พิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่
วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร
แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
 
 

         คำกล่าวรายงาน ของ พลเอก หลวงสถิตยุทธการ นายกสมาคมสัมพันธวงศ์ ในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถใหม่ วัดสัมพันธวงศาราม วันพุธที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เวลา ๑๘.๓๘ นาฬิกา

         ขอประทานกราบเรียน ฯ พณ ฯ นายกรัฐมนตรี

         ในนามของคณะฏรรมการจัดงาน คณะสงฆ์และสัปปุรุษวัดสัมพันธวงศ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชนผู้มาร่วมในพิธี ข้าพเจ้าขอขอบคุณ ฯ พณ ฯ นายกรัฐมนตรี เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้กรุณาสละเวลาอันมีค่ามาเป็นประธานในพิธีอันสำคัญของวัดครัังนี้ เราทุกคนตระหนักดีว่า ฯ พณ ฯ มีภาระกิจที่จะต้องบริหารแทบจะหาเวลาว่างไม่ได้เลย การที ฯ พณ ฯ กรุณารับมาเป็นประธานในงานนี้ จึงเป็นข้อที่ทราบซึ้งประทับใจของเราทุกคน ยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบ

         ก่อนที่จะถึงเวลาอันเป็นศุภฤกษ์มงคล ข้าพเจ้าใคร่ขอกราบเรียนรายงานความเป็นมาของพระอาราม และของพระอุโบสถหลังเก่า และที่จะก่อสร้างขึ้นใหม่ โดยสังเขป

         ตามประวัติที่สามารถค้นย้อนหลังไปได้ ปรากฏว่า วัดนี้มีมาก่อนที่กรุงเทพ ฯ จะเป็นราชธานีของไทย เดิมีชื่อว่าวัดเกาะ เพราะเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำ เป็นสถานที่สงบเงียบ เหมาะอย่างยิ่งแก่การบำเพ็ญสมณธรมของพระสงฆ์ ครั้นต่อมา แม่น้ำเจ้าพระยาเปลี่ยนทางเดินห่างจากหน้าวัดออกไปมาก ทางน้ำที่เคยไหลรอบบริเวณวัดก็ตื้นเขิน จนกระทั่งที่ตั้งวัดหมดสภาพความเป็นเกาะ แต่ประชาชนก็ยังนิยมเรียกวัดนี้ว่า "วัดเกาะ" จนทุกวันนี้

         มาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ แห่งราชจักรีวงศ์ ได้ทรางสร้างกรุงเทพฯเป็นราชธานี ในโอกาสนั้น ได้โปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษืมนตรี ซึ่งเป็นบรรพบุรุษต้นตระกูล "มนตรีกุล" กระทำการปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ใหม่ทั้งหมด การปฏิสังขรณ์เริ่มลงมือเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๙ หรือ ร.ศ.๑๕ หลายปีจึงสำเร็จ เมื่อสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงปฏิสังขรณ์เสร็จแล้ว ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง และได้รับพระราชทานนามว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" พระอุโบสถและบางส่วนของพระวิหารคตที่เห็นอยู่นี้ ก็ก่อสร้างมาในยุคเดียวกับวัด

         ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาปฏิสังขรณ์พระอารามอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่

         มาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร" เพื่อเป็นอนุสรณ์ และเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ปฏิสังขรณ์พระอารามในรัชกาลที่ ๑ ดังกล่าวแล้ว

         วัดสัมพันธวงศ์ แม้จะเป็นวัดขนาดเล็ก แต่เนื่องจากทางวัดได้ส่งเสริมการศึกษา และการปฏิบัติธรรม และจัดระเบียบการปกครองภายในวัดอย่างรัดกุม ผลจึงปรากฏว่า ได้มีพระภิกษุสามเณรจากทุกภาคในประเทศไทย มาอยู่จำพรรษาที่วัดนี้มากขึ้นโดยลำดับ ทำให้เสนาสนะที่อยู่อาศัยแออดัยัดเยียดเป็นอันมาก

         อนึ่ง เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้า มีประชาชนและบ้านเรือนหนาแน่น ทางวัดได้เพียรพยายามทุกวิถีทางที่จะขยายเสนาสนะ ตลอดจนพระอุโบสถและพระวิหาร ให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับพระภิกษุสามเณรและให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะการเจรจาตกลงกับประชาชนผู้อยู่อาศัยในที่ธรณีสงฆ์รอบ ๆ วัด กระทำได้โดยยากมาก จนกระทั่งมาในสมัยรัฐบาลปฏิวัติ ซึ่งมี ฯ พณ ฯ ได้กรุณารับเป็นประธานปรับปรุงวัดนี้ด้วย โครงการปรับปรุงทั้งภายในวัดและในที่ธรณีสงฆ์ จึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจังและก้าวหน้ามาโดยลำดับ

         การปรับปรุงครั้งนี้ ทางวัดได้วางผังสิ่งปลูกสร้างภายในวัดใหมท่แทบทั้งหมด หน้าวัดเดิมหันลงทางแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะได้หันไปทางถนนทรงสวัสดิ์ต่อไป ในการวางผังปรับปรุงสิ่งก่อสร้างภายใน คณะกรรมการเห็นว่า พระอุดบสถและพระวิหารเดิม ซึ่งสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงสร้างไว้นั้น มีอายุ ๑๖๗ ปีแล้ว จึงชำรุดทรุดโทรมมาก และมีขนาดเล็ก ไม่พอปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุ-สามเณร จึงควรจัดสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับความเจริญของวัดในยุคปัจจุบัน จึงได้จัดให้มีงานพิธีวางศิลาฤกษ์ขึ้นในวันนี้ และได้เรียนเชิญ ฯ พณ ฯ มาเป็นประธาน

         พระอุโบสถหลังนี้มีขนาดกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๔๙ เมตร สูง ๓๙ เมตร และโดยที่บริเวณวัดมีเนื้อที่จำกัดเพียง ๒๑ ไร่ แบ่งเป็นที่จัดผลประโยชน์เสีย ๑๑ ไร่เศษ ก็คงเป็นสังฆาวาสและพุทธาวาสเพียง ๘ ไร่เศษที่สังฆาวาสนี้ก็ได้จัดสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้มากพอแล้ว ไม่มีที่พอที่จะจัดสร้างโรงเรียนพระปริัยัติธรรม และศาสนาการเปรียญใหม่ได้

         ดังนั้น ในการสร้างพระอุโบสถครั้งนี้ จึงได้สร้างให้เป็น ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ ใช้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาิทิตย์ สำหรับเยาวชนและประชาชน รวมทั้งห้องแสดงพิพิธภัณฑ์ของวัด ชั้นที่ ๒ ใช้เป็นหอประชุมหรือศาลาการเปรียญ ชั้นที่ ๓ เป็นพระวิหารและพระอุโบสถ สำหรับทำสังฆกรรม

         เพราะฉะนั้น การสร้างพระอุโบสถหลังนี้ จึงเท่ากับเป็นการสร้างโรงเรียนและศาลาการเปรียญของวัดด้วย งบประมาณก่อสร้าง ๓,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามล้าห้าแสนบาท) ขณะนี้ทางวัดมีทุนอยู่แล้ว ๒,๒๐๐,.๐๐๐.๐๐ บาท ยังขาดเงินอีกประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท เงินจำนวนนี้ทางวัดหวังว่าจะแบ่งเงินผลประโยชน์ของวัดมาใช้จ่ายส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาบริจาคร่วมด้วย และโดยที่เมื่อทางวัดทำการรื้อถอนเจดีย์เก่าของวัดนั้น ได้พบพระเก่าในกรุพระเจดีย์จำนวนหนึ่ง ซึ่งได้จัดไว้สำหรับสมนาคุณแก่ผู้บริจาคสมทบทุนในการสร้างพระอุโบสถคราวดนี้ด้วย

         บัดนี้ ได้เวลาอันเป็นอุดมมงคลแล้ว ข้าพเจ้าขอเชิญ ฯ พณ ฯ ได้กรุณาวางศิลาฤกษ์ เพื่อเป็นสิริมงคลในการก่อสร้างพระอุโบสถต่อไป.

 

         คำกล่าวตอบ ของ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี ในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถใหม่ วัดสัมพันธวงศาราม วันพุธที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เวลา ๑๘.๓๘ นาฬิกา

          พระคุณเจ้าที่เคารพ ฝ่าพระบาท และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

          ตามที่นายกสมาคมสัมพันธวงศ์ ได้กล่าวในนามคณะสงฆ์ คณะกรรมการจัดงานสัปบุรุษวัดสัมพันธวงศ์ ตลอดจนพุทธศาสนิกชน เชิญข้าพเจ้าเป็นประธานในมณฑลพิธี เพื่อวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถที่จัดสร้างขึ้นใหม่ แทนของเก่าที่เล็กและชำรุดทรุดโทรม ไม่สะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุสามเณรนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง

          ตามรายงานที่กล่าวมาปรากฏว่า พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ ได้เอาพระวิหาร ศาลาการเปรียญ (หอประชุม) โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สำหรับเยาวชนประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน โดยสร้างเป็น ๓ ชั้น เฉพาะชั้นที่ ๓ เป็นพระวิหารและพระอุโบสถสำหรับทำสังฆกรรมนั้น เป็นความคิดที่แยบคายในด้านประหยัดพื้นที่และทุนการก่อสร้าง เพราะทุกวันนี้ที่ดินย่านกลางพระนคร หาไม่ได้โดยง่าย หากจะได้มาก็ต้องซื้อด้วยราคาแพง ซึ่งไม่ต้องด้วยวัตถุประสงค์ สำหรับวัดสัมพันธวงศ์นี้ แม้พื้นที่ของวัดมีอยู่ ๒๑ ไร่ก็จริง แต่แบ่งเป็นที่จัดผลประโยชน์แก่วัดเสีย ๑๑ ไร่ ส่วนที่เหลืออีก ๘ ไร่เศษ ก็ได้ปลูกสร้างเป็นสังฆาวาสและถาวรวัตถุไว้เป็นอันมาก การสร้างพระอุโบสถใหม่เป็น ๓ ชั้น โดยรวมสถานต่าง ๆ ไว้ด้วยแต่ละชั้น จึงเป็นการกระทำที่มีเหตุผลอันสมควร

          วัดสัมพันธวงศาราม หรือ ที่เราเรียกกันอย่างสามัญว่า "วัดเกาะ" นี้ เป็นวัดที่มีเกียรติ ประวัติสูง และมีชื่อเสียงมาแต่แรกสร้าง ตามที่นายกสมาคมรายงานก็เป็นวัดที่สร้างมาแล้วเกือบ ๒๐๐ ปี ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกศรัทธาชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง สิ่งก่อสร้างภายในพระอารามได้รับการดูแลบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นอย่างดี เว้นแต่สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมถึงขนาด สุดวิสัยจะบูรณะปฏิสังขรณ์ก็ต้องจัดสร้างใหม่ เช่นพระอุโบสถและพระวิหารเดิม เป็นต้น

          ตามความเห็นโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัดวาอาราม ที่จะเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เคารพสักการะและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนนั้น อย่างน้อยต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ

          ๑. ภายในวัดมีสิ่งปลูกสร้างเป็นระเบียบ สะอาด มีสังฆาวาสอยู่ในที่สงัดเป็นที่สัปปายะแก่ผู้ที่เข้าไปสู่ที่นั้น

          ๒. มีระเบียบการปกครองในวัดอย่างรัดกุม พระภิกษุสามเณรมีการปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการศึกษาอยู่ระดับสูงโดยทั่วกัน ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ

          ๓. มีการเกื้อกูลอำนวยประโยชน์แก่ประชาชน ชาวบ้าน ตามควรแก่สมณวิสัย เพราะวัดกับบ้านย่อมต้องอาศัยกัน โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร มีความเป็นอยู่จากการบิณฑบาตของชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุสามเณรควรจะอำนวยประโยชน์ด้านจิตใจให้แก่พุทธศาสนิกชน หรือประชาชน ตามสมควรโดยพรหมวิหารธรรม

          ทั้งสามประการนี้ ถ้าสามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้วัดวาอารามเป็นบุณยสถานของผู้แสวงบุญอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเห็นใจวัดสัมพันธวงศ์เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เพียรพยายามปรับปรุงวัดด้วยความลำบากยากเย็น เพราะวัดสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน เป็นวัดที่อยู่ในย่านกลางชุมนุมอย่างหนาแน่น ทั้งนี้เป็นด้วยบ้านเมืองเจริญมากขึ้น ประชาชนพลเรือนก็มากขึ้นเป็นทวีตรีคูณ เป็นเหตุให้มีบุคคลที่ไม่มีที่อยู่อาศัยได้เข้ามาปลูกสร้างในที่ดินของวัดมากราย จนเป็นภาระหนักแก่วัดในการขอให้บุคคลเหล่านั้น ขยับขยายออกจากที่อันเป็นเขตปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลสมัยปฏิวัติ ที่เร่งรัดการพัฒนาแหล่งชุมชน ดั่งได้กระทำอยู่ในทุกวันนี้ ข้าพเจ้าขอชมเชยท่านเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัดเป็นอันมาก ที่ได้พยายามปรับปรุง ข้าพเจ้าหวังว่า ในอนาคต วัดคงจะพยายามตกลงกับบุคคลที่เข้ามาพำนักอยู่ในเขตที่ต้องปรับปรุงกันด้วยดี มีเหตุผล เพราะบุคคลเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นพุทธศาสนิกชน และสาธุชนผู้ต้องการเห็นความเจริญของวัด เพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งคงจะให้ความร่วมมือโดยทั่วกัน

          ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่านทั้งหลาย ได้พร้อมกันน้อมจิตอธิษฐานอาราธนาคุณ พระศรีรัตนตรัย คุณเทพยดาผู้พิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา และด้วยบุญญานุภาพของ สมเด็จกรม หลวงพิทักษ์มนตรี ผู้แรกสร้างพระอารามแห่งนี้ และของท่านบรรพบุรุษบุรพาจารีย์ ซึ่งเป็นผู้ทำนุบำรุงพระอารามนี้แต่ต้นมา และด้วยอานุภาพแห่งกุศลเจตนาของเราทั้งมวล ได้ดลบันดาลให้การก่อสร้างพระอุโบสถได้บรรลุความสำเร็จดั่งมโนปณิธาน เป็นที่ตั้งแห่งความสมัครสมานสามัคคีรสของหมู่พระภิกษุสมณะ ตามพระพุทธประสงค์ทุกประการ

          วาระนี้ ได้ศุภมงคลฤกษ์แล้ว ข้าพเจ้าจะได้วางศิลาฤกษ์พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ ณ บัดนี้.

ภาพงานวางศิลาฤกษ์ พระอุโบสถหลังใหม่ วัดสัมพันธวงศ์
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๐๖
--------------------------

ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
และแขกผู้มีเกียรติมาถึงบริเวณพิธี

พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาส
จุดเทียนน้ำมนต์
   

พลเอก หลวงสถิตยุทธการ นายกสมาคมสัมพันธวงศ์
กล่าวรายงานการก่อสรางพระอุโบสถหลังใหม่

ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
กล่าวตอบ
   

สมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ
เจริญชัยมงคลคาถา

ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์
   

ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์

พระเดชพระคุณเจ้าอาวาสสนทนาธรรมกับ
ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
   

ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
ถวายเครื่องไทยธรรม

พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ มอบของที่ระลึก
แ่ก่ ฯ พณ ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี
   

แขกผู้มีเกียรติ
มาร่วมงานมากมาย

ท่านเจ้าอาวาสชี้แจงการสร้างพระอุโบสถ
แก่นายกเทศมนตรีและอธิบดีกรมการศาสนา

 เอกสารอ้างอิง

         ๑. หนังสือ ตำนานและประวัติโดยสังเขป ของวัดสัมพันธวงศ์ พิมพ์เ็ป็นที่ระลึกในการสมโภชหิรัณยบัฎ
             พระมหารัชชมังคลาจารย์ พ.ศ. ๒๕๐๗

         ๒. หนังสือ อนุสรณ์งานวันอดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ปีที่ ๗๐ พ.ศ. ๒๕๓๐

         ๓. หนังสือ ร้อยปี พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถระ) พ.ศ. ๒๕๒๙

 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด