่ามกลางความคิดอันสับสนนั้น

          ในที่สุดจึงตกลงใจว่า ต่อไปนี้จะเลิกเรียนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นับแต่นี้ไปจะออกปฏิบัติอยู่ตามป่าเขา จึงใคร่ครวญหาครูอาจารย์ที่จะแนะนำสั่งสอนในทางปฏิบัติ ปรากฏว่าสมัยนั้นมีครูอาจารย์อยู่หลายแห่งด้วยกัน เช่นทางเวียงจันทน์ก็มี ทางท่าอุเทน จังหวัดนครพนมก็มี ทางสกลนครก็มี ตกลงใจว่าจะไปหาครูอาจารย์ทางจังหวัดสกลนคร

          เย็นวันนั้นถึงเวลาไหว้พระสวดมนต์ ได้ตั้งสัจจาธิษฐานตรงต่อ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่า “เมื่อออกปฏิบัติขอให้ได้พบครูอาจารย์ผู้สามารถสั่งสอนตนได้ ขออย่าได้พบอุปสรรคต่อการบำเพ็ญ” เวลาเช้าเข้าไปบิณฑบาตที่บ้านโยมอุปัฏฐาก คือ แม่กาสี บอกลาว่าจะไปหาครูอาจารย์ทางฝ่ายปฏิบัติ แม่กาสีได้ฟังก็ดีใจและได้แนะนำว่าให้ไปหา ท่านอาจารย์จวง วัดธาตุเทิง อำเภอเขื่องใน ท่านเคยไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต มาแล้วไม่นานมานี้เอง ท่านอาจจะแนะนำการไปหาครูอาจารย์ได้บ้าง

          กลับจากบิณฑบาตฉันเสร็จแล้ว เก็บบริขารออกเดินทางไปกราบนมัสการท่านอาจารย์จวง วัดธาตุเทิง อำเภอเขื่องใน เพื่อสืบข่าวที่อยู่ของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

          เมื่อไปถึงวัดธาตุเทิง อำเภอเขื่องในแล้ว ได้เข้าไปกราบนมัสการท่านอาจารย์จวง ซึ่งท่านก็ต้อนรับเป็นอย่างดี ได้เล่าความประสงค์ในการมาให้ท่านทราบ เมื่อท่านทราบความประสงค์แล้ว ท่านก็แสดงความดีใจและแนะนำให้ไปหา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งขณะนั้นท่านพักภาวนาอยู่ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ

          พักอยู่กับท่านอาจารย์จวงพอสมควรแล้ว กราบลาท่านไปหา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต โดยเดินทางผ่านม่วงสามสิบ คำเขื่อนแก้ว ยโสธร เลิงนกทา มุกดาหาร คำชอี นาแก สกลนคร พรรณนานิคม สว่างแดนดิน หนองหาร อุดรและบ้านผือ เข้าไปกราบนมัสการและรับโอวาท หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ คำแรกที่ท่านถาม คือ “มาจากไหน” กราบเรียนว่ามาจากอุบล คำต่อไปท่านพูดว่า “เออ ต่อไปนี้ให้ภาวนา ความรู้เรียนมาให้เอาใส่ตู้ไว้ก่อน” ซึ่งเป็นทั้งคำสั่งและคำสอน

          คำพูดเพียงเท่านี้รู้สึกว่ามีความหมายเหลือเกินในขณะนั้น เพียงได้พบและได้กราบก็แสนจะดีใจอยู่แล้ว ยิ่งท่านสั่งว่าให้ “ภาวนา” ยิ่งเพิ่มความดีใจยิ่งขึ้น

          พ.ศ. ๒๔๖๑ จำใจจำจากไปสู่มาตุภูมิ

          เมื่อมาพักศึกษาด้านการปฏิบัติกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้ ๔ วัน วันที่ ๕ พี่เขยและน้าเขยซึ่งตามหาหลวงปู่อยู่นานแล้วจากที่ต่าง ๆ แต่ก็ไม่พบ เพราะตั้งแต่ออกจากบ้านมาก็ไม่เคยกลับหรือส่งข่าวให้ทางบ้านได้ทราบเลย เป็นเวลานานถึง ๑๐ ปีเศษ ทั้งสองได้เดินทางไปกราบนมัสการ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ ที่นั้นด้วย จึงได้พบเข้ากับหลวงปู่โดยบังเอิญในโอกาสนั้น ทั้งสองท่านจึงชวนหลวงปู่ให้กลับไปบ้าน เพื่อเยี่ยมญาติและโยมบิดาซึ่งชราแล้วไปพร้อมกัน

          เมื่อมีผู้กล่าวถึงโยมบิดา ใจก็ให้คิดถึง เพราะจากมานานไม่เคยได้ทราบข่าวความเป็นไปของโยมเลย จึงตกลงใจจะกลับบ้านเพื่อเยี่ยมโยมบิดา พร้อมกับญาติดังกล่าวมาแล้วนั้น เวลาเย็นภายหลังจากทำกิจวัตรต่าง ๆ เสร็จแล้ว ได้เข้าไปกราบลา หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้กราบเรียนให้ท่านทราบว่า มีญาติมารับให้กลับไปเยี่ยมบ้าน ท่านถามว่า กลับไปทำไม กราบเรียนท่านว่า ไปให้เขาเห็นหน้าเท่านั้นเอง ท่านกล่าวว่า เออ ไปแล้วให้รีบกลับมา อย่าอยู่นาน อยู่นานไม่ได้ ประเดี๋ยวจะเสียทีเขานะ เสียทีเสียท่าเขาแล้วถูกเขามัดไว้แล้ว ประเดี๋ยวจะดิ้นไม่หลุด เมื่อท่านอนุญาตแล้ว จึงกราบนมัสการท่าน พร้อมด้วยญาติทั้งสองเดินทางไปจังหวัดเลย เพื่อเยี่ยมญาติและโยมบิดา

          นกยางขอศีล

          เมื่อไปถึงบ้านแล้ว ไปพักอยู่ที่วัดโพธิชัย ข่าวการกลับมาเยี่ยมบ้านของหลวงปู่จากปากต่อปากได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ชาวบ้านทั้งใกล้และไกลต่างก็แตกตื่นมาดูกันอย่างเนืองแน่น ไม่ผิดอะไรกับการมีงานวัด ต่างก็นิมนต์ให้อยู่จำพรรษาบ้าง ต่างก็โอภาปราศรัยถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง ต่างก็วิพากษ์วิจารย์กันไปต่าง ๆ นานา ความคิดความเห็นของตน ๆ

          ฝ่ายพวกที่เป็นอุบาสกอุบาสิกาต่างก็ถือเอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขึ้นศีลด้วย ซึ่งแต่ละคนต่างก็นุ่งขาวห่มขาวด้วยกันทั้งหมด มีจำนวนมิใช่น้อยเช่นเดียวกัน เมื่อให้ทุกคนสมาทานศีล ๕ ศีล ๘ ศีลอุโบสถ ตามความศรัทธาสามารถของตน ๆ แล้ว รุ่งขึ้นเป็นวันใหม่พวกเขาเหล่านั้นต่างก็ถือเอาสุ่ม เอาแห เอายอ เอาเบ็ด เอาสวิง ออกจากบ้านไปหาปลากันเป็นกลุ่ม ๆ พิจารณาดูแล้วเหมือนนกยางถือศีล ศีลก็จะถือปลาก็จะกิน

          มูลเหตุเตือนตนครั้งที่สอง

          พักอยู่วัดโพธิชัยยิ่งนานไป ผู้คนก็ยิ่งมามากยิ่งขึ้น การต้อนรับการโอภาปราศรัย จึงเป็นภาระอันหนักไม่ได้พักผ่อนเท่าที่ควร จึงทำให้ร่างกายทนไม่ได้ล้มป่วยลง ขณะที่ป่วยอยู่ พวกญาติและคนอื่น ๆ ที่มาพูดจานิมนต์ให้อยู่ก็ตาม พวกที่มาพูดคุยอย่างอื่นก็ตาม ก็มิได้มีใครเอาใจใส่ดูแลรักษาเท่าที่ควร ต่างเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จึงดำริในใจว่า ผู้คนเหล่านี้ไปตามเรา นิมนต์ให้เราอยู่ด้วย เวลาเราเจ็บป่วยเขาหาได้เอาใจใส่ดูแลเราไม่ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประโยชน์อะไรที่จะอยู่ต่อไปกับคนพวกนี้ ข้อนี้เป็นเหตุนำขึ้นเตือนตนเป็นข้อที่สอง

          หลังจากพักที่วัดโพธิชัยได้ ๑ เดือน ร่างกายฟื้นจากอาพาธมีกำลังแล้ว ก็ได้รับจดหมายจากอาจารย์เอี่ยม ให้กลับไปอุบลเพื่อเรียนหนังสือต่อให้จบ เมื่อทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนมูลเหตุต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว จึงตัดสินใจไม่ไปเมืองอุบล แต่จะกลับไปหาอาจารย์ที่ดงมะไฟ บ้านค้อ ตามความตั้งใจที่ได้ตั้งสัจจะไว้แล้ว เมื่อได้ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว วันต่อมาฉันเสร็จเก็บบริขารที่จำเป็นเสร็จแล้วเดินทางออกจากโพธิชัย บ้านนาโป่ง ตรงไปยังดงมะไฟ บ้านค้อ เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตามความตั้งใจไว้แต่เดิม โดยมิได้บอกลาญาติหรือใคร ๆ ให้ทราบเลย

          การภาวนา

          การอยู่อบรมกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ในสมัยแรกนั้น ไม่ได้เข้าอุปัฏฐากท่านใกล้ชิด เพราะเป็นผู้มาใหม่ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมข้อวัตร อีกอย่าง หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต นั้น ท่านไม่ให้ใครเข้าไปอยู่ใกล้ท่านง่าย ๆ การอบรมอยู่กับท่าน เมื่อท่านแนะนำในข้อปฏิบัติแล้ว บรรดาศิษย์ต้องแยกย้ายกันไปหาที่วิเวก เพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนาตามความเหมาะสมแก่จริตนิสัยของตน เมื่อถึงวันอุโบสถจึงเข้ามาร่วมกันทำอุโบสถฟังสวดพระปาฏิโมกข์ร่วมกับท่าน แล้วรับการอบรมจากท่านอีกครั้งหนึ่ง ในเวลาเช่นนี้ศิษย์รูปใดมีปัญหาติดขัดในการภาวนาอย่างไร ก็กราบเรียนถามได้ในโอกาสเช่นนี้ ซึ่งท่านเองก็ตอบอธิบายให้ฟังจนเข้าใจตามขั้นตอนของการปฏิบัติ จึงเป็นโอกาสอันหาได้ยากที่บรรดาศิษย์ทั้งหลายจะได้ฟังธรรมอบรม แยกแยะตั้งแต่สมาธิขั้นต่ำไปหาปัญญาชั้นสูง ทำให้เพลิดเพลินไปกับกระแสธรรมที่ท่านแสดงออก ผู้ฟังมีภูมิปฏิบัติอยู่ในขั้นใดก็ได้ปัญญาก้าวไปตามอุบายที่ท่านแสดงให้ฟังนั้น

          เมื่อเสร็จจากการแสดงธรรมแล้ว บรรดาศิษย์ทั้งหลายก็จะกลับไปสู่ที่อยู่ของตน ๆ เป็นเช่นนี้เป็นส่วนมาก บางครั้งหลวงปู่มั่นจะบอกให้ศิษย์รูปนั้นไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น รูปนั้นไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น ซึ่งแต่ละแห่งที่ท่านบอกให้ไปอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นที่ ๆ มีอันตรายอยู่รอบด้าน เพราะที่เช่นนั้นจะเป็นที่เสือมันอยู่ก็มี เสือมันผ่านไปผ่านมาก็มี มันร้องคำรามเสียงน่าขนพองสยองเกล้าก็มี มีโขลงช้างผ่านไปมาก็มี ท่านให้ไปภาวนาอยู่ในสถานที่เช่นนั้น โดยท่านได้ย้ำต่อผู้ที่จะไปอยู่ในที่เช่นนั้นว่า ให้ตั้งใจภาวนา อย่าได้ประมาท ให้มีสติทุกเมื่อ จงอย่าเห็นแก่การพักผ่อนนอนหลับนอนให้มากนัก

          หลวงปู่กล่าวว่า ความอึดอัดใจของท่านในสมัยนั้นมีอยู่ ๒ อย่าง คือ เวลาพักบำเพ็ญภาวนาอยู่ในป่าในเขามักจะเป็นไข้ป่า เป็นไข้ป่าแต่ละครั้งก็นานวัน เพราะไม่มียารักษา เมื่อจับไข้เข้าต้องอาศัยกำลังจิตเป็นเครื่องบรรเทา กล่าวคือเวลาจับไข้ก็ต้องเร่งภาวนาขึ้นตามกัน พิจารณาจนกว่าไข้จะสร่างหรือหายไป ส่วนมากมันไม่หายขาด เป็นแต่เว้นระยะการจับไข้ออกไป เช่น เว้นไปสามวันบ้าง ห้าวันบ้าง มันก็กลับจับไข้อีก เป็นชนิดที่เรียกว่าเรื้อรัง

          อีกเรื่องหนึ่ง คือ เมื่อถึงวันอุโบสถ ไม่ได้ร่วมทำสังฆกรรมฟังการสวดปาฏิโมกข์ เพราะสมัยแรกออกปฏิบัตินั้น ยังไม่ได้ญัตติเป็นพระธรรมยุต เวลาท่านทำอุโบสถฟังสวดปาฏิโมกข์ ท่านก็สั่งให้ออกไปให้พ้นเขตที่ท่านกำหนด ต่อเมื่อท่านทำเสร็จแล้ว บรรดาศิษย์ที่เป็นพระมหานิกายจึงมาบอกปาริสุทธิ ต่อจากนั้น ท่านจึงแสดงธรรมอบรมอุบายการแก้จิตที่ขัดข้อง เวลาภาวนาการพิจารณาหรือคำบริกรรมสำหรับผู้ปฏิบัติใหม่แล้วแต่เหตุการณ์ บรรดาศิษย์ที่เป็นฝ่ายมหานิกายด้วยกันที่ไปอบรมอยู่กับหลวงปู่มั่นในสมัยนั้นมีอยู่หลายรูปด้วยกัน เมื่ออยู่กับท่านนาน ๆ ได้เห็นความไม่สะดวกดังกล่าวแล้ว จึงไปกราบขออนุญาตญัตติเป็นพระธรรมยุต ซึ่งบางรูปท่านก็อนุญาต บางรูปท่านก็ไม่อนุญาต เฉพาะรูปที่ท่านไม่อนุญาต ท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพากันมาญัตติเป็นธรรมยุตเสียหมด ฝ่ายมหานิกายจะไม่มีใครแนะนำในการปฏิบัติ

          มรรคผลไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิกาย แต่มรรคผลขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแนะนำสั่งสอนไว้แล้ว ละในสิ่งที่ควรละ เว้นในสิ่งที่ควรเว้น เจริญในสิ่งที่ควรเจริญ นั่นแหละคือทางดำเนินไปสู่มรรค ผล นิพพาน

          บรรดาศิษย์ฝ่ายมหานิกายที่ท่านไม่อนุญาตให้ญัตตินั้น ต่อมาภายหลังท่านได้ไปแนะนำสั่งสอนพวกของท่านจนสามารถขยายวงการปฏิบัติออกไปอย่างกว้างขวาง มีลูกศิษย์ลูกหาสืบต่อกันมาจนปัจจุบันนี้ก็มี เช่น พระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นต้น

          เมื่อได้รับอุบายจากครูอาจารย์แนะนำแล้ว ก็แยกย้ายกันไปทำความเพียร เลือกหาที่ ๆ เหมาะสมแก่จริตนิสัยของตน ๆ บางท่านที่เด็ดเดี่ยวก็มักจะไปเพียงองค์เดียว ที่ยังไม่มีความกล้าพอก็มักไปกัน ๒ องค์บ้าง ๓ องค์บ้าง สถานที่ไปส่วนมากเป็นป่าช้า ป่าชัฏ ซึ่งมีน้ำ มีหน้าผา พอเป็นที่อยู่อาศัยหลบฝนหลบแดดหลบลมในคราวจำเป็น ในระยะแรกจะอยู่ไม่ไกลจากครูอาจารย์นัก ประมาณพอเดินมาฟังธรรม มาทำอุโบสถได้ในวันอุโบสถ เว้นเสียแต่จะมีอาจารย์ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นพี่เป็นผู้ควบคุมไป นั่นแหละจึงไปได้ไกล เวลาติดขัดทางด้านภาวนาก็ต้องอาศัยอาจารย์ผู้ควบคุมนั่นเองเป็นผู้แนะนำ แต่ถึงอย่างนั้นนาน ๆ ครั้ง ถ้าเป็นไปได้ต้องพยายามหาโอกาสไปฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นอยู่เสมอ การจำพรรษาร่วมกันกับท่าน นาน ๆ จึงจะได้จำร่วมกันกับท่านครั้งหนึ่ง ส่วนมากมักจะแยกกันอยู่ เพราะการอยู่ร่วมกันมาก ๆ มักเป็นภาระเครื่องกังวลหรือไม่ก็วุ่นวาย ธรรมเนียมของคนซึ่งรวมกันอยู่เป็นมาก ๆ ต้องมีเรื่องเกิดขึ้นเสมอไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

          จำพรรษาอยู่นาหมีนายูง

          นาหมีนายูง อยู่ในเขต อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี สถานที่ดังกล่าวนี้ในสมัยก่อนเป็นป่ารักชัฏ ชุกชุมไปด้วยสัตว์ป่า ไข้ป่า พื้นที่เป็นที่ราบติดภูเขา บางแห่งเลียบเลาะไปตามลำน้ำโขง พื้นที่เหมาะแก่การเพราะปลูก แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปจับจอง เพราะเกรงความเจ็บไข้และอันตราอย่างอื่น ๆ ตามความเชื่อถือของชาวบ้าน เขามีความเชื่อถือกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ถ้าใครขืนเข้าไปดัดไม้ในบริเวณป่า ต้องถูกผีป่ามันทำอันตรายเอา มีอันให้เป็นไปต่าง ๆ พวกเขาเคยเล่าให้ฟังว่าบางรายถึงตายก็มี เพราะเหตุนั้น จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้ในบริเวณนั้น

          ในพรรษาปีนั้น ได้จำพรรษาร่วมกันกับ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต กับตาผ้าขาวอีกคนหนึ่ง การปรารภความเพียรในพรรษานั้นเป็นไปอย่างเต็มที่ เพราะมีหลวงปู่มั่นคอยควบคุมแนะนำอุบายจิตภาวนา การแนะนำให้ศิษย์ปฏิบัติภาวนานั้น หลวงปู่ท่านย้ำอยู่เสมอว่า จะใช้บทพุทโธเป็นบทบริกรรมสำหรับผูกจิตก็ได้ เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้ว ให้วางบทบริกรรมเสีย แล้วพิจารณาร่างกายครั้งแรกให้พิจารณาเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งที่เราสมารถที่จะเพ่งพิจารณาได้อย่างสะดวกในอาการ ๓๒ เมื่อพิจารณาจนเกิดความชัดเจน กลับไปกลับมาหรือที่เรียกว่า อนุโลมปฏิโลม แล้ว เมื่อหายสงสัยในจุดที่พิจารณานั้นแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นจุดอื่นต่อไป อย่าพิจารณาเป็นวงกว้างทั้งร่างกาย เพราะปัญญายังไม่แก่กล้า ถ้าพิจารณากันที่เดียวทั้งร่างกาย ความชัดเจนจะไม่ปรากฏต้องค่อยเป็นค่อยไป เมื่อพิจารณาจนเกิดความชำนาญแล้ว เมื่อเราเพ่งปัญญาลงไปจุดใดจุดหนึ่ง ความชัดเจนจากจุดอื่น ๆ ก็จะปรากฏเป็นนัยเดียวกัน เมื่อพิจารณาพอสมควรแล้ว ให้น้อมจิตเข้าพักอยู่ในความสงบ เมื่อพักอยู่ในความสงบพอสมควรแล้ว ให้ย้อนกลับออกมาพิจารณาร่างกายอีก ให้เจริญอยู่อย่างนี้ จึงจะเจริญทางด้านปฏิบัติ เมื่อจิตมีความชำนาญเพียงพอแล้ว คำบริกรรมพุทโธก็ไม่จำเป็น เพียงกำหนดจิตก็จะสงบเข้าสู่สมาธิได้ทันที

          ผู้ปฏิบัติจิตภาวนา ถ้าส่งจิตออกไปภายนอกจากร่างกายแล้ว เป็นอันผิดทางมรรคภาวนา เพราะบรรดาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอน ประกาศพระศาสนาอยู่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้น แนวการปฏิบัติไม่พ้นไปจากกาย กายจึงเป็นสนามรบ กายจึงเป็นยุทธภูมิที่ปัญญาจะต้องค้นเพื่อทำลายกิเลส และกองทุกข์ซึ่งจิตของเราทำเป็นธนาคาร เก็บสะสมไว้ภายใน หอบไว้ หาบไว้ หามไว้ จนนับภพนับชาติไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายไม่ว่าชนิดใดในสังสารวัฏนี้ ล้วนแต่ติดอยู่กับกายนี้ทั้งสิ้น ทำบุญทำบาปก็เพราะกายอันนี้ มีความรัก มีความชัง มีความหวง มีความแหน ก็เพราะกายอันนี้ เราสร้างทรัพย์สมบัติขึ้นมาก็เพราะกายอันนี้ เราประพฤติศีล ประพฤติธรรมก็เพราะกายอันนี้ เราประพฤติผิดศีล เราประพฤติผิดธรรมก็เพราะกายอันนี้

          จาริกสู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

          การพักภาวนาอยู่ตามป่าตามเขา ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติ จึงปรึกษากับเพื่อนจะเที่ยวทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง คือ ทางฝั่งประเทศลาว การเดินทางไปฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงครั้งนั้นกะกันว่า จะเที่ยวไปให้ทั่วตลอดสิบสองปันนา สิบสองจุไทย แต่ไปไม่ได้ตามความตั้งใจเพราะทหารฝรั่งเศสห้ามไม่ให้ไป ได้เที่ยวไปเหนือสุดเพียงเมืองหลวงพระบาง จึงจำต้องกลับมาและไปพักภาวนาอยู่ที่ภูเขาควาย ณ ที่นั่นได้พบกับหญิงสาวนางหนึ่ง หล่อนถ่อเรือมากับมารดาในขณะที่ลงอาบน้ำอยู่กับเพื่อน ๆ พอตามองกระทบกันเท่านั้น ทำให้ตะลึงไปทั้งสองคน ตนเองก็ทำอะไรไม่ถูก นางเองก็ยกถ่อค้างอยู่ ปล่อยให้เรือเคลื่อนที่ไปช้า ๆ เจ้าหล่อนยังคงหันมามองพระหนุ่มอยู่อย่างไม่ยอมละสายตา จนแม่หันมามองนั่นเอง เจ้าหล่อนจึงได้สติถ่อเรือต่อไป

          เมื่อสาวงามถ่อเรือผ่านพ้นไปแล้วรีบอาบน้ำกลับที่พัก ระหว่างที่เดินกลับที่พัก ความคิดยังคิดถึงหญิงงามนั้นอยู่ เมื่อมาถึงที่พักจึงกลับได้สติหวนระลึกถึงคำทำนายของหมอดูเมื่อครั้งไปเรียนมูลกัจจายน์อยู่เมืองอุบล หมอทำนายว่า เนื้อคู่ของท่านอยู่ทางทิศนั้น รูปร่างสันทัด ผิวเนื้อขาวเหลืองใบหน้าเหมือนใบโพธิ์ หญิงที่เราพบเห็นเมื่อตอนเย็นก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันกับคำทำนายของหมอ เห็นจะเป็นหญิงคนนี้แน่ เพราะเมื่อเราเห็นเป็นครั้งแรกก็ทำให้เรามีจิตปรวนแปรแล้ว ถ้าเราอยู่ที่นี่ต่อไปเห็นเราจะต้องเสียท่าเป็นแน่ พรุ่งนี้เราฉันแล้วจะต้องข้ามกลับไปฝั่งไทยดีกว่า เมื่อตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว จึงบอกความตั้งใจของตนที่จะกลับให้กับเพื่อน ๆ ทราบ ซึ่งเพื่อน ๆ ก็ไม่มีใครทราบความในใจของตนแต่อย่างไร

          วันรุ่งขึ้น ทั้งสองแม่ลูกได้นำข้าวหมากพลูบุหรี่มาถวายแต่เช้าตรู่ก่อนใครอื่นทั้งหมด เมื่อมาถึงทั้งสองแม่ลูกก็ช่วยกันมวนบุหรี่ แต่ตานั้นยังคอยชำเลืองมองกันอยู่ ถึงเวลาไปบิณฑบาตก็ไปบิณฑบาตตามปกติอยู่ ไม่ได้แสดงอาการอะไรให้ผิดสังเกต พอฉันแล้ว พวกญาติโยมที่นำอาหารมาถวายก็กลับไป จึงเก็บบริขารบอกลาเพื่อน ๆ ข้ามโขงกลับมายังฝั่งไทยตรงท่าเดื่อ หนองคาย เมื่อข้ามมายังฝั่งไทยแล้ว ได้เดินเลียบฝั่งโขงขึ้นไปทางอำเภอศรีเชียงใหม่ ไปพักอบรมตนอยู่ที่พระบาทเนินกุ่มหินหมากเป้ง ณ ที่นั้นได้พบ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งท่านได้ปลีกตัวออกจากหมู่คณะมาภาวนาอยู่แถวนั้น เมื่อได้พบกับอาจารย์อีกจึงดีใจมาก การพักอบรมตนอยู่กับหลวงปู่มั่นก่อนเข้าพรรษา ทำให้จิตค่อยสงบตัวลงไม่ฟุ้งซ่านเหมือนก่อน แต่สัญญาของหญิงงามนั้นยังปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราว แต่เมื่อเร่งภาวนาเข้าสัญญาอันนั้นก็สงบลง

          พอใกล้วันเข้าพรรษา หลวงปู่มั่นกล่าวว่า เรามีหมู่เท่านี้พอแล้วจำพรรษาอยู่ที่นี่ แต่พอวันใกล้พรรษาจริง ๆ มีสามเณรรูปหนึ่งมาอยู่ด้วย หลังจากเข้าพรรษาแล้ว ตั้งใจปรารภความเพียรอย่างเต็มที่ การเร่งความเพียรในระยะแรก จิตก็ยังไม่มีอะไรมาวุ่นวาย คงสงบตัวได้ง่าย มีอุบายทางปัญญาพอสมควร เมื่อเราเร่งความเพียงหนักเข้า เอาจริงเอาจังเข้า กิเลสมันก็เอาจริงเอาจังกับเราเหมือนกัน คือ แทนที่จิตจะดำเนินไปตามที่เราต้องการ แต่มันกลับพลิกกลับไปหานางงามที่บ้านนาสองฝั่งแม่น้ำงึมนั้นอีก ทีแรกได้พยายามปราบมันด้วยอุบายต่าง ๆ มันก็ไม่นิ่ง เร่งความเพียรดูเหมือนเอาเชื่อไปใส่ไฟ มันยิ่งกำเริบหนักเข้าไปอีก เผลอไม่ได้เป็นไปหาหญิงนั้นทันที บางครั้งมันปรุงออกไปซึ่ง ๆ หน้า คือ ขณะที่คิดอุบายการพิจารณาอยู่นั้นเอง มันก็วิ่งออกไปหาหญิงนั้นเอาซึ่ง ๆ หน้ากันทีเดียว อุบายการปฏิบัติวิธีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการทรมานจิตในครั้งนั้น เช่น เว้นการนอนเสีย มีเฉพาะอิริยาบถ นั่ง ยืน เดิน ทำอยู่เช่นนั้นหลายวันหลายคืน คอยจับดูจิตว่ามันคลายความรักในหญิงนั้นแล้วหรือยัง ปรากฏว่าไม่ได้ผล จิตยังคงวิ่งออกไปหาหญิงงามอยู่เช่นเคย เผลอสติไม่ได้ ต่อมาเพิ่มไม่นั่งไม่นอน มีแต่ยืนกับเดิน ทำความเพียรอยู่อย่างนี้ จิตมันก็ไม่ยอมมัน มันคงไปตามเรื่องตามราวของมันเช่นเคย คราวนี้เปลี่ยนวิธีใหม่ เปลี่ยนเป็นอดอาหารไม่ฉันอาหารเลย เว้นไว้แต่น้ำ อุบายการพิจารณาก็เปลี่ยนใหม่ คราวนี้เพ่งเอากายของหญิงนั้นเป็นเป้าหมายในการพิจารณากายคตาสติ โดยแยกยกขึ้นพิจารณาทีละอย่าง ๆ ในอาการ ๓๒ ขึ้น โดยอนุโลม ปฏิโลม พิจารณาเทียบเข้ามาหากายของตน พิจารณาให้เห็นถึงความเป็นจริงว่า อวัยวะอย่างนั้น ๆ ของตนก็มี ของหญิงก็มี ทำไมจะต้องไปรัก ไปหลง ไปคิดถึง เพ่งพิจารณาไปทีละส่วน ๆ พิจารณาอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันกลางคืนทุกอิริยาบถ การพิจารณาจะละเอียดอย่างไร ขึ้นอยู่กับอุบายความแยบคายของปัญญาที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ตอนหนึ่งการพิจารณามาถึงหนังได้ความว่า คนเรามาหลงอยู่ที่หนึ่ง หนังเป็นเครื่องปกปิดสิ่งที่ไม่น่าดูไว้ ถ้าถลกหนังออก อวัยวะทุกส่วนก็หาส่วนที่น่าดูไม่ได้เลย เพ่งพินิจอยู่จนเห็นความเปื่อยเน่าผุพังสลายไปไม่มีส่วนไหนที่จะถือได้ว่าเป็นของมั่นคง เมื่อพิจารณาถึงมูตรและกรีสของหญิงนั้น ตั้งคำถามขึ้นว่า หญิงนี้งามน่ารัก มูตรและกรีสของหญิงนี้กินได้ไหม จิตตอบว่า ไม่ได้ จึงถามอีกว่า เมื่อกินไม่ได้ อันไหนที่ว่างาม อันไหนที่ว่าดี เมื่อพิจารณามาถึงอาการทั้งสองยกเป็นอุบายขึ้นถามจิตเช่นนั้น จิตเมื่อถูกปัญญาชักฟอกหนักเข้าเช่นนั้นก็จนด้วยเหตุผลของปัญญา ยอมอ่อนตัวลงจนด้วยความจริง และอุบายของปัญญาในขณะนั้น จิตซึ่งเคยโลดโผนโลดแล่นไปอย่างไม่มีจุดหมายมาก่อน พลันก็กลับเป็นยอมรับตามความเป็นจริง ตามเหตุผลของปัญญา ยอมตัวอย่างนักโทษผู้สำนึกผิด ยอมสารภาพถึงการกระทำของตนแต่โดยดี ฉะนั้น นับแต่วินาทีที่การพิจารณาได้ยุติลง จิตยอมตามเหตุผลของปัญญาแล้ว เพื่อเป็นการทดสอบจิตยอมแล้ว ได้ส่งจิตออกไปหาหญิงนั้นอีกหลายครั้ง จิตคงสงบตัวไม่ยอมออกไป ความกำเริบความทระนงตัว ความโลดโผนของ จิตคงทรงเห็นตามสภาพความเป็นจริงของธรรมอยู่ทุกเมื่อ การอดอาหารทำความเพียรในครั้งนั้น จึงได้ผลตามความมุ่งหมาย สามารถปราบทรมานจิตให้หายพยศได้ กลายเป็นจิตที่ว่าง่าย เป็นจิตสงบไม่ส่ายไปหาอารมณ์ภายนอกมาทับมาถมตนให้ได้รับความเดือนร้อนอีกต่อไป

          อุบายการทำความทรมานจิตของนักปฏิบัตินั้นมีต่าง ๆ กัน แต่จุดประสงค์นั้นตรงกัน ต้องการให้จิตสงบจากนิวรณ์ต่าง ๆ อุบายอันใดข้อไหนจะได้ผลเพียงใดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับอุปนิสัยของแต่ละบุคคล เช่น บางคนชอบการทรมานตนด้วยอิริยาบถสาม คือ เว้นการนอน มีเฉพาะการเดิน ยืน นั่ง บางคนชอบทรมานตนด้วยอิริยาบถสอง คือ เว้นการนั่ง การนอนเสีย มีเฉพาะอิริยาบถเดินและยืน บางคนชอบทรมานตนด้วยการอดอาหาร อุบายต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว ผู้ปฏิบัติจะกระทำได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจเอาจริงเอาจังของตน อีกข้อหนึ่งที่ผู้ปฏิบัติไม่ควรมองข้ามก็คือสภาพของร่างกาย กล่าวคือ ขณะที่ทำความเพียรอยู่ทรมานด้วยวิธีใด ร่างกายไม่อ่อนเพลียมากนัก สามารถทำความเพียรไปได้ติดต่อ จิตก็สงบได้เร็ว ความแยบคายทางปัญญาก็มีขึ้นมาเป็นเครื่องรับรองสนับสนุน เช่นนี้วิธีนั้นเป็นอุบายวิธีที่ถูกกับจริตนิสัยของตนก็ทำไปได้เรื่อย ๆ ทำให้มาก ปรารภให้มาก ทำให้ติดต่อ เพราะเป็นทางเจริญของปัญญา แต่ถ้าขณะที่ทรมานตนอยู่ ร่างกายอ่อนเพลียมาก จิตมักไปยึดอยู่ที่เวทนาอันเกิดจากความอ่อนเพลียของธาตุขันธ์ เช่นนี้ ก็ค่อยผ่อนลงมา เพื่อบำรุงธาตุขันธ์ไว้บ้าง เพราะรูปนามต่างก็อาศัยซึ่งกันและกัน ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนกำลังลงไป มักจะมาทับถมเอาอีกฝ่ายหนึ่งอ่อนกำลังลงไปด้วย ดังนั้น ต้องรักษาให้อยู่ในระดับกลางไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป ต้องเป็นผู้รู้จักสังเกตตนเอง เราปรารภความเพียรอย่างไร ธาตุขันธ์และจิตใจมีความสัมพันธ์กันดี คือ กายก็เป็นกายเบาคล่องแคล่ว ไม่เกิดการง่วงซึมจนทับถมจิตให้เกิดความอ่อนแอเกียจคร้านไปด้วย จิตก็เป็นจิตเบา มีความสงบเยือกเย็น มีอุบายทุกขั้นตอนของสมาธิ เช่นนี้ จึงนับได้ว่าผลเป็นความพอเหมะพอสมกับจริตนิสัยของตน

          แม้อุบายอย่างอื่น เช่น การอดอาหารก็เช่นกัน เมื่ออดไปนาน ๆ ร่างกายอ่อนเพลียมาก ก็ควรกลับมาฉันอาหารพอบำรุงพยุงธาตุขันธ์ได้บ้าง สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่อยู่ในสภาพที่จะอดอาหารได้ทีเดียวหลาย ๆ วัน ควรผ่อนเป็นการดี เช่นจะฉันวันเว้นวัน หรือจะฉันพอเห็นว่าใกล้อิ่มรีบอิ่มเสีย เป็นต้น ก็ได้ผลเหมือนกัน แต่อุบายไหนดีที่สุดนั้นพูดไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติจะนำไปใช้ให้พอเหมาะกับตนหรือไม่เพียงใด และต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของตนนั้น ๆ ด้วย

          แต่เฉพาะ ผู้ที่กามฉันทะครอบงำจิตนั้น วิธีการอดอาหารนั้นได้ผลมากกว่าวิธีอย่างอื่นที่กล่าวมาแล้ว แม้อุบายการพิจารณากายคตาสติก็เป็นอุบายการปราบกามฉันทนิวรณ์ได้ดี แม้องค์หลวงปู่มั่นเองท่านก็กล่าวว่า “ถ้าจิตถูกกามฉันทนิวรณ์เข้าครอบงำ แก้ด้วยวีธีอย่างอื่นไม่ได้ผลแล้ว ให้ใช้วิธีทำให้ก้อนพระธรรมเจ้านี้อดอาหารเป็นกรรมฐานอึ่งเสีย ๓ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง ยกกายคตาสติขึ้นพิจารณาไม่ช้ามันก็สงบ”

          แม้พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านก็ได้สำเร็จมรรคผล ก็ด้วยอุบายวิธีและอิริยาบถต่าง ๆ กัน เช่น บางองค์สำเร็จอิริยาบถนั่ง บางองค์สำเร็จอิริยาบถยืน บางองค์สำเร็จอิริยาบถเดิน บางองค์สำเร็จอิริยาบถนอน เพราะการปฏิบัติต้องหาอุบายฝึกมาทรมานจิตอยู่เสมอ จิตจึงจะสงบ ยอมรับเหตุยอมรับผล เพราะกิเลสที่จะมาทำให้จิตแปรปรวนก็เกิดได้หลายทาง ทั้งอุบายมันก็มาก ความพอใจก็เป็นกิเลส ความไม่พอใจก็เป็นกิเลส ผู้ปฏิบัติจึงต้องมีสติอยู่เสมอในอิริยาบถต่าง ๆ จึงจะทันกับกิเลสที่คอยหาโอกาสเข้าสู่จิตใจของเรา ตามทวารต่าง ๆ เช่น ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นอกจากกิเลสพวกที่อยู่ภายนอกแล้ว ยังมีกิเลสจำพวกที่อยู่ภายในซึ่งเรียกว่า อนุสัย นอนนิ่งอยู่ไม่แสดงตน ต่อเมื่อมีเชื้อเข้าไป กิเลสจำพวกที่เป็นอนุสัยนี้จะแสดงตัวทันที กิเลสจำพวกนี้เอง ทำให้นักปฏิบัติต้องเสียผู้เสียคนไปมิใช่น้อย.

          จาริกต่อขึ้นไปทางภาคเหนือ

          การเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้มีหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นสหจรไปด้วยกัน ได้เดินทางขึ้นทางเหนือไปตามเส้นทางอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ตัดไปอำเภอท่าปลา อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ ตัดอำเภอนาน้อย อำเภอสา จังหวัดน่าน จากนั้นมุ่งหน้าสู่อำเภอสอง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่

          วันหนึ่ง ขณะกำลังเดินทางอยู่บนเขา ไปพบหมู่บ้านชาวเย้าเข้า เป็นขณะที่เดินทางเหนื่อยไม่ได้ฉันข้าว ประจวบกับเป็นเวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกาเศษ เข้าไปบิณฑบาตไม่พบใครอยู่บ้านเลย เดินไปถึงบ้านสุดท้ายเห็นชายคนหนึ่ง จึงพูดกับเขาว่า “เฮายังไม่ได้กินข้าว ขอข้าวให้เฮากินบ้าง” เย้าตอบอย่างไม่มีเยื่อใยว่า “ข้าวเฮามีน้อย เฮาบ่อฮื้อ เฮาไว้กิ๋นเอาไว้ขาย ข้าวสุกเฮาก็มี เฮาบ่อฮื้อ เฮาเอาไว้กิ๋น ข้าวสารเฮาก็มี เฮาเอาไว้ขาย เฮาบ่อฮื้อ” แกพูดอย่างหน้าตาเฉย ไม่ได้นึกว่าจะไปแทงใจดำของใคร พ่อเย้าตัวดีเหลือบไปมองเห็นบาตรพระซึ่งกำลังสะพายอยู่ แกพูดว่า “หม้อนั้นขายฮื้อเฮา เฮาเอาไว้ต้มข้าว” เย้าตัวดีนอกจากจะไม่ให้ข้าวกินแล้ว ยังจะถามซื้อบาตรเสียอีก ความหวังว่าจะได้ข้าวฉันเกือบจะหมดอยู่แล้ว เผอิญขณะที่เดินออกมาจากหมู่บ้านนั้น มาพบหญิงเย้าอีกคนหนึ่งเดินสวนทางมา จึงพูดขอข้าวกินอีก คราวนี้ได้การ หญิงเย้าผู้อารีวิ่งเข้าไปในบ้านเอาข้าวมาใส่บาตรให้ จึงได้ฉันข้าวพอประทังความหิวในวันนั้น การเดินทางขึ้นเหนือคราวนั้น เป็นการเดินทางไปครั้งแรก จึงทำให้รู้สึกตื่นเต้นเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติป่าเขา

          เมื่อเดินทางไปถึงลำปางแล้ว หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม แยกตัวไปพักอยู่ทีอำเภอเถิน ส่วน หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เดินทางขึ้นไปเชียงใหม่แต่ลำพังองค์เดียว

          ก่อนที่หลวงปู่จะมุ่งหน้าขึ้นเหนือนั้น ท่านได้พักจำพรรษา บำเพ็ญภาวนาอยู่ทางภาคอีสานหลายแห่ง เช่น พระบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี นาหมีนายูง อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี พระบาทเนินกุ่ม อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย และที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง

          ไปถึงเชียงใหม่แล้ว ได้เที่ยวดูบ้านเมืองและภูมิประเทศหลายแห่ง เช่น พระบรมธาตุดอยสุเทพและที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง เที่ยวจนเป็นที่พอใจแล้วเห็นว่า ภูมิประเทศเชียงใหม่ ประกอบด้วยป่าเขามากมาย อากาศเย็นสบายดี น่าจะเป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาได้เป็นอย่างดี

          ได้กลับลงมาหาหลวงปู่ตื้อ ที่ลำปางอีกครั้งหนึ่ง จุดประสงค์คือจะได้เป็นเพื่อนเที่ยวตามหาหลวงปู่มั่น ซึ่งข่าวว่า ท่านได้จากริกขึ้นไปบำเพ็ญอยู่ทางจังหวัดเชียงใหม่ ขณะที่กำลังตามหาหลวงปู่มั่น วันหนึ่งขณะที่กำลังเดินทางผ่านมาทางแก่งหลวง เห็นพระองค์หนึ่งกำลังเดินจงกรมลมพัดอังสะปลิวอยู่ จึงแวะเข้าไปดูจึงพบเข้ากับ หลวงปู่ขาว อนาลโย สหธรรมมิกอีกท่านหนึ่งคุ้นเคยกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมูลกัจจายน์อยู่ที่อุบลฯ แต่สมัยนั้น ท่านยังไม่ได้อุปสมบท ถามข่าวทราบความประสงค์กันแล้ว จึงออกเดินทางเพื่อตามหาท่านอาจารย์ใหญ่ด้วยกัน ได้ตามหาท่านไปตามสถานที่หลายแห่ง ในที่สุดก็ไปพบท่านที่ ป่าเมี่ยงห้วยทราย

          พ.ศ. ๒๔๖๔ พบเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ และจาริกไปพม่า อินเดีย

          กิตติศัพท์ของท่านเจ้าอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ขจรกระจายไปว่า ท่านเป็นนักเทศน์ นักปฏิบัติ นักปกครอง นักพัฒนา กิตติศัพท์เช่นนี้ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ต้องการทราบความจริง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ จึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อกราบนมัสการและศึกษาธรรม เมื่อได้พบปะสนทนากันแล้ว ต่างก็สนิทสนมกันเป็นพิเศษ ต่อมาภายหลัง เมื่อท่านเจ้าคุณอุบาลีฯ ขึ้นไปจำพรรษาอยู่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ โดยการนิมนต์ของเจ้าแก้วนวรัตน์ ท่านก็อนุญาตให้หลวงปู่เป็นอนุจรขึ้นไปด้วย

          การจาริกท่องเที่ยวไปต่างประเทศของหลวงปู่ ได้รับความดลใจจากท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ กล่าวคือ ภายหลังเมื่อได้รู้จักสนิทสนมกับท่านแล้ว ท่านก็เล่าถึงเมืองอินเดียและเมืองพม่าให้ฟังว่า เมืองทั้งสองนั้นมีปูชนียสถานมากมาย ล้วนน่ากราบไหว้บูชาทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดความอุตสาหพยายามจะไปประเทศทั้งสองดังกล่าว

          ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ นั่นเอง ภายหลังกลับจากกรุงเทพ ฯ แล้ว หลวงปู่ได้จาริกเข้าสู่ประเทศพม่า ทางด่านแม่สอด จังหวัดตาก ไปขลุกขลิก ลงเรือโดยสารไปมะละแหม่ง ไปเมาะตะมะ ไปนมัสการพระเจดีย์ศรีกุตร

          จากเมืองพม่า โดยสารเรือต่อไปอินเดีย ขึ้นจากเรือที่เมืองกัลกัตตา เมื่อขึ้นจากเรือแล้วต่อรถไฟไปพาราณสี เที่ยวจาริกนมัสการปูชนียวัตถุ ปูชนียสถานหลายแห่ง อยู่อินเดียไม่นานนักต้องกลับประเทศไทย เพราะขัดข้องเรื่องอาหาร

          นอกจากจาริกไปประเทศอินเดียและพม่าแล้ว หลวงปู่ยังเที่ยวจาริกไปเชียงรุ้ง เชียงตุง เข้าไปจนถึง แสนหวีและหนองแสอีกด้วย การจาริกไปตามภูมิประเทศดังกล่าวนี้ ไม่ได้ตั้งใจจะไปภาวนา ตั้งใจไปดูภูมิประเทศบ้านเมืองเขาเท่านั้น การเดินทางต้องเดินตลอดวัน ภูมิประเทศก็เป็นป่าเขาเป็นส่วนมาก

          พ.ศ. ๒๔๗๐ ญัตติเป็นพระธรรมยุต

          เดิมทีเดียว หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ยังญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายคณะมหานิกายอยู่ เมื่อออกมาปฏิบัติก็มาอยู่กับฝ่ายคณะธรรมยุต เพราะสมัยนั้น ฝ่ายมหานิกายยังไม่มีพระฝ่ายปฏิบัติ การมาอยู่ร่วมกับคณะธรรมยุต ขณะที่ออกปฏิบัติก็คือ เมื่อถึงวันอุโบสถสังฆกรรม จะไปร่วมอุโบสถสังฆกรรมกันไม่ได้ ต้องรอให้ท่านทำเสร็จเสียก่อนจึงไปขอบอกปาริสุทธิภายหลัง เพราะต่างเป็นนานาสังวาสกันและกัน

          ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ท่านเห็นความไม่เหมาะดังกล่าวแล้ว ประกอบกับหลวงปู่แหวน เป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน มีศีลาจารวัตร มีข้อวัตรปฏิบัติสม่ำเสมอ ท่านจึงอนุญาตให้หลวงปู่ญัตติใหม่ เข้าอยู่ในสังกัดเป็นพระภิกษุฝ่ายคณะธรรมยุต เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยมี ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) เป็นพระอุปัชฌย์ พระครูนพีสี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ส่วนพระอนุสาวนาจารย์ไม่ปรากฏ ญัตติ ณ พัทธสีมาวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่

          นับตั้งแต่หลวงปู่หันหน้าขึ้นสู่ภาคเหนือแล้ว ท่านไม่เคยกลับไปภาคอีสานอีกเลย ตราบจนเท่าอายุขัยของหลวงปู่ คงเป็นเพราะอากาศและสถานที่ทางภาคเหนือจะเป็นสัปปายะสำหรับหลวงปู่ การอยู่บำเพ็ญทางภาคเหนือ บางครั้งก็ได้จำพรรษาร่วมกับท่านอาจารย์ใหญ่ คือ หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สมัยเมื่อท่านยังเที่ยวบำเพ็ญอยู่ทางภาคเหนือ บางครั้งก็อยู่ร่วมกับเพื่อนสหธรรมมิก ๑ องค์บ้าง ๒ องค์บ้าง บางครั้งก็อยู่เฉพาะองค์เดียว

          ส่วนมากการเที่ยวจาริกเพื่อบำเพ็ญภาวนา ท่านจะเที่ยวจาริกอยู่แถวภาคเหนือตอนบน เช่น แม่ฮ่องสอน เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน แพร่ น่าน

          ส่วนภาคเหนือตอนล่าง ท่านจะผ่านมาเป็นครั้งคราวในฤดูแล้ง เช่น ตาก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ เป็นต้น

          สถานที่หลวงปู่จำพรรษาอยู่ทางภาคเหนือเท่าที่รวบรวมได้มีดังนี้ ถ้ำเหนือธารน้ำแม่ฮ่องสอน วัดเจดีย์หลวง สบแม่ธาตุ บ้านต้นกอก แม่พวก นาพ่อหนานปวน ดอยน้ำมัว (ดอยนะโม) ห้วยน้ำริน บ้านปง ธาตุบ้าน แต่ตลก ถ้ำเชียงดาว ถ้ำต้นธารน้ำเชียงดาว แม่ปั๋ง สถานที่จำพรรษาซ้ำ คือ แม่พวก ๓ พรรษา บ้านปง ๑๑ พรรษา ห้วยน้ำริน ๑๐ พรรษา แม่ปั๋ง ๒๒ พรรษา

          แม่ปั๋ง หลวงปู่มาอยู่ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ จนกระทั่งสิ้นอายุขัย เมื่อวันที่ ๒ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ รวมอายุหลวงปู่ได้ ๙๘ ปี ๕ เดือน ๑๗ วัน

 

หมายเหตุ
พระนาค อตฺถวโร ต่อได้รับพระราชทานตั้งสมณเป็น พระครูธรรมคุณาลังการ
ประวัติที่ท่านบันทึกไว้ เป็นต้นฉบับที่ใช้อ้างอิงในการเขียนประวัติหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ของหลายหน่วยงาน
แม้จะมีการเสริมเนื้อหาอื่นลงไปบ้าง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งลักษณะแห่งประวัติเดิมที่ท่านเคยบันทึกไว้

 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด