พระกรุวัดสัมพันธวงศ์ หรือ พระกรุวัดเกาะ
พระเครื่องชุดนี้ ตามที่ปรากฏหลักฐานจากท่านผู้มีความรู้ทางโบราณคดี
แจ้งว่า พระชุดนี้สร้างในสมัยเดียวกันกับ "วัดราชบูรณะ"
ค้นพบตามซุ้มกำแพงแก้ว พระเจดีย์ พระวิหาร และพระประธาน ของพระอุโบสถหลังเดิม
 
 
ความเก่าแก่ของวัดสัมพันธวงศ์ หรือ วัดเกาะ เยาวราช
 

พระอุโบสถทรงจตุรมุข ๓ ชั้น หลังใหม่ ของวัดสัมพันธวงศ์

           ตามประวัติว่า ใน ร.ศ.๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฐศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้มีศรัทธาใน พระพุทธศาสนาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะซึ่งเป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มีคูคลองรอบวัดสร้างมาก่อนกรุงเทพพระมหานคร

           ครั้นปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งอารามเสร็จแล้ว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเกาะแก้วลังการาม” ตามหลักฐานที่ปรากฏนี้ จึงพอประมาณได้ว่า เป็นวัดที่มีมาก่อนยุครัตนโกสินทร์

            ต่อมา ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชศรัทธาให้ทำการปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีก แต่ค้นหาหลักฐานไม่พบว่าได้ทรงปฏิสังขรณ์อะไรบ้าง

            ในสมัยชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภว่า วัดเกาะแก้วลังการาม เป็นวัดที่เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งอาราม สมควรที่จะเฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏสืบต่อไปภายหน้า เพื่อให้เกิดปิติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุลในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษของตนได้สร้างกุศลไว้เป็นเหตุเจริญศรัทธาให้บำเพ็ญกุศลตามสติกำลัง จึงโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามของวัดใหม่ว่า “วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร”

 
การค้นพบพระกรุของวัดสัมพันธวงศ์ หรือ วัดเกาะ
 

พระกรุวัดเกาะ
 
            ดังกล่าวไว้ข้างต้น วัดสัมพันธวงศ์ หรือ วัดเกาะ เป็นวัดเก่าแก่ที่มีมาแต่ก่อนกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี ทางวัดได้พบพระกรุหลายครั้งด้วยกัน

            พระกรุที่ค้นพบนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้างไว้แต่เมื่อไหร เพียงแต่สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างโบสถ์ วิหาร และกำแพงรอบโบสถ์วิหาร เพราะได้พบพระกรุมีอยู่ที่ซุ้มระหว่างโบสถ์กับวิหารเก่า ซุ้มประตูกำแพงรอบโบสถ์ วิหาร และพบท้ายสุดที่ฐานพระประธาน
การค้นพบในอดีตมี ๓ ครั้ง คือ

            ครั้งที่ ๑ ซุ้มทางเดินติดต่อกันระหว่างโบสถ์กับวิหารเก่าพังลง ปราฏว่ามีพระเครื่องชนิดนี้ ตกกระจัดกระจายอยู่ทั่ว ทางวัดจึงได้รวบรวมสร้างเจดีย์บรรจุไว้ในระหว่างโบสถ์กับวิหาร และแจกให้ต้องการออกไปบ้าง

            ครั้งที่ ๒ ซุ้มประตูกำแพงโบสถ์วิหาร ด้านทิศตะวันตกพังลงปรากฏว่า มีพระเครื่องชนิดเดียวกันนี้ ตอนแรกไม่มีใครสนใจมากนัก เกิดแตกตื่นเล่าลือกันมาก เนื่องจากทหารเรือเอาไปทดลองยิงดูที่บางนาปรากฏว่ายิงไม่ออก จึงเป็นที่แสวงหากันมากในช่วงนั้น

            ครั้งที่ ๓ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้รื้อพระอุโบสถ วิหาร และเจดีย์ พบพระเครื่องชนิดเดียวกันอีกที่ฐานพระประธาน
ในส่วนที่อยู่ใต้ฐานของพระประธานนั้น เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ โดยค้นพบคณะที่สกัดทำการเคลื่อนย้าย ได้พบพระเครื่องเนื้อชินเงินพิมพ์ต่างๆ ๆ บรรจุอยู่ในองค์พระและใต้ฐานพระเป็นจำนวนมากนับเป็นหมื่น ๆ องค์
 

พระอุโบสถหลังเดิมของวัดสัมพันธวงศ์


พระประธานภายในพระอุโบสถหลังเดิม
 

 

           พระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถเดิมไม่ปรากฏพระนาม ต่อมา ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙ ได้ถวายพระนามว่า "พระพุทธนราสภะทศพล"

            บนฐานแท่นชุกชีที่พระพุทธรูปประทับนั่งลดหลั่นกันลงมาเป็น ๓ องค์ มีพระอัครสาวกยืนซ้ายขวา ๒ องค์ พระอัครสาวกนั่งซ้ายขวา ๔ องค์ รวมบนฐานชุกชีมีพระทั้งหมด ๙ องค์

            สำหรับพระประธานองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปทีสร้างด้วยไม้ เป็นซุงคว้านไส้กลวง ภายนอกถือปูนทับ พระพาหาเป็นไม้ทั้งลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๑๑ นิ้ว สูงแต่ที่ประทับสุดพระรัศมี ๔ ศอก ๒ นิ้วครึ่ง

            พระพุทธรูปองค์รองลงมาซึ่งเป็นองค์กลาง ห้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๕ นิ้ว ปางมาวิชัย ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง องค์ล่าสุดเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ หน้าพระเพลากว้าง ๑ ศอก ๕ นิ้ว ใต้ฐานองค์พระโปร่ง มีพระมงกุฎ เครื่องราชูปโภคเบญจราชกกุธภัณฑ์ จำลองเป็นส่วนเล็ก ทำด้วยทองคำ สำหรับพระมงกุฎภายในและบริเวณรอบๆบรรจุพระอังคารของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ยอดพระมงกุฎบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๒ องค์ โดยมีผอบเป็นแก้วครอบอีกชั้นหนึ่ง

            เดิมที่เดียวทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีสิ่งต่างๆ และพระองคารบรรจุอยู่ภายใน ต่อมาในวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๒ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (หม่อมมารดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์) ผู้เป็นกุลทายาทในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้สถาปนาวัดนี้ ได้มาบำเพ็ญกุศลฉลองชนมายุครบ ๗ รอบ ที่พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์

            ก่อนที่พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ได้แจ้งแก่ทางวัดว่าประสงค์จะบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานกิจ สดับปกรณ์พระอังคารสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ผู้ทรงเป็ตนต้นราชสกุลของท่าน โดยให้พนักงานโยงผ้าภูษาโยงไปที่พระพุทธรูปองค์ล่างสุด โดยทานกล่าวยืนยันเป็นแม่นยำว่าพระพุทธรูปองค์นี้ภายในบรรจุพระอังคารของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ต้นราชสกุล "มนตรีกุล" สำหรับพระอัฐินั้นประดิษฐานอยู่ที่หอพระนาก ในพระบรมมหาราชวัง (ซึ่งแต่เดิมที่เดียวประดิษฐานอยู่ที่วังหน้าจนหอชำรุดรื้อลงในรัชกาลที่ ๕ จึงได้เชิญไปไว้ที่หอพระนาก)

            ในคราวอัญเชิญพระพุทธรูปจากพระอุโบสถหลังเดิม เพื่อนำขึ้นไปประดิษฐานบนพระอุโบสถหลังใหม่ ได้พบปูชนียวัตถุต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้น จึงนับว่าหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ท่านมีความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของต้นสกุลท่านเป็นเยี่ยม แม้จะมีอายุชราถึง ๘๔ พรรษา (ขณะที่มาบำเพ็ญกุศลในวันนั้น

            สำหรับแผ่นเงิน แผ่นนาก และแผ่นทองคำ ที่พบรวมอยู่กับพระมงกุฎ ได้จารึกอักษรขอม กล่าวถึงพระสูตร พระอภิธรรมต่างๆ ซึ่งบรรดาของมีค่าเหล่านั้น ทางวัดได้เก็บรักษาได้วเป็นอย่างดี เพื่อที่จะนำเข้าบรรจุไว้ในพระพุทธรูปองค์เดิมที่พบโดยจะได้บำเพ็ญกุศลถวายเป็นกรณีพิเศษ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ มีพระประสงค์ในคราวที่พระเทพปัญญามุนี (ปัจจุบันได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ถาวรเถระ) เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน และคณะได้นำสิ่งต่างๆไปถวายที่วังเพื่อของพระวินิจฉัยในอันที่ปฏิบัติต่อปูชนียวัตถุนั้น ทั้งนี้โดยที่พระวรวงศ์บพิตร เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นกุลทายาทผู้สูงศักดิ์ และทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของวัดสัมพันธวงศ์มาเป็นเวลาช้านาน

            ส่วนพระประธานองค์ใหญ่ ขณะที่สกัดทากรเคลื่อนย้าย ได้พบพระเครื่องเนื้อชินเงินพิมพ์ต่างๆ บรรจุอยู่ในองค์พระและใต้ฐานพระเป็นจำนวนมากนับเป็นหมื่นองค์ พระเครื่องชุดนี้ตามที่ปรากฏหลักฐานจากท่านผู้มีความรูทางโบราณคดีแจ้งว่า พระชุดนี้สร้างในสมัยเดียวกันกับกรุวัดราชบูรณะ และเมื่อสร้างแล้วนำมาบรรจุไว้ตามซุ้มกำแพงแก้วบ้าง ในองค์พระเจดีย์บ้าง ในองค์พระประธานบ้าง

            พระกุรุที่บรรจุอยู่ตามซุ้มประตูกำแพงแก้ว และในพระเจดีย์ ทางวัดได้เคยเปิดกรุนำออกแจกจ่ายแก่ประชาชนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีกครั้งหนึ่ง และนำออกในคราวรื้อซุ้มประตูเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นครั้งสุดท้าย การนำออกจากซุ้มประตูแต่ละคราวก็เจ้าเป็นซุ้มๆเฉพาะที่ต้องการ ซุ้มไหนยังไม่ได้เจาะก็ให้คงไว้ เหลือมาถึงในคราวสุดท้ายที่ทำการรื้อกำแพงแก้ว

            แต่เดิมทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีพระเครื่องบรรจุอยู่ มาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางวัดได้ดำเนินการอัญเชิญพระประธานจากพระอุโบสถเดินขึ้นสู่พระอุโบสถหลังใหม่มีการสกัดฐานเพื่อสกัดฐานเพื่อใช้รถยกพระประธานขึ้น จึงได้พบพระจำนวนมา มีพิมพ์ต่างๆ คือ

            ๑. พระทากระดาน เกศบัวตูม (มีทั้งพิมพ์ใหญ่-พิมพ์เล็ก)

            ๒. พระปางห้ามญาติ ยกพระหัตถ์ซ้ายบ้าง ยกพระหัตถ์ขวาบ้าง

            ๓. พระปางปรกโพธิ์

            ๔. พระปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้าง

            ๕. พระปางไสยาสน์

            ๖. พระปางทรงเครื่อง หรือที่นักสะสมพระเรียกว่า พระทรงธิเบต

            พระเครื่องทั้งหมด มีชนิดปิดทองก็มี ชนิดอาบปรอทก็มี ทางวัดได้นำออกให้ประชาชนบูชาเพื่อนำทุนทรัพย์สมทบทุนในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๑๕ มีประชาชนสนใจบูชาไปเป็นจำนวนมาก

รูปพระกรุที่มีการบันทึกภาพไว้ในอดีต
               
       
       
   
     
   
         
       
           
 
 

            พระกรุทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะรุ่นที่พบเมื่อคราวยกพระประธานขึ้นสู่พระอุโบสถหลังใหม่ ขณะนี้ ยังยังสามารถบริจาคบูชาได้ที่วัดสัมพันธวงศ์ (หรือ วัดเกาะ เยาวราช)ู่

 
อภินิหารของพระกรุวัดเกาะ
 

            พระเครื่องเท่าที่ได้พบในสมัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่สูงอายุเล่าลือกันสืบมาว่า ไปตรงกับเหตุการณ์ของบ้านเมืองในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่นครั้งแรกไปตรงกับกรณีพิพาทกับฝรั่งเศสเมืองจันทบุรี ถูกฝรั่งเศสยึดคราวนั้น พระเครื่องวัดเกาะไปมีชื่อเสียงปรากฏ ในหมู่ทหารเรือทางจันทบุรีเป็นส่วนมาก

            ครั้งที่สองไปตรงกับสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทหารเรือเอาไปทดลองยิงที่บางนา ปรากฏว่ายิ่งไม่ออก ก็เล่าลืออภินิหารกันไปต่าง ๆ ถึงสงครามอินโดจีน จนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ที่ได้พระเครื่องวัดเกาะไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งก่อนนั้น กรุงเทพมหานครถูกโจมตีทางอากาศอย่างหนัก ก็ไม่เคยอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นเลย เพราะเชือถือในอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องวัดเกาะ แม้พวกที่ได้รับพระเครื่องชนิดนี้ไปใช้ในสนามรบก็ปลอดภัย แคล้วคลาดไม่เป็นอันตราย โดยเฉพาะอภินิหารทางแคล้วคลาดและป้องกันอัคคีภัย นับว่าเป็นเยี่ยม เท่าที่ปรากฏแก่บุคคลในลักษณะต่าง ๆ กันเช่น


ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ถวายไทยธรรมแด่
สมเด็จพระสังฆราช (ญาโณทยมหาเถระ)
ในวันวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๖


ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์
มอบพระกรุที่ระลึกแด่ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
ในวันวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ พ.ศ. ๒๕๐๖

            เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๐๖ เป็นวันวางศิลากฤษ์พระอุโบสถหลังใหม่ที่กำลังก่อสร้างอยู่นี้ ทางวัดได้ทูลอาราธนา เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (ญาโณทยมหาเถระ) วัดสระเกศ มาเป็นประธานสงฆ์และเชิญ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตร ีเป็นประธานวางศิลาฤกษ์ เมื่ื่อเสร็จจากพิธีแล้ว ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทเทสสกเถระ) อดีตเจ้าอาวาส ได้มอบพระเครื่องที่ได้จากพระเจดีย์และซุ้มประตู กำแพง โบสถ์ วิหาร ปางต่าง ๆ กัน จำนวน ๙ องค์ เป็นที่ระลึก ซึ่ง ฯพณฯ ได้เล่าให้ท่านเจ้าอาวาสฟังว่า

            “พระเครื่องของวัดเกาะพิมพ์แบบนี้ สมัยเป็นนายทหารครั้งสงครามอินโดจีน ได้มาเข้าแถวรับแจกจากางวัด เมื่อนำไปใช้นับว่ามีอภินิหารในทางแคล้วคลาดคุ้มครองดีนัก แม้นเข้าที่คับขันก็สามารถฟันฝ่าอันตรายหนีกระสุนปืนรอดกลับมาได้”

            แต่ในครั้งนี้มีน้อย เพราะทางวัดได้พบเฉพาะซุ้มประตูด้านเดียว ยังไม่แพร่หลาย รู้จักกันเฉพาะคนภายในและผู้เคยได้รับแจกไว้คุ้มครองป้องกันตนเท่านั้น

            ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ทางวัดได้นำพระกรุวัดเกาะออกให้ประชาชนได้บูชาอีกครั้ง.

 
เปรียบเทียบ พระกรุวัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) และ พระกรุ วัดราชบูรณะ (วัดเลียบ)
 

            ข้อมูลนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับเอกสารใด ๆ ของวัด แต่ผู้จัดทำเว็บได้ค้นพบในอินเตอร์เน็ตและได้บันทึกไว้เมื่อคราวที่ทางวัดได้นำวัตถุมงคลเก่า ๆ ออกให้ประชาชนบูชาใน พ.ศ. ๒๕๔๗ ผู้จัดทำข้อมูลเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว เห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวนี้ เป็นประโยชน์ต่อการแยกแยะพระกรุดังกล่าวนี้ เพราะตามบันทึกไว้มีลักษณะใกล้เคียงกัน รวมทั้งมีการเรียกผิดจนถึงขนาดเรียกเป็นสองชื่อวัดพร้อมกัน ข้อมูลดังกล่าวนี้ค้นพบในอินเตอร์เน็ตในลิงค์นี้ http://www.saranugrompra.com/sara_09_0010.html แต่ปัจจุบันนี้ลิงค์ดังกล่าวเข้าชมมิได้แล้ว เป็นความบกพร่องที่มิได้บันทึกชื่อเสียงเรียงนามของผู้เขียนข้อมูลนี้ขึ้นในขณะนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นนี้ ขอยกให้ผู้เขียนข้อมูลนี้ขึ้นซึ่งผู้จัดทำข้อมูลมิได้บันทึกไว้ สำหรับเนื้อหาดังกล่าว มีดังนี้

            จากการจัดนิทรรศการการประกวดพระเครื่องฯในปัจจุบันเกือบจะทุกงานก็ว่าได้ ที่บรรจุรายการประกวดพระวัดเลียบ-วัดเกาะ เข้าในรายการประกวดรายการเดียวกัน คือว่าในรายการนี้ใครจะส่งพระวัดเลียบหรือวัดเกาะก็ได้ทั้ง 2 วัด ด้วยเหตุผลอันใดมิทราบได้ ทั้งๆ ที่ทั้งสองวัดนั้น มีความแตกต่างกัน นอกจากนั้นยังพิมพ์รายการกำหนดไว้อีกด้วยว่าเป็นชินตะกั่ว ถ้าท่านไม่เชื่อโปรดไปหารายการประกวดพระเก่าๆ ที่ผ่านมาดูนะครับ

            เข้าใจว่าที่เป็นเช่นนี้คงจะมาจากการคัดลอกรายการประกวดพระต่อๆ กันมา ซึ่งผู้กำหนดรายการครั้งแรกอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องของ พระวัดเกาะและวัดเลียบอย่างถ่องแท้นั่นเอง จึงอยากจะเสนอแนะว่าควรจะมีการแก้ไขให้ถูกต้องเพื่อคนรุ่นหลังที่เข้าสู่วงการจะไม่สับสน ถ้าเป็นไปได้ควรจะแยกรายการออกเป็น 2 รายการ คือ พระวัดเลียบรายการหนึ่ง และพระวัดวัดเกาะอีกรายการหนึ่งและก็เป็นเนื้อชินเงินนะครับมิใช่ ชินตะกั่ว เพราะชินตะกั่วจะไม่ขาววับเหมือนกับเงินและไม่มีรอยแตกระเบิด โปรดดูภาพประกอบการแตกระเบิดของพระทั้ง สองกรุนี้ หูตาจะได้สว่างขึ้น แต่ก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งคือ ขณะนี้มือปลอมพระได้สร้างเป็นเนื้อตะกั่วลงรักปิดทองออกขายแล้ว เผลอๆอาจจะมีการติดรางวัลไปแล้วบ้างก็ได้ จึงอยากจะฝากให้เพื่อนผองน้องพี่ที่เข้ามาสู่วงการใหม่ๆ อย่าได้ผลีผลามเช่าหาโดยคิดว่าเป็นของถูกไม่มีการเก๊ ผิดถนัดครับถูกแพงถ้าขายได้ดีมีเก๊ทุกชนิดแหละท่าน ของแท้เป็นเนื้อชินเงิน ชินตะกั่ว ชินเขียว ต่างกันอย่างไร เอาไว้โอกาสหน้าจะเขียนมาสาธยายให้ฟังใหม่ ตอนนี้มาเข้าเรื่องพระวัดเลียบ-วัดเกาะต่อไป

            ได้กล่าวถึงเนื้อหาของพระทั้ง 2 วัดไปแล้ว คือ เนื้อหาเหมือนกันคือเป็นชินเงิน มีการปะทุแตกระเบิดประปรายอยู่เป็นบางจุดเฉกเช่นเดียวกับพระชินเงินทั่วๆไป ส่วนพิมพ์นั้นถ้าดูด้านหน้าจะคล้ายๆ กันหมดทุกพิมพ์ นี่คือสาเหตุให้ผู้กำหนดรายการประกวดพระชั้นต้นเข้าใจผิดคิดว่าเหมือนกัน

            พระวัดเลียบด้านหลังจะกลมเป็นลักษณะลอยองค์ ส่วนพระวัดเกาะด้านหลังจะแบนคือเป็นลักษณะครึ่งซีก โปรดดูภาพประกอบจะทำให้เข้าใจยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้คือความแตกต่างระหว่างพระวัดเลียบ-พระวัดเกาะ

ภาพการเปรียบเทียบของพระกรุทั้งสองวัด
 

ลักษณะของพระกรุวัดเลียบ

ลักษณะของพระกรุวัดเกาะ

            วัดเลียบหรือชื่อในปัจจุบันก็คือ วัดราชบูรณะ ตั้งอยู่เชิงสะพาน พระพุทธยอดฟ้า กทม. วัดนี้มีพระกรุที่ขึ้นชื่อลือชาจนได้รับสมญานามว่า พระรอดเมืองใต้ คือพระขรัวอีโต้ลอยน้ำ และพระกรุอาจารย์เมฆ ซึ่งจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

            พระกรุวัดเลียบที่เรากำลังกล่าวถึงในขณะนี้แตกกรุเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2488 ตอนบ่าย เนื่องจากฤทธิ์ระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ทิ้งลงทำให้พระอุโบสถรวมทั้งถาวรวัตถุชำรุดเสียหายทั้งหมด คงเหลือแต่พระประธานองค์เดียวที่ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ฐานพระประธานหรือชุกชีเผยอเอนไปด้านหลังทำให้พบพระกรุวัดเลียบที่กล่าวมานี้ โดยมีจำนวนมากประมาณ 2 กระสอบ มีหลายพิมพ์ เช่น พิมพ์สมาธิใหญ่ พิมพ์สมาธิเล็ก พิมพ์นาคปรก พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ไสยาสน์ พิมพ์ห้ามญาติ พิมพ์ห้ามสมุทร พิมพ์ห้ามแก่นจันทร์ ทุกพิมพ์เป็นเนื้อชินเงิน ปิดทองก็มีไม่ปิดก็มี ในองค์ที่ไม่ปิดทองจะเห็นเป็นปรอทซีดขาวจับ มีการระเบิดปริเป็นชั้นๆ แสดงถึงความเก่าเป็นร้อยปี จากการสันนิษฐานว่าพระกรุนี้คงจะสร้างราวๆ สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งพระองค์ท่านเป็นผู้บูรณะและทรงสร้างพระอุโบสถหลังใหม่คงจะมีการบรรจุพระพิมพ์ชินเงินเหล่านี้ไว้ใต้ฐานชุกชีพระประธานด้วย

            ดังนั้น จึงจัดเข้าข่ายในวัตถุโบราณที่มีอายุการสร้างไม่ต่ำกว่า 180 ปี มาแล้ว ขณะนี้ยังไม่สายพอที่จะหาเก็บไว้สักการะบูชา เพราะว่าพระกรุเด่นทั้งด้านเนื้อหา ศิลปะ อายุ และราคาที่คนอย่างเราๆ ท่านๆ พอที่จะไขว่คว้ามาชมได้อย่างไม่ค่อยจะเดือดร้อนเท่าใดนัก แต่ต่อไปอนาคตภายหน้าอาจจะหากันฝุ่นตลบ


            วัดเกาะในปัจจุบันมีนามเป็นทางการว่า วัด สัมพันธวงศ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กทม. มูลเหตุของการพบพระกรุนี้ ซึ่งกรุแตกออกมา ถึง 3 ครั้งเช่นเดียวกับพระกรุวัดสามปลื้ม คือ

            ครั้งที่ 1 ซุ้มทางเดินระหว่างพระอุโบสถกับวิหาร ได้พังลงมาทำให้พระเครื่องต่างๆ ตกกระจัดกระจายลงมาเป็นอันมากซึ่งทางวัดได้เก็บรวบรวมเอาไว้และแจกให้ผู้ต้องการไปสักการะบูชาบ้าง ส่วนหนึ่งได้นำไปบรรจุในพระเจดีย์ที่สร้างขึ้นใหม่

            ครั้งที่ 2 ซุ้มประตูกำแพงโบสถ์วิหาร ด้านทิศตะวันตกพังทะลายลงมาปรากฏว่ามีพระเครื่องชินเงินเช่นเดียวกับที่พบในครั้งแรกตกอยู่ทั่วไป แต่ในครั้งนี้ไม่ค่อยจะมีผู้สนใจมากนัก ต่อมาได้มีกลุ่มพวกทหารเรือได้เก็บไปและทดลองยิงปรากฏว่า ลูกปืนเกิดด้านขึ้นมา จึงเกิดการแตกตื่นแห่กันมาเอาไปจนหมดสิ้น

            ครั้งที่ 3 ทางวัดได้ทำการรื้อพระอุโบสถ วิหารและพระเจดีย์เพื่อทำการปฏิสังขรณ์ใหม่ จนวันที่ 15 เมษายน 2515 ทางวัดได้ทำการอัญเชิญพระประธานในพระอุโบสถหลังเก่าขึ้นมาประดิษฐานในพระอุโบสถหลังใหม่ จึงได้พบพระเครื่องที่เป็นชินเงินล้วนๆ มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระวัดเลียบดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้แล้วมีจำนวนหลายแบบหลายพิมพ์ดังนี้ (บางส่วน)


พิมพ์มารวิชัยใหญ่-เล็ก
(พระพิมพ์นี้ปรมาจารย์ด้านพระเครื่องผู้หนึ่งซึ่งได้ลาลับไปแล้วยกย่องว่า ให้เป็นวัดท่ากระดานกรุงเทพฯ
หรือ อีกนัยหนึ่งคือ ขุนศึกแห่งแม่น้ำเจ้าพระยา คู่กับขุนศึกลุ่มแม่น้ำแม่กลอง คือ ท่ากระดานกาญจนบุรี นั่นเทียว)


พิมพ์สมาธิ พิมพ์ห้ามญาติ พิมพ์ห้ามสมุทร พิมพ์ปรกโพธิ์ พิมพ์ไสยาสน์ และพิมพ์ทรงเครื่องหรือพิมพ์ธิเบต

            ในการพบพระกรุนี้จะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเสมอเล่ากันว่าในการพบครั้งที่ 1 ตรงกับกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส ครั้งที่ 2 ตรงกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้น ทำให้ผู้ที่มีพระเครื่องกรุนี้อยู่ในครอบครองต่างเชื่อมั่นในอภินิหารต่างๆ เช่น นำติดตัวไปในสมรภูมิชายแดนด้านจันทบุรีและการแคล้วคลาดจากภัยทางอากาศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะเรื่องแคล้วคลาดนั้นถือว่าเป็นเยี่ยม

            เท่าที่หลักฐานปรากฏก็คือเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2506 ซึ่งเป็นวันที่ทางวัดจัดให้มีการวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถที่กำลังสร้างใหม่จึงได้ทูลอาราธนา สมเด็จพระสังฆราชญาโณทยมหาเถระ (อยู่ ญาโนทัย) วัดสระเกศ มาเป็นประธานฝ่ายบรรพชิตและได้เชิญ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นมาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์

            หลังจากเสร็จพิธีแล้ว พระมหารัชมังคลาจารย์เจ้าอาวาสได้มอบพระเครื่องที่ได้จากกรุจำนวน 9 องค์ 9 พิมพ์ทรง เพื่อเป็นที่ระลึก แด่ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ได้รับพระมาพิจารณาแล้วจึงได้ เล่าให้กับท่านเจ้าอาวาสฟังว่า

            พระเครื่องของวัดเกาะพิมพ์แบบนี้สมัยเมื่อเป็นทหารสมัยสงครามอินโดจีนได้มาเข้าแถวรับจากทางวัดเมื่อนำไปใช้นับว่ามีอภินิหารในทางแคล้วคลาดคุ้มครองดีนักแม้เข้าที่คับขันก็สามารถฟันฝ่าอันตรายหนีกระสุนปืนกลับมาได้
ถึงอย่างไรก็ตามพระกรุวัดเกาะก็จัดว่าเป็นพระของดีราคาถูกที่บรรดาเซียนมองข้ามไป จึงเป็นโอกาสที่ดีที่เราๆ ท่านๆ ประเภทเบี้ยน้อย หอยไม่น้อยจะได้เช่าเก็บไม่ยาก เพราะว่าในปัจจุบันยังมีให้เลือกหาอยู่ตามสนามทั่วๆ ไป ไม่แน่นักนะครับ หากข้อเขียนนี้ตีพิมพ์ออกไป อาจจะมีของ เก๊เกลื่อนตา ของแท้ถูกผู้รู้เก็บเข้ารังเสียหมดแล้วก็ได้ใครจะไปรู้ใช่ไหมเพ่

            ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความหวังดีของนักนิยมสะสมคนหนึ่งที่หวังอยากเห็นความเจริญความก้าวหน้าและความถูกต้องของวงการพระเครื่องในยุคปัจจุบัน ที่หลายฝ่ายต่างมุ่งมั่นทีจะให้เป็นบรรทัดฐานเพื่อจรรโลงให้เป็นมรดกชาติสืบไปในอนาคต ข้อเขียนนี้เป็นการติเพื่อก่อล่อเพื่ออยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงถ้าไม่เชื่อโปรดดูภาพเปรียบเทียบของพระทั้ง 2 วัด ที่นำเสนอไว้ แต่ละพิมพ์ มิได้เหมือนกันทุกประการอย่างที่เข้าใจกันเพียงแต่คล้ายๆ กันเท่านั้นเอง เรายังมีเรื่องทำนองนี้ที่จะนำมาเสนออีกต่อไปอีกหลายเรื่อง ว่างๆ จะเก็บมาเล่าให้ฟัง เอ๊ย เขียนให้อ่านอีกในตอนต่อๆ ไป

            ทั้งพระวัดเลียบและวัดเกาะได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้าย คงจะมิต้องบรรยายสรรพคุณอะไรต่างๆ อีกต่อไป สมญานามที่นักนิยมสะสมพระเครื่องรุ่นเก่าที่มอบให้แก่พระกรุทั้ง 2 กรุนี้คือ พระรอดเมืองใต้ และ ท่ากระดานลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา คงมิได้ตั้งเล่นโก้ๆ ถ้าไม่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ประจักษ์ตามหลักฐานที่ปรากฏดังเช่นระเบิดที่ทิ้งลงมาทางอากาศ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทุกสิ่งพินาศราบเลียบเป็นหน้ากลอง เหลือแต่พระประธานที่มีชื่อเรียกว่า พระเทพนิมิต ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 4 ศอก เพียงองค์เดียวเท่านั้นที่ไม่พังหรือชำรุดเสียหายแต่อย่างใด ลองนึกดูเอาเองก็แล้วกันว่าศักดิ์สิทธ์ขนาดไหน ส่วนพระวัดเกาะก็เหมือนกัน ถ้าพุทธคุณไม่เด่นดังหรือไม่แน่จริง ผู้นำประเทศในยุคที่ ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบเองแต่ผู้เดียว จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านคงจะไม่เอ่ยปากบอกเล่ากับท่านเจ้าอาวาสและได้มีนักเขียนสารคดีพระเครื่องนำไปตีพิมพ์ใน นสพ.รายวันในยุคกระโน้นมาแล้ว ขอให้ทุกท่านที่หวังจะเก็บสะสมพระเครื่องทั้ง 2 กรุจงโชคดีมีอย่าได้มีของเก๊มาแผ้วพานของแท้นั้นเป็นพระชินเงิน มีรอยระเบิด ปริ ประทุเช่นเดียวกันกับพระกรุเก่าที่เป็นชินเงินทั้งหลายแหล่

            นอกจากนั้น ณ วัดเกาะ(วัดสัมพันธวงศ์) แห่งนี้ ยังมียอดพระเกจิอาจารย์ที่น่าศรัทธาในจริยวัตรและเพียบพร้อมไปด้วยพุทธคุณอุดมไปด้วยบริสุทธิ์ศีล จนคุณแม่อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติมถวายตัวเป็นศิษย์และร่วมสร้าง พระพุทธโธน้อย ซึ่งดังกระหึ่มทั่ววงการเป็นที่โจทย์ขานกันเมื่อประมาณ 10 ปี ที่แล้วจนถึงปัจจุบัน นั่นคือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าพระคุณพระมหารัชมังคลาจารย์ ยอดพระคณาจารย์ที่อยู่ในหัวใจของชาวระยององค์หนึ่ง คงไม่นานเกินรอที่เราจำนำเสนอเพื่อผ่านวงการต่อไป อย่าพึ่งทอดทิ้งไปก่อนก็แล้วกัน สวัสดี.

 
----------------
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด