อัตตชีวประวัติ
คุณแม่ แม่ชีบุญมี เวชสาร
บ้านพักอุบาสิกา วัดสัมพันธวงศ์
แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานค




 
ชาติภูมิ

คุณแม่ แม่ชีบุญมี เวชสาร  เกิดเมื่อวันพุธที่ ๓๐ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ (ปีฉลู) ณ บ้านเลขที่ ๙๖ หมู่ที่ ๔ บ้านโพนงาม ตำบลเอือดใหญ่ อำเภอศรีเมืองใหม่ (เมื่อก่อนขึ้นอำเภอโขงเจียม) จังหวัดอุบลราชธานี 

ต่อมา มารดาได้ย้ายมาอยู่ที่ บ้านเลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๖ บ้านนิมิตรใหม่พัฒนา ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี 

บิดา นายสุด เวชสาร  มารดา นางเทา เวชสาร (ตันสิงห์) เป็นบุตรคนที่ ๒ ในจำนวนพี่น้อง ๒ คน คือ  ๑.นางแทน  เปรมอารีย์  ๒.แม่ชีบุญมี  เวชสาร 

เมื่อมีอายุได้ ๗ ปี มารดาได้พาย้ายไปอยู่ที่บ้านยอดดอนชี หมู่ที่ ๑ ตำบลกุดชมภู  อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

 
การศึกษา 

คุณแม่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งถือว่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานในสมัยนั้นจาก โรงเรียนโรงเรียนพิบูล “วิภาคย์วิทยากร” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น โรงเรียนอนุบาลพิบูลมังสาหารวิภาคย์วิทยากร) อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

 
ชีวิตในวัยเด็ก 

        ในสมัยเด็กๆ มารดาและบิดาได้สอนให้คุณแม่เป็นคนมีศีลธรรม อย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน และช่วยใครได้ให้ช่วยเหลือ ด้วยการอบรมสั่งสอนของมารดาและบิดา ได้ส่งเสริมให้ท่านเป็นป็นผู้จิตใจเมตตากรุณามาตั้งแต่วัยเด็ก วันหนึ่ง พี่เขยของท่านบอกให้เอาไหลไปฆ่าเพื่อทำอาหาร โดยวิธีจับปลาไหลผูกไว้ แล้วเอาขี้เถ้าไปรูดจนกว่าปลาไหลจะตาย ด้วยความที่เป็นผู้มีจิตใจเมตตาต่อสัตว์ คุณแม่ได้ยินแล้วฆ่าไม่ลง จึงได้ปล่อยปลาไหลลงน้ำไป ทำให้ถูกพี่เขยทำโทษโดยให้ทานข้าวเปล่าอย่างเดียวในเย็นวันนั้น ตั้งแต่นั้นมา ทุกคนภายในครอบครัวก็ไม่มอบหมายให้ท่านทำหน้าที่นั้นอีกเลย เพราะเกรงว่าท่านจะปล่อยไปหมดนั่นเอง

 
การประกอบสัมมาชีพ 

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับในสมัยนั้นแล้ว คุณแม่ไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่อ มีความสนใจเรื่องค้าขาย โดยเริ่มทำงานค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเอาผักและแตงไปขายที่ตลาด ทำการค้าขายอย่างนี้เรื่อยมาจนมีอายุ ๑๗ ปี จากนั้นได้ไปเรียนเย็บผ้าอยู่ ๖ เดือน แต่เรียนไม่จบ 

เมื่ออายุ ๑๘ ปี ท่านพอจะมีทุนอยู่ จึงลงทุนไปซื้อสินค้าจากกรุงเทพฯ นำไปขายที่ปากเซ ประเทศลาว เมื่อเดินทางกลับ ท่านซื้อสินค้าจากลาวมาขายในประเทศไทย ทำกำไรได้อีกต่อหนึ่ง 

ต่อมา ท่านได้ไปกราบพระอาจารย์ประเสริฐ วัดวารินทราราม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี และกราบเรียนท่านว่าอยากออกบวช พระอาจารย์ตอบกลับว่า บวชอะไร อายุยังน้อยอยู่เลย เดี๋ยวจะมาพาพระสึกหนีหรอก ท่านจึงยังไม่มีโอกาสได้บวช แล้วกลับมาทำการค้าขายต่อ 

โดยการค้าขายครั้งนี้ คุณแม่จ้างรถไปซื้อมันสำปะหลังที่ไร่เพื่อนำมาขายส่งที่โรงงาน ถึงฤดูกาลมะม่วงสุก ท่านไปรับมะม่วงมาขายที่ตลาด แล้วรวมรายได้ทั้งหมดมาเป็นค่าใช้จ่ายส่งเสียสมาชิกในครอบครัวถึง ๙ คน 

จากนั้น คุณแม่ได้ยึดอาชีพรับจ้างนำสินค้าไปขายที่ประเทศลาว ดำเนินธุรกิจเรื่อยมาจนสามารถมีกิจการเป็นของตัวเอง เหตุที่ต้องทำธุรกิจอย่างหนักและต่อเนื่อง เพราะต้องรับผิดชอบครอบครัวทั้งหมด


 
คำทำนายพระอาจารย์ท้วม

จวบจนคุณแม่มีอายุประมาณ ๓๕ ปี ขณะนั้น พระครูใบฎีกาพยากรณ์ หรือ หลวงพ่อท้วม เวสารชฺโช วัดแสนสุขวิสุทธิวราราม ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีกิตติศัพท์เรื่องการทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าขจรขยายไปไกล ด้วยเหตุที่ท่านพระอาจารย์ท้วมทำนายเหตุการณ์การเสียชีวิตของมิตร ชัยบัญชา ดาราภาพยนต์ชื่อดังในสมัยนั้นได้อย่างแม่นยำ 

จากญาณวิเศษของหลวงพ่อท้วมเรื่องนี้ คุณแม่จึงเกิดศรัทธาเลื่อมใส มีความต้องการต้องไปกราบหลวงพ่อสักครั้ง หลังจากนั้น คุณแม่จึงได้เดินทางไปกราบหลวงพ่อท้วม หลังจากได้กราบหลวงพ่อและสนทนากันสักพักแล้ว หลวงพ่อได้ทักท่านว่า “อีหนู เอ็งไปค้าขายที่ลาว ให้ระวังตัว เองจะหมดเนื้อหมดตัว” เมื่อสนทนากันเสร็จ ท่านได้กลับไปจังหวัดอุบลราชธานีและดำเนินธุรกิจต่อ 

เหตุการณ์ที่หลวงพ่อท้วมได้ทำนายไว้ได้เริ่มเป็นจริง เริ่มต้นจากเงินลาว ๑๐๐ กีบ เคยแลกเงินไทยได้ ๒๕ บาท ตกมาเป็น ๑๐๐ กีบ แลกได้ ๔ บาทไทยเท่านั้น แต่ท่านยังไม่เลิกกิจการและยังคงทำการค้าต่อไป จนกระทั่งประเทศลาวถูกกลุ่มลาวแดงปฏิวัติ ทำให้ท่านสูญเสียสินค้าและเก็บเงินไม่ได้ เนื่องจากพรมแดนถูกปิด เหตุการณ์ทำให้ท่านขาดทุนและต้องหยุดกิจการไปในที่สุด


ปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ประเสริฐ
 

หลังจากเหตุการณ์ทำให้คุณแม่ต้องขาดทุนและต้องหยุดกิจการไป ท่านได้เริ่มมาปฏิบัติธรรมครั้งแรกของชีวิตในวัย ๓๘ ปี กับพระอาจารย์ประเสริฐ วัดวารินทราราม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสอนตามรูปแบบของ หลวงพ่อภัททันตะ อาสภมหาเถระ สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี 

วันแรกของการปฏิบัติ ท่านรู้ว่ามีเสียงต่างๆ แต่กำหนดไม่ได้ เพราะกำหนดแต่ หยุบหนอ – พองหนอ 

วันที่สอง ขณะที่นั่งสมาธิ อยู่ๆ จิตก็หายเงียบไป 

วันที่สาม ท่านนั่งได้นานกว่าเดิม มีสภาวะคันเกิดขึ้นหลายแห่งในร่างกาย แล้วหายไป นั่งไปสักพักรู้สึกคันตัวยุบยิบเข้าตาเข้าจมูกเลย 

ถึงวันที่สี่ เป็นวันพระ ท่านนั่งได้นิ่งเป็นชั่วโมง จนพี่สาวของท่านมาเห็นเข้า นึกว่าท่านสำเร็จแล้ว เลยก้มลงกราบลงตรงหน้า ด้วยความเคารพศรัทธาว่าคงได้ธรรมวิเศษ 

เข้าวันที่ห้า ท่านได้อธิษฐานจิตกับเจ้าอาวาสวัดวารินทรารามทุกองค์ ตั้งแต่องค์แรกจนถึงองค์สุดท้ายว่า “อยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น” จากนั้นได้นั่งสมาธิต่อ ครั้งนี้ จิตไม่นิ่งหายไปเหมือนครั้งก่อน แต่กลับเห็นรูปพระพุทธเจ้ารูปร่างใหญ่เหมือนองค์จริง สวยงามมาก ขนาดแค่ครึ่งอก โดยมีพระเกศาเกล้ามวยสวยมากในทุกส่วนที่เห็น ซึ่งพระเกศาไม่โล้นเหมือนพระสงฆ์ทั่วไป อีกทั้งมีผิวพรรณของพระพุทธเจ้าเหมือนคน ไม่เหมือนพระพุทธรูปทั่วไป 

คุณแม่เห็นอยู่นานพอสมควร จนกระทั่งพระพุทธหัวเราะออกมาด้วยเสียงที่ไพเราะมาก จากนั้นรูปพระพุทธเจ้าได้ขยับหันหน้าไปทางด้านซ้าย และทันใดนั้นเอง ปรากฏสายรุ้งพุ่งออกมาจากตาทั้งสองข้าง ในอิริยาบถที่เคลื่อนไหวช้าๆ พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ไพเราะมาก เห็นแบบชัดเจนอยู่สักครู่จนเสียงค่อยๆ เบาลง พร้อมกับภาพค่อยๆ เลือนหายไป 

วันนั้น คุณแม่นั่งสมาธิได้นานมากกว่าชั่วโมง ด้วยความรู้สึกเบาโปร่งโล่งสบาย ที่สำคัญคือท่านไม่เคยพบกับความสุขเช่นนี้มาก่อนในชีวิต ตอนเย็น คุณแม่ได้ไปสอบอารมณ์กับพระอาจารย์ ได้รายงานว่า “ดิฉันได้เห็นพระพุทธเจ้า” โดนพระอาจารย์ท่านดุเอาว่า “พระพุทธเจ้าที่ไหน ท่านดับไปนานแล้ว” คุณแม่ตอบกลับไปว่า “เห็นจริงๆ” พระอาจารย์บอกว่า “ท่านเหมือนเพิ่งหัดเดิน แต่ดีแล้วที่ได้เห็น อย่างไรก็ดี ถือว่ามีแวว” และบอกให้มาปฏิบัติต่อในอนาคต 

วันที่หก ปฏิบัติได้ดีขึ้น จิตมีสติมากขึ้น รับอารมณ์ต่างๆ ได้ เสียงไม่ว่าใกล้หรือไกล ได้ยินทันทุกอารมณ์ แต่ไม่ได้บริกรรม เพียงรู้อยู่เฉยๆ และมีความคิดเล็กน้อย จึงทำให้รู้สึกหงุดหงิด เพราะวันนี้ ไม่เห็นอะไรเลย คิดว่าเมื่อวานนี้ปฏิบัติได้ดีกว่าวันนี้ พอตอนไปสอบอารมณ์กับพระอาจารย์ กราบเรียนพระอาจารย์ว่าได้ส่งใจไปที่อารมณ์ต่างๆ ไปแล้วกลับ ครั้งแรกคิดว่าคงจะปฏิบัติแบบเสียข้าวสุกเปล่าๆ แต่พระอาจารย์กลับบอกว่าดี และหันไปบอกคนอื่นๆ ที่มาร่วมปฏิบัติให้เอาคุณแม่เป็นแบบอย่าง 

ถึงวันที่เจ็ด คุณแม่ไม่นั่งในศาลาแล้ว เพราะมีเสียงมากเกินไป จึงย้ายไปนั่งบริเวณโล่งๆ ด้านหน้าโบสถ์ ไม่มีอะไรรบกวนและไม่มีอะไรบนพื้น แต่พอนั่งสมาธิไปสักพัก รู้สึกเหมือนมีตัวอะไรมาไต่ยั้วเยี้ยขึ้นที่ขาถึงเอว พอลืมตาขึ้น เห็นฝูงมดแดงเต็มไปหมด ถ้าลุกขึ้นมดคงกัดแน่ วินาทีนั้นจิตท่านคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาทันทีว่า สมัยเด็กๆ เมื่อครั้งขูดมะพร้าวด้วยเหล็กขูดรูปกระต่ายเสร็จ จะเหลือเศษมะพร้าวในกะลาที่ทิ้งไว้ มีมดมากินมะพร้าวเต็มไปหมด ท่านเลยเคาะมดลงบนกองไฟและไหม้มดจนมีเสียงเป๊าะแป๊ะ เรื่องราวในอดีตที่เกิดขึ้น ทำให้นึกถึงฝูงมดที่กำลังไต่ขึ้นตัว คุณม่นั่งหลับตาแล้วอธิษฐานว่า “หากได้เคยทำบุญกุศลตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ขอยกให้มดหมดเลย ถ้าท่านรับแล้วจงไปเถิด แต่ถ้าไม่อโหสิกรรมให้ ก็เชิญเลย” 

หลังจากนั้น รู้สึกได้ว่า ฝูงมดกำลังไต่กลับลงไปที่เท้า พอแผ่เมตตาเสร็จ คุณแม่ลืมตาขึ้นดู เห็นมดจำนวนมากกำลังเดินออกไปจากตัวท่าน จึงหลังตานั่งสมาธิต่อไป 

สักครู่ รู้สึกเหมือนมีดอกไม้ไฟพุ่งออกจากร่างกาย สวยงามมาก ดูมันพุ่งไปจนหมด รู้สึกตัวโล่ง ไม่มีตัวตนเหลืออยู่ มีแต่ความว่างเปล่า และเหลือแต่ตัวจิตที่รู้อยู่อย่างเดียว ความสุขที่ไม่มีตัวตนครั้งนี้ มีมากกว่าครั้งก่อน ทำให้นั่งสมาธิต่อเนื่องได้นานถึงสองชั่วโมง 

ระหว่างนั้น มีแต่ความว่าง รู้สึกว่ามีแต่ใจหัวเต้นตุ๊บๆ ช่วงท้ายรู้สึกมีแต่รูปหัวแต่ไม่มีตัว จนรู้สึกเบาลง แล้วจึงค่อยๆ กลับมารู้สึกตัวเองชัดเจนขึ้น คุณแม่เลยไปสอบอารมณ์กับพระอาจารย์ว่า “รู้แล้วว่านิพพานเป็นอย่างไร เหมือนลูกไฟคล้ายพลุกระจายออกไป” แต่พระอาจารย์บอกว่า “นั่นไม่ใช่นิพพาน นิพพานดีกว่านี้ นั่นเป็นเพียงโอภาส” จึงทำให้ท่านอยากจะไปให้ถึงนิพพาน ซึ่งคงจะมีความสุขมากกว่าที่เคยได้มีโอกาสได้เจอครั้งนี้ วันนั้น ก่อนเดินทางกลับ พระอาจารย์สอนเพิ่มเติมว่า “นามเป็นตัวสั่งรูป คล้ายกับตุ๊กตาไขลาน ตัวจิตต้องสั่ง รูปถึงเดินได้” 

ภายหลังจากปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ประเสริฐครบเจ็ดวันแล้ว คุณแม่เดินกลับบ้านด้วยความดีใจและมีปีติสุขอย่างมาก เมื่อกลับถึงบ้าน คุณแม่บุญธรรมเห็นท่านแล้วพูดขึ้นว่า  “เทวดามาแล้ว”  พร้อมกับบอกว่า  “ให้พาแม่บุญธรรมไปสวรรค์ด้วย” 

ในระหว่างปฏิบัติธรรม ๗ วันกับพระอาจารย์ประเสริฐนั้น วันหนึ่ง พี่สาวของคุณแม่นำแกงเขียวหวานมาถวาย เมื่อรับประทานคำแรก จิตก็ระลึกไปถึงคุณของวัวที่ช่วยไถนา เปรียบท่านเนรคุณต่อผู้มีพระคุณ จึงตั้งสัจจปฏิญาณไม่รับประทานเนื้อวัวตั้งแต่คราวนั้นเป็นต้นมา 

ต่อมา หลานที่เป็นเจ้าของร้านทำผมต้องไปเรียนที่กรุงเทพฯ จึงต้องปิดร้านชั่วคราว  คุณแม่จึงได้ไปช่วยเฝ้าร้านให้ ในระหว่างที่อยู่เฝ้าร้านให้หลานนั้น ท่านฝึกเดินจงกรมและนั่งสมาธิทั้งวัน เพราะไม่อยากเจอผู้คน 

นอกจากคุณแม่จะสนใจเรื่องการปฏิบัติเป็นพิเศษโดยส่วนตัวแล้ว ยังได้ชวนภรรยาทหารแถวนั้นไปปฏิบัติธรรมที่วัดวารินทรารามในช่วงกลางคืนด้วย คืนหนึ่ง พระอาจารย์เทศน์และบอกผู้มาร่วมปฏิบัติธรรมประมาณ ๗ – ๘ คนว่า ทำไมไม่ปฏิบัติให้ได้เหมือนคุณแม่ เนื่องจากคนมาปฏิบัติมาก ชอบคุยกัน ทำให้ไม่ได้อะไร แม้ว่าจะอยู่ถึง ๗ วันก็ตาม

 
หลวงพ่อท้วมเมตตาให้บวชที่วัดแสนสุขฯ
 

วันหนึ่ง น้องสาวบุญธรรมของคุณแม่ได้ชักชวนให้ท่านไปช่วยดูแลกิจการที่จังหวัดพิษณุโลก  คุณแม่จึงเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อไปกราบหลวงพ่อท้วมอีกครั้งหนึ่งก่อนขึ้นไปช่วยงานน้องสาว   

เมื่อได้ไปกราบหลวงพ่อท้วมแล้ว หลวงพ่อได้ทักคุณแม่เกี่ยวเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงและเลวร้ายที่สุดอีกครั้งว่า “อีหนู ถ้าเอ็งก้าวขาออกจากวัด เอ็งจะตายทันที ต้องบวชเท่านั้นถึงจะรอดได้” เมื่อคุณแม่ได้ยินคำทำทักทำนายเช่นนั้น ถึงกับตกใจและร้องไห้ทันที เหตุเพราะถ้าไปจังหวัดพิษณุโลกช้า จะทำให้ท่านเสียสัจจะที่รับปากจะไปช่วยดูแลกิจการให้กับน้องสาวบุญธรรม  

หลวงพ่อท้วมบอกคุณแม่ว่า “จะเลือกตายหรืออยู่ เลือกเอาเอง” คุณแม่จึงเลือกที่จะอยู่และต้องตัดสินใจบวชในวันนั้น  ท่านกราบเรียนถามหลวงพ่อต่ออีกว่า “เมื่อบวชแล้วจะเดินทางกลับ ไปหาน้องเลยได้หรือไม่” ท่านบอกว่า “ไม่ได้ จะต้องบวชให้ครบ ๗ วันก่อน” 

เนื่องจากคุณแม่มีเงินติดตัวมาแค่ ๒๐๐ บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบวช หลวงพ่อท้วมได้จัดการเป็นธุระให้ โดยยืมชุดขาวจากแม่ชีท่านอื่นมาใช้ก่อน

ด้วยเมตตาดังกล่าวนั้น คุณแม่จึงได้บวชเป็นแม่ชี ณ วัดแสนสุขวิสุทธิวราราม ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เมื่อประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔  โดยมี พระครูใบฎีกาพยากรณ์ (ท้วม เวสารชฺโช) เจ้าอาวาสวัดแสนสุขวิสุทธิวรารามในขณะนั้น เป็นผู้บวชชีให้เป็นเบื้องต้น เมื่อมีอายุ ๔๔ ปี  

อย่างไรก็ตาม เรื่องวันที่คุณแม่บวชชีนั้น ยังมีนัยเป็นหมายเหตุบันทึกไว้ในที่นี้ด้วย โดยได้คำนวนช่วงเวลาร่วมกับ “คณะญาติผู้มีอายุของคุณแม่ ท่านผู้มีอายุร่วมสมัยและสนิทกับท่าน ท่านผู้มีเหตุการณ์สำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว  และลูกศิษย์ผู้ได้บันทึกประวัติไว้ตามคำบอกเล่าของคุณแม่” นำมาพิจารณาประกอบด้วย ด้วยเหตุที่เอกสารสุทธิบรรณประจำตัวแม่ชีของคุณแม่ กับ เรื่องราวที่คุณแม่ได้เล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังแล้วนำมาบันทึกลงในหนังสือภาวนาธรรมหรือบันทึกเก็บไว้มีความไม่ตรงกันเรื่องสถานที่บวชอยู่บ้าง 

เอกสารสุทธิบรรณประจำตัวแม่ชีของคุณแม่กล่าวว่า ท่านได้บวชเป็นแม่ชี ณ วัดมหาวนาราม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ ๑๑ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๕ โดยมี ท่านเจ้าคุณ พระกิตติญาณโสภณ วัดมหาวนาราม เป็นผู้บวชชีให้ เมื่ออายุ ๔๕ ปี 

จากหนังสือภาวนาธรรมที่บันทึกประวัติของท่านไว้คณะศิษย์ได้จัดพิมพ์แจก รวมทั้งจากเอกสารที่ลูกศิษย์ได้บันทึกประวัติของท่านไว้จากการบันทึกเสียงแล้วจัดพิมพ์ขึ้น ได้กล่าวเรื่องการบวชว่า ท่านได้บวชกับหลวงพ่อท้วม วัดแสนสุข จังหวัดชลบุรี และต่อมาได้มาอยู่ที่วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี ตามลำดับ 

จากการที่ได้ปรึกษาและคำนวนช่วงวันเวลาร่วมกับกลุ่มคณะที่กล่าวข้างต้นทั้งสี่กลุ่มแล้ว ยึดเอาคำกล่าวของคุณแม่ที่ได้เล่าให้ลูกศิษย์ฟัง คือ “หลวงพ่อท้วมเป็นผู้บวชให้ท่านที่วัดแสนสุขฯ จังหวัดชลบุรี” โดยยึดเอาช่วงวันเวลาที่คุณแม่บวชตามที่ปรากฏในคำเล่าถึงการอยู่ที่วัดแสนสุขฯ ต่อมา ท่านย้ายมาอยู่ที่วัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี โดยเทียบเคียงช่วงเวลากับผู้ที่มีเหตุการณ์สำคัญในช่วงนั้นที่ได้พบท่านในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญ 

คาดว่า การบวชที่วัดแสนสุขฯ อาจจะยังไม่มีการออกเอกสารรับรองอะไรให้ หรือมีให้แต่คงมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเพื่อสะดวกในการมาอยู่ที่วัดมหาวนาราม เช่น ให้รีบศีลใหม่กับพระสงฆ์ในวัดนั้นๆ แล้วออกเป็นเอกสารรับรองว่าบวชจากวัดนั้น เป็นต้น เพราะสมัยก่อนนั้น การบวชชียังไม่ได้มีรูปแบบการทำเอกสารพวกนี้กันมาก คนบวชก็ถือว่าบวช เป็นแม่ชีก็คือเป็นแม่ชี ไม่มีระเบียบเป็นที่แน่นอนมากนัก แต่ถ้ามาอยู่สำนักใหญ่ๆ หรือวัดใหญ่ๆ รูปแบบการทำเอกสารรับรองการบวชเพื่อสะดวกในการอยูศึกษาเล่าเรียนในสถานที่แห่งนั้น หรือไปอยู่ที่อื่น หรือรับรองตนเองว่าได้บวชชีจริง จึงจะได้ทำกัน แต่ปัจจุบันนี้มีรูปแบบมากยิ่งขึ้น เมื่อบวชแล้ว ต้องมีเอกสารรับรองจากเจ้าอาวาส และทำเป็นสุทธิบรรณจากสถาบันแม่ชีไทยฯ อีกครั้งหนึ่ง 

เมื่อคุณแม่มาอยู่ที่วัดมหาวนาราม ซึ่งเป็นวัดที่มีสำนักแม่ชีอยู่ภายในวัดคณะใหญ่และมีจำนวนมาก ทั้งมีหลักเกณฑ์ต่างๆ เกี่ยวกับเอกสารรับรองเรื่องการบวชของแม่ชีเป็นรูปแบบที่ต้องทำ คุณแม่อาจจะมาทำเอกสารอย่างเป็นทางการที่นี่ใหม่ เพื่อจะได้ถือเป็นเอกสารประจำตัว โดยรูปแบบการทำนั้น อาจจะเป็นวิธีให้รับศีลใหม่ที่วัดมหาวนารามนี้ แล้วออกเอกสารรับรองการบวชว่าบวชเป็นแม่ชีที่นี้ ให้ผู้ที่จะเข้ามาศึกษาพระอภิธรรมได้เก็บไว้เป็นเอกสารประจำตัว 

จากการสอบถามท่านที่มีประวัติศาสตร์สำคัญของชีวิตในช่วงเวลานั้น จำช่วงเวลาสำคัญชีวิตช่วงนั้นและการได้พบกับท่านได้แม่นยำ จึงสรุปว่า คุณแม่ได้บวชเป็นแม่ชีกับหลวงพ่อท้วมที่วัดแสนสุขฯ จังหวัดชลบุรี ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม – กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นการบวชในช่วงเข้าพรรษาไปแล้ว เพราะจากคำเล่าของท่าน หลังจากบวชได้ไม่นาน หลวงพ่อท้วมได้ส่งท่านไปอยู่ที่สำนักประชุมนารีที่จังหวัดราชบุรี ไปอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง พอออกพรรษาหลวงพ่อจึงไปรับกลับมา เมื่อกลับมาอยู่ที่วัดแสนสุขได้ไม่นาน ท่านก็เดินทางกลับมาบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วมาพำนักอยู่ที่วัดมหาวนารามตามใน พ.ศ.๒๕๒๕ ตามลำดับ  

จึงบันทึกเป็นหมายเหตุไว้ตรงนี้ เพื่อมิให้เกิดคำทักท้วงขึ้นในภายหลังเกี่ยวกับผู้บวช วันเวลาที่บวช และผู้บวชให้ แม้อาจจะดูไม่สำคัญสำหรับบางท่านที่อ่านประวัติของท่าน แต่อาจจะสำคัญในแง่ของการเก็บประวัติของท่านไว้อ่านในภายภาคหน้าต่อไป 

เมื่อบวชอยู่วัดแสนสุขฯ ครบเจ็ดวันแล้ว คุณแม่ได้กราบลาหลวงพ่อท้วม เพื่อเดินทางไปหาน้องสาวบุญธรรมที่จังหวัดพิษณุโลก  เมื่อได้พบกับน้องสาวบุญธรรม ท่านได้กล่าวขอโทษพร้อมทั้งน้ำตา เนื่องจากท่านกลัวจะเสียสัจจะที่เคยรับปากไว้ว่าจะไปช่วยทำงาน แต่น้องสาวบุญธรรมก็มิได้ต่อว่าอะไร เพราะเข้าใจในความจำเป็น พร้อมทั้งยังซื้อชุดแม่ชีให้ใหม่แทนชุดที่ยืมมาจากวัดแสนสุขฯ อีกด้วย ทั้งช่วยอุปถัมภ์คุณแม่ในกาลต่อมาอย่างต่อเนื่อง


ผ่านความทุกข์ใจมาด้วยสติและความดี
 

เมื่อคุณแม่กลับวัดแสนสุขฯ จังหวัดชลบุรี ท่านได้ทำกิจวัตรและช่วยงานต่างๆ ภายในวัดเป็นอย่างดี ถึงกระนั้นก็ยังมีความทุกข์ใจอย่างหนัก อันเกิดมาจากการถูกกลั่นแกล้ง พูดจากประชดประชัน เสียดสี ขว้างปาข้าวของเข้าใส่ เป็นต้น จากบุคคลที่อยู่มาก่อนหน้านี้ 

ตกดึกคืนหนึ่ง ขณะที่คุณแม่นอนหลับ ท่านได้ยินแต่เสียงผู้ชาย ๒ คน ถามกันว่า “ไหนๆ อยู่กุฏิไหน” โดยไม่เห็นตัว ท่านทราบทันทีว่า “เขาจะมาเอาชีวิตเป็นแน่” เมื่อสิ้นเสียงผู้ชาย คุณแม่เห็นนิมิตภาพหลวงพ่อท้วมลอยมาที่ตัวคุณแม่ แล้วยกมือคล้ายลูบเหนือตัวจากศรีษะถึงปลายเท้า แต่ไม่ได้ถูกตัว พร้อมกับกล่าวให้พรว่า “อย่าตายนะลูก” ๓ ครั้ง แล้วท่านก็ลอยออกจากห้องไป  พอสิ้นเสียงหลวงพ่อ ท่านก็ไม่ได้ยินเสียงผู้ชาย ๒ คนนั้นอีกเลย คุณแม่คิดว่า “คงเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อที่มาช่วย ไม่เช่นนั้นชีวิตท่านคงไม่ผ่านคืนนั้นแน่” 

จากแรงกดดันดังกล่าวทำให้คุณแม่ร้องไห้ทุกวัน วันหนึ่ง ท่านไปนั่งร้องให้อยู่ด้านหลังพระพุทธรูปองค์ใหญ่ของวัด โดยเหลือบไปเห็นรูปถ่ายของหลวงพ่อโอภาสีและกรมหลวงชุมพรฯ  ท่านนึกในใจให้หลวงพ่อช่วยด้วย เสร็จแล้วมองกลับไปที่ภาพถ่าย รู้สึกเหมือนกับภาพนั้นยิ้มให้กับท่าน ทำให้ท่านเกิดปีติและมีกำลังใจดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ มีสติคิดขึ้นได้ว่า “ถ้าเราชนะใจเราไม่ได้ แล้วจะชนะคนอื่นได้อย่างไร” 

จากสติที่พิจารณาธรรมะได้เช่นนี้ ทำให้คุณแม่อดทนสู้ทำงานต่อไปในวัดอย่างไม่ท้อถอย นอกจากช่วยทำงานภายในวัดแล้ว คุณแม่ยังช่วยงานท่านที่เคยดุด่าว่ากล่าวกดดันมากขึ้นด้วย  เป็นที่พอใจแก่ท่านที่เคยกดดันอย่างมาก สถานการณ์ความกดดันจนเกิดทุกข์ใจเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ผ่านความทุกข์ใจครั้งนี้ด้วยความมีสติและความดีที่ตั้งใจทำอย่างขยันขันแข็ง 

นอกจากการช่วยงานต่างๆ ภายในวัดแสนสุขฯ แล้ว คุณแม่ยังได้ฝึกกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อท้วมด้วย หลวงพ่อฝึกให้นั่งสมาธิ และดูจิตตัวเอง หลวงพ่อยังบอกว่า “เอ็งจะสามารถได้ยินและได้เห็นสิ่งที่คนอยู่อุบลฯพูดและทำ ถ้าเอ็งอยากได้ยิน เอ็งจะได้ยินสิ่งที่เขาพูด ถ้าเอ็งอยากจะเห็น เอ็งจะได้เห็นสิ่งที่เขาทำ” 

ระหว่างที่คุณแม่ได้ฝึกปฏิบัติและช่วยงานต่างๆ อยูที่วัดแสนสุขฯ แห่งนี้ ต่อมา ทราบข่าวจากสามเณรรูปหนึ่งอยู่วัดเดียวกันว่า “มีโอกาสได้ไปพักอยู่ชั่วคราวที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชบุรี ๒ คืน ที่นั่นมีแต่แม่ชีและพระสงฆ์ที่มีกิริยาสำรวม กำลังฝึกปฏิบัติธรรม และดูเรียบร้อยมาก” เมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากสามเณร จิตของคุณแม่เกิดผุดขึ้นมาทันทีว่า “นี่คือหนทางพ้นทุกข์” 

ถึงแม้คุณแม่อยากจะไปฝึกปฏิบัติที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไป  ต่อมา หลวงพ่อท้วมทราบว่าคุณแม่สนใจปฏิบัติเป็นอย่างมาก  หลวงพ่อจึงได้ฝากให้ไปปฏิบัติที่สำนักประชุมนารี จังหวัดราชบุรี เพราะที่สำนักประชุมนารีแห่งนี้ หลวงพ่อเคยบริจาคข้าวสารเป็นประจำ คุณแม่ได้ไปอยู่ที่สำนักแห่งนี้ ด้วยความเกรงใจจากทุกคน พออยู่ครบเดือน หลวงพ่อมารับกลับหลังออกพรรษา 

เมื่อกลับมาวัดแสนสุขฯ คุณแม่ได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของท่านที่เคยกดดันในช่วงบวชใหม่ๆ เริ่มมีทัศนคติที่ดีขึ้น เริ่มรักและคิดถึงคุณแม่แล้ว เพราะระหว่างที่ท่านไม่อยู่ ท่านดังกล่าวต้องทำงานเองทั้งหมด ดังนั้น เมื่อเห็นคุณแม่กลับมาคราวนี้ ท่านดังกล่าวได้ปฏิบัติต่อคุณแม่ดีขึ้นแบบหน้ามือเป็นหลังมือ คุณแม่จึงถามตัวเองว่า “ชนะใจคนอื่นหรือยัง” จิตตอบทันทีว่า “ชนะแล้ว” เพราะคุณแม่ได้เอาชนะใจท่านดังกล่าวด้วยความดี อดทน ขยัน ความเมตตากรุณา และการช่วยเหลืองานทุกอย่าง ทั้งๆ ที่งานหลายอย่างดังกล่าวนั้นท่านไม่จำเป็นต้องทำก็ได้

 
น้อมจิตไปสู่การปฏิบัติกรรมฐาน 

ในปีต่อมา คุณแม่ได้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดอุบลราชธานี ไปพำนักอยู่ ณ วัดมหาวนาราม หรือ วัดป่าใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี 

เมื่อมาอยู่ที่วัดมหาวนารามแห่งนี้ ท่านหัวหน้าแม่ชีให้คุณแม่เรียนอภิธรรม เริ่มด้วยเรียนชั้นจุลอภิธรรมิกะตรี ระหว่างที่เรียนอยู่นั้นได้เกิดสติเตือนจิตคิดขึ้นว่า “เรียนไปแล้วได้อะไร อยากจะปฏิบัติมากกว่าเรียน” จึงไปกราบเรียนหัวหน้าแม่ชีว่าอยากจะไปฝึกปฏิบัติ แต่หัวหน้าแม่ชีบอกให้ท่านเรียนไปก่อน เรียนจบแล้วค่อยมาปฏิบัติ ท่านได้ตั้งคำถามท่านหัวหน้าแม่ชีว่า “คุณแม่ชีรู้วันตายหรือไม่” ท่านหัวหน้าแม่ชีให้คำตอบว่า “ไม่รู้วันตาย” ท่านจึงยืนกรานที่จะเน้นไปสู่การปฏิบัติอย่างเดียว เพราะท่านก็ไม่รู้วันตายของตนเช่นเดียวกัน ท่านหัวหน้าแม่ชีจึงยอม โดยหยุดเรื่องการศึกษาอภิธรรมไว้แค่นั้น เพราะจิตของท่านคิดถึงแต่เรื่องการออกจาริกปฏิบัติอย่างเดียว 

คุณแม่จึงได้ไปกราบลาท่านเจ้าอาวาสเพื่อขอไปปฏิบัติที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี ท่านเจ้าอาวาสได้ทราบวัตถุประสงค์อันแน่วแน่ของคุณแม่ที่สนใจและต้องการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านบอกกับคุณแม่ว่า “คิดถูกแล้ว” แล้วอนุญาตให้ไป โดยมีหัวหน้าแม่ชีเป็นผู้ร่วมเดินทางไปส่งที่ สำนักวิปัสสนากัมมัฏฐานวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี หยุดเรื่องการศึกษาอภิธรรมไว้แค่นั้น


ถวายตัวเป็นศิษย์ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ 

ท่านพระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยะ อัคคมหากัมมัฏฐานาจาริยะ หรือ พระอาจารย์ใหญ่ ของผู้ไปศึกษาเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในสำนักของท่าน ใช้เรียกด้วยความเคารพ เป็นผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชา “วิปัสสนาจารย์” จาก พระอาจารย์ภัททันตะ โสภณมหาเถระ อัคคมหาบัณฑิต (มหาสี สะยาด่อร์) ผู้เป็นพระปรมาจารย์ต้นตำรับ “พองหนอ ยุบหนอ” และได้รับมอบหมายให้เป็นวิปัสสนาจารย์ประจำสำนักมหาสีสาสนยิสสา แห่งนครย่างกุ้ง

พุทธศักราช ๒๔๙๕ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร มีความประสงค์จะวางรากฐานวิปัสสนาธุระไว้ในประเทศไทย จึงได้แสดงความจำนงไปยังสภาพุทธศาสนาแห่งประเทศพม่า ขอให้จัดส่งพระวิปัสสนาจารย์ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอนวิปัสสนากรรมฐานในประเทศไทย สภาการพุทธศาสนาแห่งประเทศพม่าจึงมอบหมายให้ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ โสภณมหาเถระ อัคคมหาบัณฑิต เป็นผู้พิจารณาพระวิปัสสนาจารย์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามความต้องการของสมเด็จพระพุฒาจารย์ ท่านพระอาจารย์ภัททันตะ โสภณมหาเถระ อัคคมหาบัณฑิตพิจารณาโดยรอบคอบแล้วจึงมีบัญชาให้พระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมาจริยะ เป็นผู้รับภาระหน้าที่อันสำคัญนี้ ท่านจึงตัดสินใจเดินทางมาประเทศไทย รับหน้าที่เป็นพระวิปัสสนาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานอยู่ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร 

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภเถระ ธัมมจาริยะ ได้รับอาราธนาให้มาเป็นพระอาจารย์สอนกรรมฐานประจำสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี รวมระยะเวลาที่พำนักในประเทศไทย 

- ปีพุทธศักราช ๒๔๙๖ พำนัก ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ (๑๐ ปี) 

- ปีพุทธศักราช ๒๕๐๕ พำนัก ณ สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี (๓๗ ปี)

- ปีพุทธศักราช ๒๕๔๒ ย้ายมาพำนัก ณ สำนักวิปัสสนาสมมิตร-ปราณี อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี (๓ ปี) 

- ๒๕๔๕ พำนัก ณ วัดภัททันตะอาสภาราม ตำบลหนองไผ่แก้ว อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี 

๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ พระอาจารย์ ดร.ภัททันตะ อาสภมหาเถระ อัคคมหากัมมัฏฐานาจาริยะ ได้มรณภาพ ณ โรงพยาบาลศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เมื่อเวลา ๑๙.๕๕ น. รวมอายุ ๑๐๐ พรรษา ๘๑ 

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๗ คุณแม่ได้เดินทางไปสำนักวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ หรือพระอาจารย์ใหญ่เป็นผู้สอน โดยค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ท่านหัวหน้าแม่ชีผู้ตามมาส่งเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมด 

เมื่อไปถึง ได้เข้าไปกราบพระอาจารย์ภัททันตะ ท่านพระอาจารย์ใหญ่ได้บอกว่า “การปฏิบัตินี้ หากตั้งใจปฏิบัติจริงจัง สามารถหลุดพ้น บรรลุพระโสดาบันได้” เมื่อท่านได้ยินคำว่า “โสดาบัน” จากพระอาจารย์ใหญ่ ก็เกิดปีติขนลุกอย่างไม่สามารถบรรยายได้ อยากเจอ อยากเห็น 

คุณแม่ได้เข้าฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานของจริงเป็นครั้งแรกในชีวิตกับพระอาจารย์ภัททันตะ ตามแนวสติปัฏฐาน ๔ ที่ใช้องค์บริกรรม พองหนอ ยุบหนอ และให้กำหนดทุกอารมณ์  พระอาจารย์ใหญ่ให้คุณแม่ฝึกกำหนด เช่น ความคิดมีก็กำหนด เสียงมีก็กำหนด อะไรชัดเจนก็กำหนดไป ตอนเริ่มเดินจงกรม คุณแม่เดินช้า พร้อมกับกำหนด ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ครั้นพระอาจารย์ใหญ่เห็นเข้า ได้สอนว่า “ตอนกำหนดในขณะเดิน คุณแม่ได้กำหนดเสียงไหม กำหนดเห็นไหม กำหนดเย็นด้วยไหม” 

คุณแม่เริ่มปฏิบัติเข้มข้นเอาจริงในห้องพักคนเดียว โดยปิดประตูห้อง ไม่ออกมาพูดคุยหรือเดินเล่นกับใครเลย และยังส่งสอบอารมณ์ทุกวัน ด้วยเหตุนี้พระอาจารย์ใหญ่จึงชมคุณแม่ว่า “คนอีสานมีความอดทนมาก” 

ท่านตั้งใจปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและมีสภาวะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งในขณะที่ท่านนั่งกรรมฐานอยู่นั้น ท่านมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง จิตก็หวนคิดถึงวิบากกรรมที่เคยทุบหัวปลา จึงรู้สึกว่ากรรมมีจริง ทำอย่างไร ย่อมได้รับผลเช่นนั้น 

ท่านเพียรปฏิบัติและสอบอารมณ์กับพระอาจารย์ใหญ่ทุกวัน ท่านพระอาจารย์ใหญ่เคร่งครัดในการปฏิบัติมาก หากกุฎีไหนปิดไฟแต่หัวค่ำ ท่านจะเอาไม้เคาะเสาให้ตื่นมาปฏิบัติ ด้วยการปฏิบัติตามคำสอนของพระอาจารย์ใหญ่ทำให้การปฏิบัติของท่านเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก 

วันหนึ่ง ขณะที่ท่านได้เอนกายลงพัก กำลังเคลิ้มหลับก็รู้สึกเหมือนโดนผู้หญิงคนหนึ่งมาดึงขา พร้อมกับพูดกับท่านว่า “นี้จะมาทวนกระแส หรือ ตามกระแส” ท่านตอบไปว่า “อย่ามายุ่งกับฉัน ขอพักก่อน” แล้วเสียงนั้นก็เงียบหายไป ท่านคิดว่า คงเป็นเทวดามาร่วมอนุโมทนาบุญมาเตือนท่าน จึงลุกขึ้นมาตั้งใจปฏิบัติต่อ 

พอปฏิบัติไปได้ประมาณเดือนครึ่ง อยู่ๆ คุณแม่ก็เดินไปกราบลาพระอาจารย์ ด้วยมีความรู้สึกว่าไม่อยากปฏิบัติต่ออีกแล้ว เพราะไม่รู้ทำไม เพียงแต่รู้สึกถึงอารมณ์เบื่อหน่ายที่เกิดขึ้น จนอยากกลับบ้านทันที พระอาจารย์ใหญ่พูดว่า “แก่แล้วยังตามใจตัวเองอีก และจะไปไหน” หลังสนทนาจบ คุณแม่ตัดสินใจเดินออกจากสำนักวิเวกอาศรม  

ขณะกำลังจะเดินออกนอกสำนัก จิตคุณแม่ฉุกคิดขึ้นว่า “เราเป็นคนไม่ใช่ไก่ เราเห็นเพชรอันล้ำค่า ทำไมไม่เอา และออกไปแล้วจะไปทำอะไรต่อ เรามาอยู่ที่นี่ เพื่อฝึกกัมมัฏฐานมิใช่หรือ”  ในที่สุดคุณแม่ก็เปลี่ยนใจ เดินกลับขึ้นกุฏิกัมมัฏฐาน พอรุ่งเช้า ขึ้นไปสอบอารมณ์กับพระอาจารย์ใหญ่ ท่านหัวเราะแล้วถามว่า “ยังไม่ไปอีกหรือ”  พระอาจารย์ใหญ่ทราบว่า “อารมณ์อยากออกไป เป็นสภาวธรรมของวิปัสสนากัมมัฏฐาน จึงชมคุณแม่ว่าดีและยังมีความอดทน” 

นับแต่นั้นเป็นต้นมา คุณแม่ปฏิบัติต่ออย่างอดทนและขยันหมั่นเพียร จนถึงสภาวธรรมคงที่ ซ้ำๆ และไม่มีอะไรใหม่หรือเปลี่ยนแปลง  จนกระทั่งพระอาจารย์ใหญ่ให้คุณแม่อธิษฐานถอนพุทธภูมิ ซึ่งเป็นผล ทำให้สภาวธรรมของคุณแม่พัฒนาก้าวหน้าต่อไปทันที จนสามารถปฏิบัติถึงเป้าหมายภายในระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน จากเดือนกรกฎาคมถึง ตุลาคม

 
เรื่อง “ทานบารมี” ที่ไม่เคยลืมเลือน 

ณ สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรมแห่งนี้ คุณแม่มีความประทับใจมากเรื่อง “ทานบารมี” อย่างที่ไม่เคยลืมเลือนอยู่ ๒ เรื่อง 

เรื่องแรก  

เกิดขึ้นขณะที่คุณแม่กำลังปฏิบัติกับแม่ชีท่านหนึ่งบนชั้น ๒ ของที่พัก คุณแม่แลเห็นสุนัขตัวหนึ่งผอมมาก ตัวหนึ่งข้างล่าง เดินโซเซไปมาเพราะไม่มีแรง  ด้วยความเมตตา ท่านจึงบอกให้แม่ชีท่านหนึ่งนำเอานมผงละลายน้ำผสมกับเนสตุ้มธัญพืชใส่ปิ่นโตให้สุนัขตัวนั้นกินจนอิ่ม โดยก่อนนำไปให้ คุณแม่ได้อธิษฐานว่า “ถ้ามีคน ๑๐ ๑๐๐ ๑๐๐๐ ก็ขอให้เลี้ยงเขาให้อิ่มเถิด”  จากนั้น คุณแม่ก็เดินจงกรมต่อที่ชั้น ๒ อีกพักหนึ่ง แล้วได้มองกลับลงไปข้างล่างตรงที่สุนัขตัวนั้นกำลังกินอยู่ ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่สุนัขตัวผอมมองสวนขึ้นมาสบตากับคุณแม่พอดี ท่านมีความรู้สึกว่า ตาทั้งคู่ของสุนัขผอมโซตัวนั้น เหมือนอยู่ชิดใกล้กับตาของท่านไม่ถึงคืบ ขณะที่ตาทั้งคู่ประสบกัน จิตของคุณแม่คล้ายรับรู้สื่อสารกับจิตของสุนัขตัวผอม ด้วยประโยคที่ผุดขึ้นในใจว่า “ท่านปราราถสิ่งใด ขอให้ท่านได้สิ่งนั้น” 

หลังจากคุณแม่เดินจงกรมเสร็จ ท่านมองกลับมา ไม่พบสุนัขผอมตัวนั้นอีกเลย มันคงเดินจากวิเวกอาศรมไป พร้อมกับความสุขจากอาหารที่ได้รับ หรือมันจะหายตัวไปเมื่อใดก็ไม่ทราบ  นับแต่นั้นมาคุณแม่ไม่เคยอดข้าวปลาอาหารอีกเลย แถมยังได้ ผลไม้ดีๆ มาวางที่บันไดห้อง ตลอดมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนทุกวันนี้ 

เรื่องที่สอง  

เกิดขึ้นตอนที่มีผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยมีฐานะดีมาก่อน เธอเข้ามาอาศัยในวิเวกอาศรมพร้อมกับลูกเล็กๆ ๓ คน เพราะหมดเนื้อหมดตัวจากธุรกิจและยังเสียสามีไปอีกคน เนื่องจากสามีถูกฆ่าตายโดยไม่ได้ทิ้งทรัพย์สินใดๆ ไว้ให้เลย 

แม่ลูก ๓ คนจึงไม่รู้จะไปพึ่งใคร ได้เข้ามาอาศัยที่นี่ชั่วคราวอยู่มาวันหนึ่งคุณแม่ได้ยินเสียงลูกน้อยอายุ ๑ เดือนของหญิงน่าสงสารคนนั้นร้องไห้งอแงส่งเสียงดัง ท่านจึงเดินเข้าไปดูเด็ก เห็นพี่สาวของเด็กเอาขวดนมซึ่งมีแต่น้ำเปล่าให้น้องกิน ขณะนั้นแม่เด็กกำลังทำอาหารให้โยคีทาน โดยบอกคุณแม่ว่า “ไม่มีเงินซื้อนม และไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว”  ด้วยความเมตตาต่อหญิงนั้น ท่านจึงหยิบเงินจำนวน ๕๐๐ บาท มอบให้แก่หญิงผู้น่าสงสาร บอกให้ไปซื้อนมให้ลูกน้อยกิน  ต่อมาลูกอายุ ๓ ขวบอีกคนของหญิงคนนี้ ถูกสุนัขกัดหัวขณะวิ่งตามแม่ และร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของแม่  คุณแม่เห็นเข้าจึงหยิบเงินให้อีก ๑,๐๐๐ บาท มอบให้แก่หญิงคนนี้เพื่อพาลูกไปหาหมอ ขณะที่คุณแม่ส่งมอบเงินให้ หญิงอาภัพได้ทรุดตัวนั่งลง กับพื้นพร้อมกับร้องไห้โฮด้วยน้ำตาอยู่นาน ตรงที่แทบเท้าของคุณแม่ด้วยความซาบซึ้งในมิตรไมตรีของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่กลับหยิบยื่นเงินให้เหมือนกับคนใกล้ชิดในครอบครัว เมื่อรับเงินเสร็จก็พาลูกไปหาหมอ  

จากนั้นไม่นานคุณแม่ต้องเดินทางกลับจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่ท่านจะออกจากสำนักวิเวกอาศรมฯ หญิงคนดังกล่าวเดินมาหา เพราะไม่อยากให้คุณแม่จากไปด้วยการจับขาดึงไว้ แต่ก็รั้งไม่อยู่ เพราะท่านมุ่งมั่นต้องการออกจาริกปฏิบัติ และจากสำนักไปด้วยปีติในทานที่ไม่เคยลืมแก่หญิงอาภัพคนดังกล่าวนี้

 
กลับมาพำนักวัดมหาวนารามอีกครั้ง
 

ครั้นคุณแม่กลับถึงวัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี  ท่านได้ระลึกถึงคุณวิเศษจากวิปัสสนากัมมัฏฐานว่า ไม่เป็นเพียงสมบัติล้ำค่าที่สุดสำหรับท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพย์ประเสริฐสำหรับมนุษย์ทุกคน  ดังนั้นคุณแม่จึงมีความมุ่งมั่นเพื่อเผยแผ่วิปัสสนากรรมฐานแก่ผู้ที่สนใจตลอดมา 

เมื่อถึงวัดมหาวนาราม คุณแม่ได้มีโอกาสทำทานบารมีที่ไม่เคยลืมเลือนอีกเป็นครั้งที่ ๓ คือ ท่านได้พบผู้หญิงโคราชคนหนึ่ง เธอได้เช่าที่ดินปลูกมันสำปะหลังอยู่ที่ อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ สามีของเธอมาทำงานที่จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ได้ส่งเงินกลับบ้าน จึงทำให้ผู้หญิงคนนี้ไม่มีเงินซื้ออะไรกินเพราะยากจนมาก  ผู้หญิงคนนี้มีลูก ๒ คนวันๆ กินแต่ยอดมันสำปะหลังกับข้าว ผสมเกลือและน้ำปลา วันหนึ่ง พี่สาวของสามีถามหญิงคนนี้ ว่าอยากไปตามหาสามีที่เมืองอุบลฯ ไหม โดยจะให้ยืมค่าเดินทาง ๕๐๐ บาท แล้วชวนกันนั่งรถมาเมืองอุบลฯ  เมื่อมาถึง นอกจากพี่สาวสามีจะไม่ได้ให้เงินไว้แล้ว ยังปล่อยทิ้งหญิงคนนี้พร้อมกับลูกไว้อีก เมื่อไม่มีเงินซื้อข้าว เธอกับลูกจึงไปหาตำรวจ ทางตำรวจได้แนะนำไปวัดมหาวนารามเพื่อขอให้พระสงฆ์ในวัดช่วยหาอาหารและให้ที่พักชั่วคราว พระสงฆ์จึงให้ไปหาหัวหน้าแม่ชีเนื่องจากเป็นผู้หญิง  หัวหน้าแม่ชีได้นำเพียงข้าวกับน้ำปลามาให้ทั้งสามคนทาน แม้ว่าจะมีปลาก็เก็บไว้เพื่อให้แมวกิน 

พอคุณแม่ทราบเรื่อง จึงขออนุญาตให้ผู้หญิงคนดังกล่าวพร้อมลูกไปพักกับท่าน แต่แม่ชีตุ๋ยเพื่อนคุณแม่บอกให้ไปพักที่ห้องท่าน เพราะห้องใหญ่กว่า  วันต่อมา หลังจากบิณฑบาต คุณแม่นำอาหารมาให้สามแม่ลูกทาน พร้อมกับมอบเงินให้เป็นค่ารถ ๗๐ บาท และแม่ชีตุ๋ยให้อีก ๔๐ บาท พร้อมกับอาหารครบถ้วน  

ผู้หญิงคนดังกล่าวซาบซึ้งในเมตตาครั้งนี้มาก ได้ก้มลงกราบเท้าคุณแม่พร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลออกมาจนหยดลงเท้าของท่าน ทำให้คุณแม่เกิดความสงสารยิ่งนัก จากนั้นคุณแม่ได้พาไปส่งขึ้นรถกลับโคราช โดยฝากไปกับคนขับรถโดยสารที่คุณแม่รู้จัก คนขับรถก็ไม่ได้เก็บค่าโดยสารแต่อย่างใด  ก่อนขึ้นรถคุณแม่เจอเพื่อนที่ขายอาหาร เพื่อนคนนี้ได้ถวายไก่ย่างกับข้าวเหนียวแก่ท่าน แต่คุณแม่กลับมอบไก่ย่างและข้าวเหนียวทั้งหมดแก่แม่ลูกเพื่อให้กินระหว่างเดินทางกลับเพราะกลัวจะหิว  ทันทีที่คุณแม่มอบอาหารให้อีกรอบ หญิงคนนั้นได้ทรุดตัวลงและกราบขอบพระคุณคุณแม่ เพราะนึกไม่ถึงว่าคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนจะช่วยเหลือหาที่พักให้ มอบเงินค่าเดินทาง ส่งขึ้นรถกลับ และมอบอาหารให้กินบนรถ  ทานครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ประทับใจมากจนต้องนำมาเล่าให้ลูกศิษย์ฟังตลอด

 
ประสบการณ์ออกจาริกปฏิบัติในที่ต่างๆ
 

เมื่อคุณแม่ได้ฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านคิดว่า พระสงฆ์ยังออกธุดงค์ได้ ทำไมคุณแม่จะธุดงค์บ้างไม่ได้ หลังออกพรรษา คุณแม่พร้อมกับแม่ชีอีกท่านจึงตัดสินใจออกจาริกปฏิบัติ โดยอาศัยพักตามวัดต่างๆ ไม่ได้อยู่เป็นที่ จนชาวบ้านเรียกขานคุณแม่ว่า “แม่ชีล่องหน” เพราะเดี๋ยวอยู่เดี๋ยวไป พบเจอตัวได้ยากมาก เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาท่านจึงจะกลับมาพำนักประจำที่วัดมหาวนาราม 

ในปีต่อมา เมื่อถึงช่วงใกล้จะออกพรรษา คุณแม่อยากจะจาริกปฏิบัติต่อ จึงไปกราบลาท่านเจ้าอาวาส ครั้งแรกท่านเจ้าอาวาสพยายามห้ามไม่ให้ไป อยากให้ช่วยสอนพระอภิธรรมที่เคยเรียนมากับพระสงฆ์ช่วย แต่คุณแม่ยังคงยืนยันที่จะออกจาริกปฏิบัติ ท่านเจ้าอาวาสจึงอนุญาต 

คุณแม่จาริกปฏิบัติไปยังวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน พักปฏิบัติอยู่ที่นั้นเดือนกว่าๆ แล้วจาริกปฏิบัติต่อไปยังวัดพระนอนม่อนช้าง ซึ่งที่วัดนี้ทานอาหารมังสวิรัติ 

ท่านขออนุญาตปักกรดที่ป่าช้า เมื่อถึงกลางวันมีความร่มยื่นเย็นสบายดี แต่เมื่อความมืดเริ่มเข้ามาปกคลุม จิตก็บังเกิดความกลัวอย่างมาก จนกระทั่งจิตดวงหนึ่งผุดถามตัวเองขึ้นมาว่า “กลัวอะไร” จิตตอบว่า “กลัวผี” ย้อนถามกลับไปว่า “ผีที่ไหน” จิตตอบกลับมาว่า “ผีที่อยู่ใต้ที่นั่งตรงนี้” ถามว่า “แล้วเห็นหรือยัง” จิตตอบมาว่า “ยังไม่เห็น” ถามกันกลับไปกลับมาอยู่นาน จนได้คำตอบสุดท้ายว่า “กลัวตาย” ท่านจึงสรุปในใจว่า “ไหนๆ ก็จะตาย ขอตายที่ป่าช้านี้ก็แล้วกัน เพราะอยู่ที่ไหนก็ตายเหมือนกัน เวลาที่จิตกลัวภัย จิตจะตื่นตลอดเวลา ถ้าอยู่ที่กุฎีจิตก็รู้สึกว่าปลอดภัย จิตจะไม่ตื่น ไม่ระวังภัย” คิดได้ดังนั้น ความรู้สึกกลัวหายไปกลับกลายมาเป็นความโล่ง เบาสบาย ท่านก็เข้าใจว่า “จิตเหนือโลก” จากนั้น ท่านก็ตั้งใจปฏิบัติจนถึงรุ่งเช้า 

ตอนเช้าคุณแม่เดินทางไปวัดห้วยบง จังหวัดลำพูน ได้รับเมตตาจากท่านครูบาวงศ์ เจ้าอาวาส ให้พักที่นี่เป็นเวลา ๒ คืน ที่นี่ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวเขา จากนั้นเดินทางต่อไปจังหวัดเชียงราย เพื่อต้องการเห็นวัดถ้ำผาจม 

ระหว่างจาริกปฏิบัติไปภาคเหนือ คุณแม่จาริกผ่านวัดแห่งหนึ่งที่มีพระสงฆ์มาเข้าปริวาสกรรม ประมาณ ๕๐๐ รูป โดยพักอยู่ที่วัดนี้ ๙ วัน ที่วัดแห่งนี้ คุณแม่ได้พบสามเณรกิตติพงศ์ อายุ ๑๙ ปี โดยสังเกตเห็นผ้าจีวรของท่านอยู่ในสภาพเก่ามาก จึงคิดอยากจะถวายของใหม่ให้เมื่อมีโอกาส ด้วยเหตุอันใดหรืออะไรดลใจไม่ทราบ ในงานปริวาสกรรมมีฆราวาสและพระสงฆ์รวมกันประมาณ ๗๐๐ รูป/คน สามเณรรูปนี้ไม่เคยรู้จักคุณแม่มาก่อน ได้นำพระบรมสารีริกธาตุครึ่งหนึ่งจากที่มีมอบให้แก่ ๔ ท่าน ในงานนี้เท่านั้น ได้แก่ ๑.เจ้าอาวาสวัดถ้ำเสือ ๒.เจ้าอาวาสวัดถ้ำผาจม ๓.แม่ชีบุญมี เวชสาร ๔.แม่ชีรุ้งดาว นับแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน จำนวนพระบรมสารีริกธาตุที่สามเณรมอบให้วัดถ้ำผาจมและมอบให้คุณแม่ เพิ่มจำนวนมากขึ้น ทั้งที่ได้นำออกแจกจ่ายไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่หมด ถือว่าเป็นเหตุอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากแรงศรัทธาต่อพระบรมสารีริกธาตุ แต่หากผู้ใดที่ไม่ศรัทธา พระบรมสารีริกธาตุจะหายไปหมด 

หลังจากแบ่งเสร็จ สามเณรเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์แปลกๆ ว่า ท่านชอบธุดงค์ตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี ไม่ชอบอยู่กับคนหมู่มาก  ครั้งหนึ่ง ระหว่างเดินเท้าเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง ทันใดนั้นมีน้ำป่าทะลักไหลเข้ามาสูงขึ้นเรื่อยๆ จากเข่า เอว หน้าอก จนถึงระดับคอ ซึ่งทำให้สามเณรคิดว่าระดับน้ำสูงจนอยู่ในช่วงใกล้ความตาย จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า หากเคยมีบุญบารมีมาก่อนขอให้น้ำป่าลดลง อย่าได้จมน้ำเสียชีวิตอยู่ในน้ำป่าแห่งนี้เลย ชั่วครู่เดียวระดับน้ำป่าหยุดท่วมแค่ที่ระดับคอ และจะเพราะด้วยแรงอธิษฐานหรืออย่างไรไม่ทราบ ไม่นานนัก น้ำป่าได้ค่อยๆ ลดลงจนปลอดภัยเป็นที่ อัศจรรย์  เมื่อระดับน้ำลด สามเณรได้เข้าไปหลบพักหลับในถ้ำแห่งหนึ่งด้วยสภาพที่เปียกปอนและเหนื่อยล้า  ขณะที่พักอยู่ครู่ใหญ่ รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นไข้จากความชื้น  ปรากฏว่า มีผู้หญิงนุ่งผ้าถุงคนหนึ่งได้เดินเข้ามาหาในถ้ำแล้วถวายอาหารที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งบริเวณนี้ไม่น่าจะมีผู้คนอาศัยอยู่และรู้ได้อย่างไรว่าสามเณรต้องการอาหาร เนื่องจากถ้ำแห่งนี้อยู่ลึกเข้าไปในป่าห่างไกลจากหมู่บ้าน หลังจากสามเณรฉันอาหารเสร็จ สักครู่จึงรู้สึกว่า ร่างกายก็กลับแข็งแรงเป็นปกติ และหายจากอาการเป็นไข้อย่างน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ท่านอยู่ในถ้ำอีกไม่นานจึงเดินทางต่อ วันหนึ่งในป่าลึก พบผู้ชายคนหนึ่ง เดินมาจากที่ใดไม่ทราบ เข้ามาหาเพื่อมอบโกฐพร้อมพระบรมสารีริกธาตุให้ ๑ ชุด โดยบอกให้นำไปสร้างเจดีย์บรรจุ แล้วเดินหายเข้าไปในป่าลึก ไม่รู้ที่มาที่ไปหรือเป็นใครมาจากไหน 

หลังจากคุณแม่ได้รับพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ท่านได้จาริกปฏิบัติร่วมไปกับพระสงฆ์เข้าไปในประเทศพม่า จากนั้นคุณแม่กับสามเณรกิตติพงศ์ได้แยกทางกับพระสงฆ์ เดินทางลึกเข้าไปในเขตพม่าเพียง ๒ ท่าน ระหว่างทางมีชาวพม่าใส่บาตรด้วยอาหาร ขนม และเงิน ให้ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาซึ่งฝังแน่นในวิถีชีวิตชาวพม่า  

คุณแม่ได้เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนพบกับแม่ชีสวมชุดสีชมพูตามแบบของพม่า และพยายามคุยกันด้วยภาษามือ  คุณแม่จับใจความได้ว่า แม่ชีชาวพม่าชวนให้อาศัยค้างที่วัดของเขา ๑ คืน รุ่งเช้า แม่ชีชาวพม่าใช้ภาษามือห้ามไม่ให้เดินทางลึกเข้าไปมากกว่านี้ในดินแดนพม่า เพราะระหว่างทางอาจจะถูกกองทหารพม่าไม่ทราบฝ่ายฆ่าหรือปล้น  คุณแม่และสามเณรจึงเปลี่ยนใจเดินเท้ากลับมาฝั่งไทย 

ในระหว่างเดินทาง คุณแม่ได้ซื้อจีวรใหม่ถวายแก่สามเณรตามที่ตั้งใจไว้ครั้งแรกที่พบ คุณแม่ได้เดินทางกลับมาถึงวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน และได้อาศัยอยู่ที่วัดพระนอนม่อนช้างระยะหนึ่ง ทั้งระหว่างที่อยู่ท่านก็ได้สอนวิปัสสนากรรมฐานแก่ชาวบ้านในที่นี้ด้วย เมื่อถึงเวลาจาริกปฏิบัติต่อ จึงบอกกับชาวบ้านแถวนั้นว่าจะไปแล้ว ชาวบ้าน ไม่อยากให้ไป อยากให้อยู่ประจำที่นี่ แต่ในที่สุดคุณแม่จำเป็นต้องจากไปเพราะต้องการจาริกปฏิบัติต่อ  เมื่อชาวบ้านทราบว่าคุณแม่ได้ออกจากวัด จึงพากันวิ่งตามคุณแม่ เพื่อให้มอบของฝากให้คุณแม่ เพราะไม่รู้จะตอบแทนคุณแม่อย่างไรที่เมตตาชาวบ้านด้วยการแบ่งอาหารให้เด็กกินก่อนไปโรงเรียนและสอนธรรมะให้ชาวบ้านตามโอกาส 

ช่วง พ.ศ.๒๕๒๗ คุณแม่และสามเณรได้ร่วมจาริกปฏิบัติต่อไปกับคณะปฏิบัติคณะใหญ่คณะหนึ่ง ไปจังหวัดศรีสะเกษ เลยไปถึงจังหวัดจันทบุรี ระหว่างทางไปจังหวัดจันทบุรี คุณแม่ต้องร่วมเดินทางไปกับรถเสบียงซึ่งนั่งกันเต็มคันรถ แต่ทุกคนจำเป็นต้องขยับที่นั่งอันคับแคบเพื่อแบ่งให้คุณแม่นั่งไปด้วยอย่างเบียดเสียด ระหว่างเดินทางทุกคนนั่งอย่างอึดอัด ทำให้คุณแม่ถูกดุและตำหนิตลอดทางจากแม่ชีอาวุโสท่านหนึ่งที่ต้องนั่งอย่างอึดอัด และรู้สึกเมื่อยล้าจนเป็นทุกข์ เนื่องจากนอนไม่ค่อยหลับ ตลอดเส้นทางคุณแม่ต้องกำหนดเสียงตำหนิบ่นไปตลอดทางจากแม่ชีอาวุโส นอกจากคุณแม่จะไม่ตอบโต้กลับแล้ว ยังรู้สึกสงสาร และเมตตาแก่แม่ชีท่านนั้น เมื่อรถถึงที่พัก แม่ชีอาวุโสคงสงสัยว่า ทำไมคุณแม่วางเฉยได้ไม่พูดอะไรตลอดทาง จึงเข้ามาสนทนาถามคุณแม่ว่าแยกรูปนามได้หรือยัง คุณแม่เลยสอนเรื่องวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่กลุ่มแม่ชีอาวุโสและอีกหลายคนพร้อมกัน 

เมื่อสอนเสร็จ แม่ชีอาวุโสขอโทษคุณแม่เรื่องดุด่าบนรถ คุณแม่ตอบกลับว่าท่านให้อภัยตั้งแต่ที่เริ่มดุด่าคุณแม่บนรถแล้ว โดยอธิษฐานในใจเพิ่มว่า ไม่ขอเอาโทษกับแม่ชีอาวุโสและอย่ามีเวรกรรมต่อกันอีกเลย ช่วงท้ายก่อนจากกัน ท่านยังถามคุณแม่ว่าไปฝึกปฏิบัติที่ไหนมา คุณแม่บอกว่าได้ฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานจากสำนักวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี

ครั้นถึงจังหวัดจันทบุรี คุณแม่ได้ต่อไปจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งท่านได้แยกทางกับสามเณรกิตติพงศ์ที่นี่ และไม่เคยได้พบกับท่านอีกเลยตราบจนปัจจุบัน 

ต่อมา คุณแม่กลับไปวัดมหาวนาราม จังหวัดอุบลราชธานี โดยหัวหน้าแม่ชีให้โอกาสคุณแม่เรียนอภิธรรมจนจบชั้นจุลอภิธรรมิกะตรีเป็นเวลา ๖ เดือน พอขึ้นชั้นจุลอภิธรรมิกะโท คุณแม่ได้รับมอบหมายให้สอนพระภิกษุสามเณรที่เรียนอภิธรรมชั้นอภิธรรมิกะตรีไปด้วย ในระหว่างที่สอนท่านได้สอดแทรกการสอนวิธีปฏิบัติวิปัสสนาไปด้วยเสมอ กิจวัตรประจำของคุณแม่ช่วงนั้น คือ ตอนเช้าเรียนชั้นจุลฯโท กลางวันทำงาน และตอน ๖ โมงเย็นสอนชั้นจุลฯตรี  ต่อมา คุณแม่บอกกับตัวเองว่า ไม่อยากเรียนและไม่อยากสอนอภิธรรมต่ออีกแล้ว จึงตัดสินใจออกจาริกปฏิบัติปลีกวิเวกไปปฏิบัติ มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี และมาจบเส้นทางจาริกปฏิบัติที่กรุงเทพมหานคร 

เมื่อครั้งที่ท่านจาริกปฏิบัติที่ป่าแถวบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา สถานที่ดังกล่าวเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่และใบไม้แห้งค่อนข้างเยอะ ท่านปักกรดอยห่างจากรังปลวกเก่าประมาณ ๑ ศอก ขณะนั่งกรรมฐานก็ได้ยินเสียงฟู่ๆ ลืมตาขึ้นดูพบเป็นงูเห่าอยู่ห่างจากท่านประมาณศอกหนึ่ง ท่านตกใจยกมือขวาขึ้น งูจึงแผ่แม่เบี้ย ท่านรู้สึกกลัวมาก ต่างจากกลัวผี เพราะผีไม่มีตัวตน แต่งูมีตัวตน จิตก็ผุดขึ้นมาว่า “หากงูตัวนี้ เป็นเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า บุญกุศลใดๆ ที่ข้าพเจ้าได้กระทำไว้ทุกภพทุกชาติจวบจนปัจจุบันชาติ ข้าพเจ้าขอมอบให้แก่ท่าน ขอให้ท่านอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า ไม่อโหสิกรรมแล้วไซร้ก็เชิญเลย” จากนั้น งูก็ค่อยๆ ลดหัวเลย แล้วเลื้อยไปนอนอยู่รอบกรดของท่าน ไม่ไปไหน ท่านจะล้มตัวลงนอนก็ไม่กล้า จึงปฏิบัติต่อ หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง จนรุ่งสางงูตัวนั้นก็หายไป ทิ้งไว้เพียงคราบงูที่มีขนาดใหญ่มากอยู่บริเวณรอบๆ กลดของท่าน ปัจจุบัน ท่านนำคราบงูตัวนั้นมาเก็บไว้ที่วัดสัมพันธวงศ์ด้วย 

ตลอดระยะเวลาประมาณ ๑๐ ปี ต่อจากนั้น ไม่ว่าคุณแม่จะไปพำนักอยู่ที่วัดใด หลังจากออกพรรษาแล้ว ท่านจะไปกราบลาท่านเจ้าอาวาสวัดนั้นๆ เพื่อออกจาริกปฏิบัติตลอด สิ่งที่คุณแม่ได้รับ คือ ความอดทนเข้มแข็ง และความแข็งแกร่ง ของร่างกาย แม้ว่าคุณแม่จะเดินจาริกปฏิบัติด้วยเท้าเปล่าตลอดเส้นทางก็ตาม ท่านเล่าว่า วันหนึ่งในขณะบิณฑบาตตอนเช้า เดินจนเท้าพอง ทำให้ปวดแสบปวดร้อนที่เท้ามาก  แต่ด้วยธรรมปีติจากวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วยการกำหนดเดินจงกรม และกำหนดเวทนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถแยกจิตออกจากเวทนาได้ โดยที่อาการปวด สักแต่ว่าปวด ใจไม่มีทุกข์เวทนา และไม่ได้ปรุงแต่งตามอาการปวดเลย จึงทำให้การเกิดปีติเย็นซาบซ่านข้างในทั่วกาย  เช้าวันนั้น คุณแม่เดินเท้าบิณฑบาตอย่างเพลิดเพลินราบรื่นด้วยผรณาปีติ เพราะอานิสงส์จากธรรมะของพระพุทธองค์


เข้ามาพำนักอยู่ที่วัดนางชี กรุงเทพมหานคร 

พ.ศ. ๒๕๓๐ ท่านต้องเข้ารับการผ่าตัดตา จำเป็นต้องหาที่พำนักในกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการรักษา เหตุการณ์นี้ เป็นเหตุให้ท่านได้เข้ามาอยู่พำนักที่วัดนางชี เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ท่านพำนักอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๒ ปี 

ที่วัดนางชีนี้ ทุกคนจะต้องตื่นตี ๔ เพื่อทำวัตรสวดมนต์ คุณแม่ได้ยินคำบอกเล่าว่า หากใครมาอยูที่นี่  ถ้าไม่ตื่นทำวัตรสวดมนต์ตอนตี ๔ อาจจะได้ยินเสียงปลุก(ในฝัน)ว่า “ถ้าไม่สวด ก็ให้ไปที่อื่น”

 
ตั้งสัจจปฏิญาณไม่รักษาคุณไสย
 

ระหว่างที่คุณแม่มาพำนักอยู่ที่วัดนางชีนี้ ผู้ชายคนหนึ่งนำภรรยามาฝากให้อยู่กับท่าน โดยบอกว่านำลูกสาวมาคืนท่าน ทั้งที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน โดยผู้ชายคนดังกล่าวแจ้งว่าภรรยาของตนถูกคุณไสย ตกกลางคืน ผู้หญิงคนดังกล่าวก็ร้องโหยหวนว่าผีมาแล้ว 

รุ่งขึ้น พระชัยที่ท่านรู้จักมาเยี่ยมท่านที่วัด พระชัยบอกว่ามีแต่คุณแม่เท่านั้นที่จะช่วยผู้หญิงคนนี้ได้ โดยให้หนังสือสวดมนต์และบอกบทที่ต้องสวดพร้อมกับให้จุดเทียนทำน้ำมนต์ ท่านทำแล้วก็ให้แม่ชีอีกท่านเอาไปอาบให้ผู้หญิงคนนั้น แต่เธอกลับแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกว่า “กูไม่กลัวมึงหรอก” พระชัยจึงบอกว่า ต้องท่านเท่านั้นจึงจะรักษาได้ 

วันต่อมา ช่วงใกล้ค่ำ ท่านให้ผู้หญิงคนนั้นหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แล้วท่านก็ทำน้ำมนต์ หลังเสร็จพิธี ท่านก็เอาน้ำมนต์ราดลงบนตัวของเธอ ปรากฏว่าผู้หญิงคนนั้นหวีดร้องเสียงดังมาก พร้อมกับบอกว่างูออกจากตัวหนูแล้วคะคุณแม่ ออกทางสีข้าง แล้วเธอก็หายเป็นเป็นปกติตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

แต่หลังจากนั้น ท่านเองกลับมีอาการปวดขาอย่างรุนแรงแทบเดินไม่ได้ พระชัยมาเยี่ยมก็บอกให้ท่านแก้โดยอ่านบทสวดมนต์และทำน้ำมนต์ด้วยตนเอง ท่านได้ทำตามที่บอก จากนั้นก็หายเป็นปกติ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านได้ตั้งสัจจปฏิญาณว่า “ต่อไปนี้ ท่านจะไม่รักษาคนที่โดนคุณไสยอีก จะสอนแต่กรรมฐานเท่านั้น”


พระพุทธเจ้าและพระบรมสารีริกธาตุเป็นของสูง 

ต่อมา หลานสาวของแม่ชีเฉลิมศรีอายุประมาณ ๑๕ ปี ได้มาอาศัยอยู่ด้วย คุณแม่ก็อบรมสั่งสอนด้วยความเมตตา เธอไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ท่านก็สอนว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง หากไม่มีพระพุทธเจ้า จะมีพระอริยสงฆ์ได้อย่างไร เมื่อเธอยืนกรานไม่เชื่อ คืนนั้นเอง ผู้อยู่รอบข้างก็ได้ยินเสียงเธอร้องโหยหวน เมื่อตื่นขึ้นมา เธอบอกตนเองคอแห้งมา คุณแม่บอกว่าเธอหอนทั้งคืน ก็เพราะไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีอยู่จริง 

เมื่อครั้งหญิงสาววัยรุ่นคนดังกล่าวทำผิดหนีออกไปดูหนังกลางแปลงในสมัยนั้น ด้วยความเมตตาท่านก็อบรมสั่งสอน กำราบด้วยไม้แข็งบ้างไม้อ่อนบ้าง ครึ่งหนึ่งถึงกับตีเธอสามครั้งจนเลือดซิบ ท่านบอกกับเธอว่า ท่านตีกิเลส มันจะได้เลิกทำสิ่งที่ไม่ดี หันมาทำแต่สิ่งที่ดีๆ กิเลสจะได้กลัว ตัวหญิงสาววัยรุ่นคนดังกล่าวเองก็มิได้โกรธเคืองท่าน แต่มากราบขอขมาท่าน จากนั้นก็ปรับปรุงตัวเองดีขึ้นมาตามลำดับ 

เมื่อครั้งอยู่วัดนางชี ท่านบูชาพระบรมสารีริกธาตุว่าเป็นของสูง ไม่ควรนำมาเล่น แต่ด้วยความเป็นเด็กของหญิงสาววัยรุ่นคนนี้ เธอหยิบเอาพระบรมสารีริกธาตุมาไว้ส่วนตัว ตกกลางคืนช่วงดึกสงัด เธอก็ร้องว่า “ป้าชีช่วยหนูด้วย” ท่านจึงลุกไปดู บริเวณโดยรอบถูกปกคลุมด้วยความมืด หากแต่มีแสงสว่างพุ่งเข้ามาบริเวณพระบรมสารีริกธาตุพอดี ท่านจึงกล่าวเตือนเธอว่า “พระบรมสารีริกธาตุเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ เทวดาบอกให้เอาไปคืนใช่ไหม” เธอบอกว่าใช่และเล่าว่า “ตนเองเห็นผู้ชายแก่ใส่ชุดขาว ผมสั้นและสีขาวโพลน เข้ามาชี้หน้าแล้วบอกให้เอาไปคืนเดี๋ยวนี้”ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความซุกซนของหญิงสาววัยรุ่นคนนี้ก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด และท่านก็สอนให้เธอฝึกนั่งกรรมฐาน

 
ใช้เมตตาช่วยเหลืองู
 

ระหว่างอยู่ในช่วงกลางพรรษาที่วัดนางชี กุฎที่อยู่เป็นกุฎีไม้เก่า มีงูจำนวนมากนับร้อยตัวตัวเลื้อยเข้ามาในห้อง หนีไปไหนก็ไม่ได้เพราะไม่มีที่ไป ท่านเลยต้องคอยระวังเวลาเดินเข้าห้องน้ำ และต้องคอยเอามือปิดหัวไว้เพื่อกันงูเห่าตกใส่  คุณแม่จำใจต้องทนอยู่อย่างระมัดระวังกับงูเห่าไผ่เต็มกุฏิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเวลาถึง ๑ เดือน  จึงไปปรึกษาแม่ชีเฉลิมศรีผู้เป็นเจ้าของกุฎี แม่ชีท่านก็แนะนำให้ไปแจ้งสถานเสาวภามาจับ เมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้นท่านพิจารณาเห็นว่า “ตัวเราเอง ยังไม่อยากให้ใครมาจับไปคุมขัง งูเหล่านี้ก็คงไม่อยากถูกคุมขังเช่นเดียวกัน” จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานไปถึงงูเหล่านั้นว่า “เรากับท่านนั้นอยู่คนละภูมิภพ งูก็อยู่ภพภูมิหนึ่ง มนุษย์ก็อยู่อีกภพภูมิหนึ่ง ที่นี่ไม่ใช่ที่อยู่ของท่าน ขอให้ท่านจงไปเสียเถิด มิฉะนั้นจะมีผู้มาจับท่านไปขัง” 

วันรุ่งขึ้น คุณแม่ตื่นขึ้นมาสำรวจดู ปรากฎว่างูเห่าหายไปหมดอย่างอัศจรรย์ คล้ายกับเข้าใจคำพูดท่าน  แต่ยังเหลืองูเห่าอยู่อีกตัวหนึ่ง ในช่องตรงซอกประตูเหล็กทางเข้ากุฏิ  คุณแม่เลยเดินไปที่ซอกประตู แล้วพูดกับงูเห่าว่า “ยังไปไม่หมดอีกหรือ ไปซิ” จากนั้นจึงไปทำธุระต่อ  วันนั้นมีแขกมาหาท่าน และได้สนทนากันอยู่สองสามชั่วโมง  เมื่อคุยเสร็จ ส่งแขกกลับ คุณแม่เดินไปดูงูเห่าที่เหลืออีกตัวเดียว ปรากฎว่ามันได้เลื้อยออกจากกุฏิไปแล้ว คล้ายกับว่างูเห่าทั้งหมดเข้าใจภาษาคนได้จริงๆ

 
เมตตาท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ รับให้พำนักอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 

พ.ศ. ๒๕๓๒ คุณแม่พร้อมด้วยแม่ชีติดตาม ๒ ท่าน ได้เข้ามากราบ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อครั้งที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมบัณฑิต เพื่อขอมาพำนักอยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 

          มูลเหตุที่ได้มาขอพำนักอยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์นั้น เนื่องจากว่ามีแม่ชีที่ท่านได้อุปถัมภ์ไว้ได้ไปเรียนพระอภิธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพมหานคร การเดินทางระหว่างวัดนางชีมาวัดมหาธาตุฯ อยู่ไกล มีความลำบากในการเดินทางมาเรียน ทั้งกุฎีแม่ชีที่วัดสัมพันธวงศ์ในขณะนั้นมีแม่ชีไม่มาก มีสถานที่พอจะพำนักอยู่ได้ 

          แม่ชีที่วัดมหาธาตุฯ จึงแนะนำให้มากราบขอเมตตาจากท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เพื่อขอพำนักอยู่ อันจะเป็นการสะดวกในการเดินทางมาเรียนที่วัดมหาธาตุฯ เพราะวัดสัมพันธวงศ์อยู่ใกล้กว่าวัดนางชี 

          ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เป็นผู้มีเมตตาต่อแม่ชีทุกท่านที่เข้ามาขอพำนักอยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาตั้งแต่อดีตที่ผ่านมา มีความห่วงไยต่อความเป็นอยู่ของแม่ชีที่วัดเป็นอย่างมาก อาทิเช่น 

เมื่อครั้งที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯยังแข็งแรง ท่านจะออกรับบิณฑบาตทุกวัน แม้เมื่อท่าน ได้รับพระบรมราชโองการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้วก็ตาม ยังถือปฏิบัติวัตรนี้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อบิณฑบาตกลับมาแล้ว ท่านจะเลือกไว้เฉพาะส่วนที่จะฉันเท่านั้น ส่วนอาหารบิณฑบาตที่เหลือทั้งหมด หรือมีญาติโยมนำอาหารมาถวายนอกจากนี้ ท่านจะเมตตามอบให้กับคณะแม่ชีนำไปทานร่วมกัน เนื่องจากการอยู่ในกรุงเทพฯ นี้ ไม่มีประเพณีนิยมสำหรับให้แม่ชีออกรับบิณฑบาตเหมือนในบางพื้นที่ ท่านกลัวว่าแม่ชีจะไม่มีอาหารทาน และเป็นห่วงเรื่องความเป็นอยู่ต่างๆ ของแม่ชีด้านอื่นๆ อยู่ตลอด เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีสำหรับแม่ชีผู้เข้ามาขอพำนักอยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์นี้ 

การเรียนพระอภิธรรม ซึ่งในอดีตท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ท่านได้เคยศึกษาพระอภิธรรมมาเช่นเดียวกัน  หากจะมีผู้สนใจมาเรียนด้านนี้ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ท่านจึงสนับสนุนเต็มที่ และได้เมตตาคอยแนะนำเรื่องอภิธรรมเพิ่มเติมในส่วนที่แม่ชียังไม่เข้าใจให้อย่างต่อเนื่อง 

ทั้งเรื่องการปฏิบัติกรรมฐานนั้น ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ท่านถือเป็นศิษย์พระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เป็นสามเณร แม้เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมต่อที่วัดสัมพันธวงศ์ ท่านยังถือปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัยแบบที่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานได้เคยพาปฏิบัติมา รวมทั้งการช่วยอบรมสั่งสอนเผยแพร่เรื่องกรรมฐานแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้ส่งเสริมสนับสนุนมาโดยตลอด 

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้นี้ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ จึงได้มีเมตตารับให้อยู่พำนักที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 
เป็นอุบาสิกาผู้น่านับถือ 

ด้วยความเมตตาของท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ คุณแม่จึงได้เข้ามาพำนักอยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์  เมื่อย้ายมาประจำแล้ว คุณแม่ได้ปฏิบัติกิจวัตรตามระเบียบของวัดมิให้ขาดตกบกพร่อง มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและเคารพต่อพระภิกษุสามเณรภายในวัดและนอกวัดอย่างจริงใจ ท่านพร้อมกับแม่ชีท่นอื่นๆ ช่วยสนองงานที่ทางวัดได้มอบหมายให้รับผิดชอบในกิจกรรมงานบุญต่างๆ ด้วยดีเสมอมา  

ในส่วนของบ้านพักอุบาสิกา คุณแม่ได้ช่วยเหลือกิจต่างๆ อย่างแข็งขัน ช่วยหัวหน้าแม่ชีดูแลแม่ชีที่เข้ามาอยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่รักและเคารพของแม่ชีและญาติโยมของทางวัดอย่างยิ่ง 

ระหว่างที่อยู่ที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์นี้ ท่านได้เริ่มสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ผู้สนใจที่เข้ามาฝึกปฏิบัติอยู่อย่างต่อเนื่อง ช่วงออกพรรษาไปแล้ว หากมีเวลาว่างเมื่อใด คุณแม่จะเดินทางไปสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานและช่วยแนะนำสอนผู้สนใจบ้างตามโอกาส

นอกจากนี้ ยังได้เดินทางไปจาริกปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในที่อื่นๆ ร่วมกับพระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง บางครั้ง เมตตาเดินทางไปสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ท่านที่สนใจตามสถานที่ต่างๆ ที่จัดขึ้น การเดินทางไปสอนการปฏิบัติแบบนี้ บางครั้งไปเป็นเวลาหลายวัน บางครั้งเดินทางไปกลับ แต่ที่เดินทางไปมาประจำคือที่สำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรม จังหวัดชลบุรี 

คุณแม่เดินทางไปมาระหว่างสำนักวิเวกอาศรมและวัดสัมพันธวงศ์อยู่นาน วันหนึ่ง พระครูวิเชียรธรรมนาท หรือหลวงพ่อสีหนาท เจ้าอาวาสวัดหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งรู้จักกับคุณแม่มานาน ได้แนะนำให้คุณแม่สอนวิปัสสนากรรมฐานประจำอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ได้แล้ว ท่านพระครูวิเชียรธรรมนาทจะแนะนำผู้ปฏิบัติมาฝึกกับคุณแม่ที่วัดสัมพันธวงศ์แห่งนี้ให้

 
สอนวิปัสสนากรรมฐานที่บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์ 

นับแต่นั้นมา คุณแม่จึงได้เริ่มสอนวิปัสสนากรรมฐานอย่างจริงจังแก่ท่านผู้สนใจที่เข้ามาฝึก ณ บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์แห่งนี้ สถานที่สอนแห่งแรกอยู่ใต้กุฎีแม่ชีหลังเก่า ซึ่งอยู่ใกล้กับองค์พระเจดีย์เก่า ต่อมาคุณแม่เห็นว่าสถานที่ดังกล่าวมีความไม่สะดวกในการสอนและฝึกปฏิบัติ จึงขออนุญาตแม่ชีบุญมาผู้เป็นหัวหน้าแม่ชี เพื่อย้ายมาอยู่ที่ห้องเล็กอีกด้านหนึ่ง ภายหลัง ได้ย้ายไปใช้ศาลาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เพื่อเป็นที่สอนวิปัสสนากัมมัฏฐาน จากนั้น คณะลูกศิษย์จากสำนักวิปัสสนาวิเวกอาศรมที่ทราบว่าคุณแม่ประจำอยู่ที่นี่ จึงช่วยกันแนะนำให้ผู้สนใจมาฝึกปฏิบัติกับคุณแม่ที่บ้านพักอุบาสิกาแห่งนี้ให้ 

ต่อมาอีกประมาณ ๓ ปี คุณแม่เริ่มป่วยเป็นโรคหัวใจ อยากพักผ่อนที่ต่างจังหวัด จึงเดินทางไปพักผ่อนที่จังหวัดกำแพงเพชร เป็นบ้านลูกศิษย์ของหลวงพ่อศรีหนารถที่ศรัทธาคุณแม่มาก ถึงกระนั้น ลูกศิษย์จากกรุงเทพมหานครยังคงเดินทางตามไปฝึกปฏิบัติอยู่ประจำ คุณแม่พักอยู่ที่นี้หลายเดือน พร้อมกับยังคงสอนวิปัสสนาไปด้วย แม้จะมีอาการป่วย อยู่ก็ตาม   

วันหนึ่ง เป็นคืนเดือนเพ็ญ ระหว่างที่คุณแม่ยังอยู่ที่บ้านหลังนั้น ท่านยินเสียงเรียกว่า “คุณแม่ข๋า คุณแม่ข๋า”  เมื่อคุณแม่เปิดประตูบ้านออกไปดู ไม่พบใคร แต่รู้สึกเหมือนเห็นคนเดินไปเดินมา ไม่ค่อยชัด ล่วงมาจนถึงวันก่อนที่คุณแม่จะกลับกรุงเทพฯ ท่านได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นอีกครั้งชัดเจน ท่านนึกว่าลูกศิษย์กำลังทะเลาะกัน  สักครู่จึงนึกขึ้นได้ว่า เสียงร้องไห้นั้นเป็นเสียงเดียวกันกับที่เรียกในคืนเดือนเพ็ญ เจ้าของเสียงคงอาลัยที่คุณแม่จะกลับแล้ว 

ด้วยความที่ต้องการสนองคุณพระพุทธศาสนา สนองคุณของวัด และส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานให้แพร่หลายออกไป อันจะเป็นประโยชน์ต่อจิตใจของผู้มาปฏิบัติเอง ท่านจึงเริ่มอบรมสั่งสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่สนใจเข้ามาปฏิบัติที่กุฎีแม่ชีวัดสัมพันธวงศ์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยผู้มาฝึกปฏิบัตินั้น มีทั้งท่านที่สนใจในการวิปัสสนากรรมฐานทั่วไปและท่านที่เคยไปปฏิบัติกับคุณแม่ที่สำนักวิปัสสนาวิเวกาศรม และสถานที่อื่นๆ ทราบว่าท่านมาพำนักอยู่ที่นี่ ได้เดินทางมาปฏิบัติกับท่านด้วย 

รูปแบบการสอนวิปัสสนากรรมฐานของท่าน ได้ยึดตามแบบที่ได้ฝึกปฏิบัติและรับการอบรมสั่งสอนมาจากท่านพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภเถระ หรือ พระอาจารย์ใหญ่ คือ  การเจริญสติสัมปชัญญะ กำหนดรู้  ละ  อารมณ์  ตามแนวสติปัฎฐาน 4  เดินจงกรม  นั่งสมาธิ (พอง - ยุบ) 

ประกอบกับทางคณะสงฆ์วัดสัมพันธวงศ์ โดยมีท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นประธาน มีพระเถรานุเถระภายในวัด เช่น พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นต้น สนับสนุนการจัดกิจกรรมปฎิบัติธรรมนี้อย่างเต็มที่ในทุกด้าน 

รวมทั้งด้วยเอกลักษณ์ส่วนตัวของท่านที่มีเมตตาต่อทุกคนที่เข้ามาฝึกปฎิบัติ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ถือตัว เป็นกันเองกับทุกคน ให้เกียรติต่อผู้มาศึกษาปฏิบัติ ไม่ยกตนข่มท่านในด้านการปฏิบัติ สอนจากประสบการณ์ที่ท่านได้เคยรับรู้ถึงผลของการปฏิบัติมาแล้ว และสั่งสอนให้ปฏิบัติแล้วเห็นผลจากการปฏิบัติ  

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้สถานที่ปฎิบัติธรรมกุฎีแม่ชีวัดสัมพันธวงศ์ เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้น มีพุทธศาสนิกชนผู้สนใจเริ่มเข้ามาปฏิบัติกับท่านเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีทั้งมาแบบส่วนบุคคล มาเป็นหมู่คณะ มาเป็นหน่วยงาน จัดเป็นช่วงเวลาปฏิบัติเฉพาะกลุ่มเป็นการเฉพาะ จัดปฏิบัตินอกสถานที่ มีลูกศิษย์ที่เคารพนับถือจำนวนมาก


รวมศรัทธาจากจตุรทิศ สร้างอาคาร “สามัคคีมีบุญ”
 

เมื่อมีผู้สนใจมาปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่กุฎีแม่ชีมากขึ้น สถานที่รองรับสำหรับผู้มาปฏิบัติเดิม คือ ศาลาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ไม่เพียงพอต่อการพักและรองรับผู้มาปฎิบัติ ทั้งอาคารที่พักของแม่ชีเดิมไม่เพียงพอและมีสภาพเก่า

คุณแม่จึงดำริจัดสร้างอาคารปฏิบัติธรรมขึ้นมาเพิ่มเติม โดยได้ปรึกษาหารือกับลูกศิษย์ผู้มีศรัทธาแล้ว ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท มีท่านที่มีศรัทธาประสงค์จะเป็นเจ้าภาพช่วยกันเป็นเบื้องต้นหลายท่าน จึงกราบเรียนแจ้งเรื่องดังกล่าวให้ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ และพระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ และท่านที่เกี่ยวข้องได้ทราบ ทุกฝ่ายมีฉันทามติเห็นด้วยกับการก่อสร้างครั้งนี้ 

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้มอบหมายให้พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี เป็นประธานดำเนินการ โดยพระเดชพระคุณท่านฯ ได้จัดผ้าป่าสามัคคีรวบรวมปัจจัยจากศิษยานุศิษย์เพื่อสมทบทุนการก่อสร้างครั้งนี้ ได้จำนวนปัจจัยร่วมสมทบทุนการก่อสร้างกว่าหนึ่งล้านบาท แบ่งเป็น ๒ กอง คือ 

กองแรก

ปรับปรุงศาลาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ (ศาลาปฏิบัติธรรมที่กุฎีแม่ชี) จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท

กองที่สอง

สมทบทุนก่อสร้างอาคารสามัคคีมีบุญ จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือ เป็นทุนบริจาคของลูกศิษย์ผู้มีศรัทธาในคุณแม่ ทั้งศิษย์ทั้งเก่าและใหม่ ร่วมกันบริจาคสมทบทุนก่อสร้างอีกกว่าสองล้านบาท

ในการนี้ พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี ได้เมตตาตั้งชื่ออาคารปฏิบัติธรรมหลังนี้ว่า “อาคารสามัคคีมีบุญ” เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงความดีของแม่ชีบุญมี เวชสาร ในครั้งนี้ 

การก่อสร้าง “อาคารสามัคคีมีบุญ” เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ การก่อสร้างแล้วเสร็จและทำการมอบถวายอาคาร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ 

นอกจากก่อสร้างอาคาร “สามัคคีมีบุญ” แล้ว พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี ได้เมตตาให้บูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ด้วย โดยอาศัยทุนการบูรณะจากทุนที่ได้จัดทอดผ้าป่าสามัคคีเป็นเบื้องต้น พร้อมทั้งอาศัยทุนจากศรัทธาจากศิษยานุศิษย์ของพระเดชพระคุณฯและจากศิษยานุศิษย์ของแม่ชีบุญมีร่วมกันบูรณะจนเป็นธรรมนีย-สถาน ที่เหมาะสำหรับการปฏิบัติกรรมฐานที่ทุกท่านได้เห็นในปัจจุบันนี้


 เป็นทายิกาผู้นำศรัทธาของพุทธศาสนิกชนมาอุปถัมภ์วัดสัมพันธวงศ์

ด้วยความที่มีผู้สนใจมาปฏิบัติธรรมกับท่านจำนวนมาก ผู้ที่มาปฏิบัติมีทั้งจากศิษยานุศิษย์สายของวัดและมาจากที่อื่น คุณแม่จึงถือว่าเป็นผู้นำศรัทธาของลูกศิษย์ในการมาอุปถัมภ์วัดในกิจกรรมงานบุญต่างๆ ที่วัดได้จัดขึ้น ได้ชักชวนลูกศิษย์ของท่านมาร่วมกันอุปถัมภ์วัดและร่วมกิจกรรมอื่นๆ ของทางวัด เช่น การปฏิบัติธรรม การทำวัตรสวดมนต์ การทำบุญและร่วมกิจกรรมงานบุญในโอกาสต่างๆ ฯลฯ ท่านได้ดำเนินการลักษณะนี้ในฐานะมหาทายิกาผู้ชี้ทางสวรรค์ให้ลูกศิษย์มาอย่างต่อเนื่อง

 
กิจกรรมพิเศษต่างๆ
 

นอกจากจะเป็นผู้สอนวิปัสสนากรรมฐานที่กุฎีแม่ชีให้กับพุทธศาสนิกชนทั้งหลายแล้ว คุณแม่ยังมีกิจกรรมสั่งสมบุญ ชักชวนศิษยานุศิษย์ของท่านไปสร้างบุญบารมีต่างๆ มากมาย ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด รวมทั้ง ได้ชักชวนศิษยานุศิษย์ร่วมสร้างสาธารณประโยชน์อื่นๆ มากมาย โดยมีท่านเป็นจุดศูนย์รวมของศรัทธา อาทิเช่น 

- สร้างอาคารสามัคคีมีบุญ ณ กุฎีแม่ชี วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ งบประมาณประมาณ ๓ ล้านบาท 

- บริจาคเงินส่วนตัวให้กับสภากาชาดไทย จำนวน ๒๒๐,๐๐๐ บาท 

- สร้างอาคารเรียนและห้องสมุดโรงเรียนวัดบ้านไร่ ต.แม่เงิน อ.เชียงแสน จังหวัดเชียงราย 

- สร้างฐานพระเป็นเบื้องต้นให้กับพระยืนที่สามเหลี่ยมทองคำ อ.เชียงแสน จังหวัดเชียงราย 

- เริ่มต้นซื้อที่ดิน สร้างกุฎี ๓ หลัง ถวายสำนักสงฆ์ธารทอง อ.เชียงแสน จังหวัดเชียงราย 

- สร้างกุฎีถวายวัดมหาโพธิธรรม อ.แก่งคอย จังหวัดสระบุรี 

- ฯลฯ 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมบุญเพื่ออุปถัมภ์วัดต่างๆ เป็นจำนวนมากที่มิได้บันทึกไว้ทั้งในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นงานบุญผ้าป่าและงานบุญกฐินที่ท่านรับเป็นประธานนำลูกศิษย์ไปทอดถวาย รวมทั้งอุปถัมภ์การจัดกิจกรรมปฏิบัติในสถานที่ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่างๆ อีกมากมาย เช่น มอบทุนให้นักเรียน มอบอุปกรณ์การศึกษาให้โรงเรียน มอบสิ่งของให้กับชุมชนที่ขาดแคลน อุปถัมภ์การก่อสร้างของสถานศึกษา เป็นต้น


ประวัติการเจ็บป่วย 

โดยปกติแล้ว คุณแม่เป็นผู้มีสุขภาพแข็งแรง อาการเจ็บป่วยเป็นไปตามความชราภาพ 

ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ คุณแม่เข้าตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลตำรวจ แพทย์วินิจฉัยว่าท่านเป็นโรคหัวใจโต และต่อมา มีโรคเบาหวานและความดันด้วย ในขณะนั้นถือว่าอาการป่วยยังไม่ถึงกับรุนแรงมาก ท่านยังรักษาสุขภาพและทานยาตามที่แพทย์สั่งเรื่อยมา 

ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ คุณแม่เข้ารับการผ่าตัดก้อนเนื้อ ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยา หลังจากพักฟื้นจากการผ่าตัดแล้ว ท่านยังพอจะประกอบศาสนกิจต่างๆ ได้อยู่ แต่สภาพของร่างกายโดยรวมไม่แข็งแรงมาก เพราะอายุเริ่มเข้าสู่วัยชราด้วย 

วันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ คุณแม่มีอาการปวดศรีษะอย่างรุนแรง แม่ชีและลูกศิษย์ได้นำส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยา (ปิ่นเกล้า) ช่วงเช้าวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ ร่างกายซีกซ้ายของท่านมีอาการอ่อนแรง ทานอาหารเองไม่ได้ พูดไม่ได้ แต่มีสติสัมปชัญญะดีทุกอย่าง คณะแพทย์ได้ทำการรักษาและทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลอยู่ ๒ เดือน ต่อมา แม่ชีและลูกศิษย์ได้นำมาพักฟื้นที่สำนักดิษฐ์ราการบริบาลต่ออีก ๑ เดือน 

วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๘ แม่ชีและลูกศิษย์นำคุณแม่กลับมาดูแลที่กุฎีอาคารสามัคคีมีบุญ บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์ นำไปพบแพทย์เป็นระยะๆ ตามแพทย์สั่งและช่วงที่มีอาการท่านมีไม่ดี อาการในช่วงนี้ ถือว่าอยู่ในช่วงทรงตัว แต่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดีทุกประการ 

วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๙ คุณแม่มีอาการหายใจติดขัด แม่ชีและลูกศิษย์ได้นำส่งโรงพยาบาลเจ้าพระยา (ปิ่นเกล้า) แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นอาการหัวใจเสื่อมและหัวใจเต้นผิดปกติ แนะนำให้ใส่เครื่องช่วยหายใจ และย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ๗ วัน 

วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ แม่ชีและลูกศิษย์นำคุณแม่กลับมาดูแลต่อที่อาคารสามัคคีมีบุญ บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์ อาการโดยทั่วไปในช่วงนี้ยังถือว่าทรงตัว แต่ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด มีสติรับรู้การการมาเยี่ยมของบุคคลต่างๆ ได้.


ละสังขาร 

วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลาประมาณ ๐๔.๓๕ น. แม่ชีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดพบว่าคุณแม่หายใจไม่ออก จึงรีบติดต่อรถพยาบาลฉุกเฉินเพื่อนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรถฉุกเฉินพร้อมเจ้าหน้าที่และเครื่องกู้ชีพฉุกเฉินเดินทางมาถึง ได้ตรวจชีพจรและแจ้งว่าคุณแม่ละสังขารไปแล้ว  

แม่ชีบุญมี เวชสาร ละสังขารด้วยอาการอันสงบ ในวันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๐๔.๔๐ น.  ณ อาคารสามัคคีมีบุญ บ้านพักอุบาสิกาวัดสัมพันธวงศ์ แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ด้วยอาการโรคหัวใจตีบ สิริอายุ ๗๙ ปี ๑๑ เดือน ๒๓ วัน 

คณะสงฆ์วัดสัมพันธวงศ์พร้อมศิษยานุศิษย์ของคุณแม่ฯ ได้จัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ณ ศาลาหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ ตั้งแต่วันที่ ๒๔ – ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ และทำพิธีเก็บศพไว้รอกำหนดการขอพระราชทานเพลิงศพต่อไป


พิธีพระราชทานเพลิงศพ
 

มีพิธีพระราชทานเพลิงศพแม่ชีบุญมี เวชสาร (เป็นกรณีพิเศษ) ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. โดยมี พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เจ้าคณะภาค ๔ – ๕ – ๖ – ๗ (ธรรมยุต) และกรรมการมหาเถรสมาคม เป็นประธานในพิธี


----------------------------------------

ค้ดสำนวนประวัติ โดย

พระมหาสำรวย นาคโร วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ
และคุณนิศมล ผู้เป็นลูกศิษย์ของคุณแม่ฯ
ร่วมกับศิษยานุศิษย์ ญาติ และท่านผู้มีอายุร่วมสมัยกับคุณแม่ ได้ช่วยให้คำแนะนำเพิ่มเติมในประวัติ


 
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด