อัตตชีวประวัติ
คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
 
 
บุญเรือนอนุสรณ์
โดย พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (นิทฺเทสกเถร)
อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
พระอาจารย์ผู้สอบธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
------------
 

พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร)
 
อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม เป็นคนมีศรัทธา หาโอกาสบริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรมในวันธรรมสวนอุโบสถ และฟังธรรมเทศนาที่ศาลาวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งมีประจำวันตลอดมา

ครั้นเมื่อเข้าใจธรรมวินัยกว้างขวางยิ่งขึ้น ก็พยายามศึกษาปฏิบัติถึงขั้นสมถวิปัสสนาร่วมกับคณะอุบาสิกาที่มาฟังธรรมเวลาค่ำ คือ นอกจากชาวบ้านที่มาฟังธรรมแล้วก็มีสตรีที่มีศรัทธามาถือบวชเป็นชีนุ่งขาวอยู่หลายคน

เมื่อแสดงเทศนาจบแล้ว ก็เริ่มถามความเข้าใจและความกำหนดจดจำ ตลอดถึงแนะอุบายที่จะเป็นอุปการการแก่การปฏิบัติธรรม ทั่ว ๆ ไป เมื่อแนะนำสั่งสอนนานเข้า ก็เลื่อนไปแสดงธรรมที่ละเอียดขึ้นไปโดยลำดับ นับว่าเป็นชั้นสมถภาวนา อุบายทำใจให้สงบบ้าง เลื่อนไปถึงขั้นวิปัสสนาภาวนา อุบายที่จะทำใจให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงตามพระธรรมวินัย หรือตามพุทธประสงค์ที่แท้จริงบ้าง วันละประมาณครึ่งชั่วโมง หรือชั่วโมงเศษบ้าง

ในบรรดานักศึกษาธรรมที่ประชุมในยุคนั้น รู้สึกว่าอุบาสิกาบุญเรือน เป็นผู้ที่เข้าใจเนื้อความของธรรมได้ดี และเป็นผู้กล้าหาญ กล้าตอบ กล้าพูด มีปฏิภาณได้ถ้อยได้ความ ถือเอาอรรถรสได้

เมื่อพูดจาแนะนำปรับความเข้าใจทางทฤษฎีพอควรแก่เวลาแล้ว ก็เริ่มนำบูชาอาราธนากัมมัฏฐานประกอบภาคปฏิบัติต่อไป โดยปกติก็ใช้เวลาประมาณชั่วเล่มธูป แล้วกรวดน้ำ เสร็จเลิกประชุม

ระยะต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๐ อุบาสิกาบุญเรือน มีศรัทธากล้าขึ้น ก็ลาสามีบวชเป็นชีอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ จะเป็นกี่ปีจำไม่ได้ ได้ความว่าเธอทำความเพียรมาก ได้เห็นผลเป็นที่พอใจหลายอย่าง แล้วก็ลาจากนุ่งขาวไปพักอยู่บ้านพักตำรวจ กับ ส.ต.ท.จ้อย ผู้สามี แต่ก็ยังบำเพ็ญกุศลฟังธรรมอยู่เนือง ๆ

สำหรับ ส.ต.ท.จ้อย เคยลาราชการขออุปสมบทตามประเพณีที่วัดสัมพันธวงศ์ ๓ เดือนเศษ แล้วลาสิกขาออกไปรับราชการตามเดิม ภายหลัง ส.ต.ท.จ้อย ถึงแก่กรรม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙

ระยะเวลาต่อมา พ.ศ. ๒๔๘๒ อุบาสิกาบุญเรือน ก็ศรัทธาเข้ามาบวชนุ่งขาวอยู่ที่ศาลาอีก แต่ก็มีเหตุให้เธอต้องลาจาการนุ่งขาวออกไปอีก แต่อาศัยธรรมที่ได้ปฏิบัติศึกษา มีความซื่อสัตย์สุจริต ฝึกกายวาจาจิต ให้มีอำนาจประกอบด้วยมีเมตตาธรรม ได้ช่วยนวดช่วยรักษาผู้ที่ป่วยไข้ตามที่รู้จักได้ผลดี ก็มีผู้หานวดมากขึ้น และมีผู้เอื้อเฟื้อมาก บางท่านก็นัดให้ไปอ่านหนังสือธรรมให้ฟังด้วย

เมื่ออุบาสิกาบุญเรือนมีอายุมากขึ้น ก็มีความเพียรพยายามยิ่งขึ้น ไม่ละทิ้งการปฏิบัติ จึงมีความรู้ความสามารถกว้างขวาง เป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปมากขึ้นตามลำดับ ถึงกับมีผู้ร่วมกันปลูกสร้างบ้านพักให้ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ในที่ดินของคุณสม คุณพัธนี พรวิบูลย์บ้าง สร้างบ้านพักให้ในที่ดินของ นางสาววาย วิทยานุกรณ์ ที่บ้านนาซา ตำบลปากน้ำประแสอำเภอแกลง จังหวัดระยองบ้าง และแห่งที่สาม คุณหลวงและคุณนายแจ่มวิชาสอน ได้สร้างบ้านให้อยู่บนที่ดินของคุณหลวงและคุณนายที่พระโขนง

มีผู้เคารพนับถือไปฟังและสนทนาธรรม ขอให้ช่วยรักษาตัวเนือง ๆ ตลอดถึงไปประชุมไหว้พระสวดมนต์ เวลาบ่ายวันอาทิตย์วันละมาก ๆ เธออาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้ เผยแผ่พระศาสนาและรักษาคนไข้ด้วยเมตตาต่อมาจนถึงแก่กรรม

อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม แม้จะย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว ก็หาโอกาสมาบำเพ็ญกุศลรักษาศีล ฟังธรรมที่วัดสัมพันธวงศ์อยู่บ่อยๆ ได้ช่วยขวนขวายในกิจการที่ควรทำตามสามารถ ตลอดถึงชักชวนผู้มีศรัทธาที่คุ้นเคยไปบำเพ็ญกุศล มีทอดกฐิน ทอดผ้าป่าเป็นต้น ตามวัดต่างๆ อีกหลายแห่งหลายจังหวัด เช่นที่วัดสารนาถธรรมาราม จังหวัดระยอง และวัดอาวุธวิกสิตาราม เป็นอาทิ

นับว่าเป็นผู้สามารถชักนำในการกุศล เป็นกำลังแก่การพระศาสนาเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความสามารถได้แนะนำให้คนสนใจในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก เพราะได้ช่วยรักษาการป่วยไข้ ให้หายโรคภัย มีผู้รู้จักนับถือมากทั้งภาคอีสานและพายัพ มีเชียงใหม่เป็นต้น ซึ่งมีผู้เขียนให้ปรากฏไว้แล้ว

ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๒ อาตมภาพได้ไปช่วยทะนุบำรุงก่อสร้างวัดทางจังหวัดระยองหลายวัด โดยเฉพาะเป็นพระประธานก่อสร้างอุโบสถวัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

อุบาสิกาบุญเรือน ได้ช่วยบอกบุญญาติมิตร ศิษย์พวกพ้องมาช่วยร่วมการกุศล เพื่อช่วยการก่อสร้างอุโบสถเป็นอันมาก และหล่อพระประธานก็ได้ช่วยจัดการตกลงกับช่างและหาทุนด้วย ซึ่งมีปรากฏในประวัติพระพุทโธใหญ่แล้ว แม้เธอเป็นศิษย์รับการศึกษาจากสำนักนี้ แต่อยู่ในฐานเป็นกัลยานมิตร และเป็นสหาย ในการสร้างบารมีคนสำคัญผู้หนึ่ง ซึ่งยากจะหาผู้เสมอเหมือน สร้างอุโบสถ และพระประธานราคา ๒ ล้านเศษนั้น ก็เป็นส่วนที่อุบาสิกาบุญเรือน ช่วยขวนขวายบอกพวกพ้อง มาร่วมการกุศล เป็นอุปการคุณควรระลึกในราว ๒ แสนบาท

อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง เพราะน้อยคนที่จะทำได้ และเป็นการกุศลที่ชูใจให้ปลอดโปร่งเป็นอันมาก

หากเธอจะสถิตในสถานที่ใด ขอจงได้ประสพสุขสันติสมปรารถนานิรันดรเทอญ.

 

พระมหารัชชมังคลาจารย์

วัดสัมพันธวงศ์ พระนคร
๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๗

ที่มา : อนุสรณ์คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม หน้า ๑๓-๑๕ เกษมการพิมพ์ พระนคร

 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
อัตตชีวประวัติ
คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
(อุบาสิกาบุญเรือน โตงบุญเติม หรือ แม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม)
ผู้เป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์
 

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม
 
ฆราวาสผู้เปี่ยมด้วยธรรม

คุณแม่บุญเรือน กลิ่นผกา เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๔ ปีมะเมียขึ้น ๑๕ ค่ำเวลา ๑๑.๒๐ น. หรือตรงกับวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๗ ท่านได้กำเนิดในครอบครัว ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน มีนายยิ้ม กลิ่นผกา เป็นบิดา และมี นางสวน กลิ่นผกา เป็นมารดา สถานที่เกิดอยู่ที่คลองสามวา อำเภอมีนบุรี จังหวัดพระนคร

ต่อมาบิดามารดาของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่ตำบลบางปะกอก อำเภอราษฎร์บูรณะ จังหวัดธนบุรี อยู่ในละแวกบ้านชาวสวน และมีฐานะเป็นชาวสวนในเวลาต่อมา คุณแม่บุญเรือน ท่านก็ได้เติบโตมาในละแวกบ้านชาวสวน ที่ตำบลบางปะกอกใหญ่นั่นเอง

นายยิ้ม บิดาของคุณแม่บุญเรือน มีภรรยาทั้งสิ้น ๓ คน คนแรกก็ได้แก่ นางสวน มีบุตรด้วยกันสองคน คนโตคือ นางทองอยู่ ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว คนที่สองก็ได้แก่ คุณแม่บุญเรือน กลิ่นผกานั่นเอง

ภรรยาคนที่สอง ชื่อนางเทศ มีบุตรด้วยกันสามคน ได้แก่ นายเนื่อง นางทองคำ และนางทิพย์ ซึ่งทั้งสามคนนี้ ถือเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน

ภรรยาคนที่สาม ไม่มีใครจำชื่อได้ และไม่มีใครยืนยันว่า นายยิ้ม ได้มีบุตรกับภรรยาคนนี้หรือไม่

 

การศึกษาเล่าเรียนและชีวิตในครอบครัว

ชีวิตในวัยเยาว์ คุณแม่บุญเรือน เป็นผู้ได้รับความรักความทะนุถนอมจากบิดามารดา เป็นอันมาก พอเหมาะสมกับฐานะของครอบครัว ท่านได้รับการศึกษาให้รู้ภาษาไทย พออ่านออกเขียนได้ และเชื่อว่าท่านได้รับการฝึกสอน จากบิดามารดา ให้มีความรอบรู้ และ สามารถทำหน้าที่เป็นแม่บ้านแม่เรือนเป็นอย่างดี พอเหมาะสมกับสมัย เนื่องจากปรากฏต่อมาในภายหลังว่า คุณแม่บุญเรือน มีความสามารถในการทำกับข้าวมีรสอร่อยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก อาหารจำพวกแกง และ ต้ม ท่านก็สามารถทำได้อย่างดี นอกจากนี้ก็ยังมีความสามารถในการเย็บจักร ตัดเสื้อผ้าได้เหล่านี้เป็นความสามารถที่เป็นที่ประจักษ์แก่คนที่รู้จักทุกคน

 

ฝึกหัดเป็นหมอนวดและสนใจในงานบุญ

เมื่ออายุราว ๆ ๑๕ ปี ท่านได้รับการฝึกสอนจากในครอบครัว ให้รู้จักการนวด ซึ่งท่านได้ให้ความสนใจอยู่เป็นอันมาก จนในที่สุด ท่านได้รับครอบวิชาหมอนวด และ ตำราหมอนวด จากปู่ของท่าน คืออาจารย์กลิ่น ซึ่งในขณะนั้นถือว่า เป็นหมอนวดผู้มีชื่อเสียง

จากการได้รับมอบตำราหมอนวด ทำให้ท่านได้ศึกษาวิธีการนวด จากตำราดังกล่าวจนเกิดความชำนาญ และกลายเป็นแม่หมอผู้มีชื่อเสียงในการนวดต่อมาในภายหลัง

ขณะเป็นวัยรุ่น ท่านได้รู้จักกับคุณลุงของท่าน คือหลวงตาพริ้ง ซึ่งเป็นพระภิกษุ อยู่ที่วัดบางปะกอก ด้วยความคุ้นเคยกับหลวงตาพริ้ง ผู้เป็นลุงนั่นเอง ท่านได้เริ่มนำอาหารไปถวายอยู่บ่อย ๆ ทำให้ท่านได้รับการอบรมสั่งสอนให้รู้จักธรรมะ และ คุณธรรมในการดำเนินชีวิต ตามแนวคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้เริ่มเลื่อมใสศรัทธา และมีใจรัก ในงานบุญงานกุศลมากขึ้นอันน่าจะถือได้ว่า นี่เป็นปฐมเหตุสำคัญที่ทำให้ท่านบำเพ็ญกรณียกิจเป็นนักบุญในพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา หลวงตาพริ้ง จึงเป็นพระภิกษุที่คุณแม่บุญเรือนมีความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และวัดบางปะกอกนี้ก็น่าจะเป็นวัดที่ทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาจนนำไปสู่การบำเพ็ญภาวนาในเวลาต่อมา

 

ชีวิตสมรสและบุตรธิดา

เมื่อมีอายุพอสมควร ก็ได้ทำการสมรสกับ ส.ต.ท.จ้อย โตงบุญเติม ซึ่งขณะนั้นเป็นตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลสัมพันธวงศ์ ได้อยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาที่ดีตลอดมา แต่ก็ไม่มิบุตรธิดาด้วยกัน และเนื่องจากไม่มีบุตรธิดาด้วยกัน ทำให้คุณแม่ บุญเรือน โตงบุญเติม ได้รับอุปการะเด็กหญิงชายอื่นบ้าง แต่มีผู้ที่ท่านรับอุปการะแต่มีอายุได้ ๖ เดือนจนเติบใหญ่เป็นเวลายาวนานคนหนึ่งในฐานะบุตรบุญธรรมคือ นางอุไร คำวิเทียน จนกระทั่ง นางอุไร มีอายุ ได้ ๑๙ ปีจึงได้สมรสกับ ร.ต.ท.เต็ม คำวิเทียน นางอุไร กับ ร.ต.อ.เต็ม อยู่กินกันมาจนมีบุตรสาวคนหนึ่งชื่อว่า นิดา คำวิเทียน นับว่าเป็นหลานยายที่คุณแม่บุญเรือนให้ความเมตตาเป็นอย่างยิ่ง

ชีวิตสมรสระหว่างคุณแม่บุญเรือน และ ส.ต.ท.จ้อย โตงบุญเติม อยู่กินกันมา จนกระทั่งในปี ๒๔๗๙ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๔๒ ปี ส.ต.ท.จ้อย ได้ถึงแก่กรรมลง เนื่องจากได้เข้าไปช่วยดับเพลิง เมื่อครั้งเพลิงไหม้ใหญ่ตลาดน้อย อำเภอบางรัก ต่อจากนั้นมา คุณแม่บุญเรือนก็ได้ครองความเป็นโสด บำเพ็ญงานบุญ และได้ใช้นามสกุล โตงบุญเติม ของสามีตลอดมา และได้อุปการะเลี้ยงดูนางอุไร คำวิเทียน จนกระทั่งอายุ ๑๙ ปี และได้สมรสกับ ร.ต.ท.เต็ม คำวิเทียน ซึ่งขณะนั้นเป็นตำรวจประจำอยู่ที่โรงพักกลาง ดังนั้น จึงมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ที่คุณแม่บุญเรือน ได้ไปอาศัยอยู่ที่บ้านพักของทางราชการ ที่โรงพักกลาง

ในระหว่างครองชิวิตร่วมกับ ส.ต.ท.จ้อย โตงบุญเติม คุณแม่บุญเรือน ได้ประกอบอาชีพตัดเย็บผ้า เป็นการช่วยสามีอีกแรงหนึ่ง และรับรักษาโรคโดยเป็นหมอนวด ซึ่งการเป็นหมอนวดเพื่อรักษาโรคนั้น ท่านทำเป็นการกุศลไม่มีสินจ้าง นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถในการทำคลอด หรือเป็นหมอตำแยแผนโบราณด้วย ซึ่งทำให้ท่านมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากในขณะนั้น

ด้านการตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยจักรท่านก็ทำได้อย่างดี จนทำให้ครอบครัวท่านมีฐานะที่มั่นคงพอสมควร ในระหว่างนี้ท่านก็ใช้เวลาในการบำเพ็ญบุญ ถือศีล สวดมนต์ ฟังธรรม ด้วยความเคารพเลื่อมใสอย่างแท้จริง ท่านได้ไปประกอบการบุญที วัดสัมพันธวงศ์ เป็นประจำ และได้เริ่มฝึกหัดวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตั้งแต่มีอายุประมาณ ๓๐ ปี หลัง ส.ต.ท.จ้อย ถึงแก่กรรม ท่านได้ไปพักอยู่ที่โรงเรียนช่างกลสมบุญดี มักกะสันอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่ง นางอุไร คำวิเทียน บุตรบุญธรรม ได้ทำการสมรสแล้ว ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่บ้านพักของทางราชการที่โรงพักกลางต่อไป

ขณะที่ยังใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ ส.ต.ท.จ้อย ด้วยความเลื่อมใสในพุทธศาสนา ได้ไปฟังพระสวดมนต์ ฟังธรรมที่วัดสัมพันธวงศ์อยู่บ่อยๆ ทั้งได้ฝึกหัดทำวิปัสสนากัมมัฐานที่วัดนี้ด้วย

ต่อมา ส.ต.ท.จ้อย ผู้เป็นสามี ได้ลาอุปสมบท ที่วัดสัมพันธวงศ์ เป็นเวลา ๑ พรรษา ทำให้คุณแม่บุญเรือน ได้มีความใกล้ชิดและผูกพันในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เมื่อสามีสึกออกมาแล้ว คุณแม่บุญเรือน ก็ได้ลาสามีบวชเป็นชีและอยู่ปฏิบัติธรรมที่วัด สัมพันธวงศ์ ได้พากเพียรพยายามฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน ได้อยู่ปฏิบัติที่ศาลาวัดสัมพันธวงศ์ จนทำให้เกิดความเข้าใจ และ ปลอดโปร่งในธรรมะ รักความสงบประกอบการกุศลต่าง ๆ ช่วยปักหมอนสำหรับธรรมาสน์พระสวดปาฏิโมกข์เป็นต้น

 

ผลสำเร็จของงานบุญ

ในระหว่างที่บวชเป็นชีนี่เอง ด้วยความตั้งใจจริง ในการบำเพ็ญเพียร หัดวิปัสสนากัมมัฏฐาน ทำใจให้สงบระงับ ฝึกใจให้แข็งแกร่งแก่กล้า มองเห็นธรรมอันวิเศษของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังผลให้เป็นที่ทราบในหมู่ผู้ร่วมวิปัสสนาด้วยกัน ว่าคุณแม่บุญเรือนได้สำเร็จแล้วอย่างแท้จริง คือสำเร็จใน จตุตถฌาน หรือ ฌาน ๔ อันประกอบด้วย

ปฐมฌาน หมายถึง ฌาน ขั้นแรก มีองค์ ๕ คือ ยังมีตรึก เรียกว่า วิตก และ ตรอง เรียกว่า วิจารณ์ เหมือนอารมณ์แห่งจิตของคนสามัญ ซ้ำยังมีปิติ คือ ความอิ่มใจ มีความสุข คือความสบายใจ เกิดแต่ความวิเวก คือ ความเงียบสงบ ประกอบด้วยจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งลงไปได้ เรียกว่า “ เอกัคตา”

ทุติยฌาน หมายถึง ฌาน ชั้นสอง ซึ่งละวิตกและวิจารณ์ ในปฐมฌานลงไปได้ คงเหลือแต่ ปิติ และ สุขอันเกิดแก่สมาธิกับเอกัคตา

ตติยฌาน เป็น ฌาน ชั้นสาม คงเหลือแต่องค์สอง คือละปิติเสียได้ คงเหลือแต่สุขและเอกัคตา

จตุตถฌาน เป็น ฌานสำคัญชั้น ๔ มีองค์ ๒ คือละสุขเสียได้กลายเป็น อุเบกขาคือวางเฉย คู่กับเอกัคตา ฌาน ๔ จัดเป็นรูปสมาบัติ มีรูปธรรมเป็นอารมณ์ สงเคราะห์เข้าไปในรุปาวจรภูมิ

ฌานทั้ง ๔ นี่แหละที่เชื่อกันว่า แม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม ได้บำเพ็ญเพียรฝึกปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ และด้วยเหตุที่ปรากฏต่อมาว่า แม่ชีบุญเรือน มีความเชี่ยวชาญในวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนสามารถจะเข้าวิปัสสนาเมื่อใดก็ได้ และไม่จำเป็นต้องยึดสิ่งมีรูปเป็นอารมณ์ ทั้งอาจเข้าวิปัสสนาโดยลืมตาก็ได้โดยเร็วพลันด้วยเหตุนี้ ทางด้านอรูปฌาน ก็เชื่อว่าท่านสันทัดและบรรลุโดยลักษณะเดียวกัน

ด้วยความสำเร็จใน จตุตถานนั่นเอง เป็นเหตุให้แม่ชีบุญเรือน เป็นนักเสียสละชั้นยอด มีอารมณ์วางเฉย เป็น อุเบกขา สละความโลภ ความอยากได้ในทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นคนที่รู้จักแม่ชีบุญเรือนมาก่อนก็ดี หรือเพิ่งจะมารู้จักก็ดี จะทราบคติธรรมข้อหนึ่งว่า “ คนที่จะไปหาท่าน จงไปหาด้วยการเป็นผู้รับ ส่วนท่านเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้บริการ” ท่านไม่ต้องการสิ่งใดของใคร แม้แต่ดอกไม้ ธูปเทียน ทรัพย์สินเงินทองใด ๆ ทั้งสิ้น

 

บรรลุอภิญญา ๖

นอกเหนือจากการสำเร็จใน ฌาน ทั้ง๔ แล้ว แม่ชีบุญเรือน ได้เพียรพยายามฝึกจิต และสมาธิอย่างแรงกล้า ทั้งได้ประกอบการบุญอันเป็นอานิสงศ์แห่งชีวิตอย่างสูงส่ง จนกล่าวว่าท่านสำเร็จรอบรู้ใน อภิญญา ๖ กล่าวคือ

อิทธิวิธี คือแสดงฤทธิ์ได้ ปรากฏว่าแม่ชีบุญเรือนได้กระทำมาแล้วหลายวิธี เช่น อธิษฐานต้นมะม่วง ต้นเล็ก ๆ ให้ออกดอกได้ภายในคืนเดียว ย่นหนทางยาวให้สั้น เดินตากกลางฝนไม่เปียก เรียกฝนให้ตกได้ ขอให้ฝนหยุดตกได้ เป็นต้น

ทิพโสต หรือที่เรียกว่าหูทิพ แม่ชีบุญเรือน สามารถบอกเล่าเรื่องราวที่คนอยู่ใกล ๆ พูดกัน ให้คนใกล้ชิดท่านฟังได้อย่างถูกต้อง

เจโตปริยญาณ อันได้แก่การกำหนดจิตให้แก่ผู้อื่น ในเวลาที่แม่ชีบุญเรือน สนทนากับใคร ไม่ว่าใครจะคิดหรือจะพูดอะไรกับแม่ชี ท่านก็สามารถทราบได้ด้วย ฌานวิเศษของท่าน

บุพเพนิวาสานุสสติ ได้แก่การระลึกชาติได้ เรื่องนี้แม่ชีบุญเรือนได้เคยเล่าเรื่องราว ชาติภพก่อน ๆ ของท่าน ให้ลูก ๆ และคณะศิษย์ ได้ฟัง รวม ๓ ชาติ หากจะว่าไปแล้วเรื่องระลึกชาติ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ยาก แต่เห็นว่า แม่ชีบุญเรือนเป็นผู้ยึดมั่นในศีล ๕ ละปฏิบัติธรรม เป็นอาจินต์ ก็ทำให้เชื่ออย่างมั่นคงว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นเป็นความจริง

ทิพจักษุ หรือตาทิพย์ การมองเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พึงประสงค์ แม้ว่าวิ่งนั้นจะอยู่ห่างใกล ต่างบ้านต่างเมืองก็ตาม แต่เรื่องตาทิพย์นี้ แม่ชีบุญเรือน ได้บอกเล่าให้ลูก ๆ ละคณะศิษย์ฟังว่าแม้นว่าท่านจะได้ไว้ แต่ท่านก็คืนให้ไป มิได้นำมาใช้ ทั้งนี้เพราะหากใช้ตาทิพย์แล้ว จะมองเห็นสิ่งปฏิกูลมากมาย ท่านจึงงดเว้นเสีย โดยถือว่าคืนให้ทางธรรม จะมีการนำมาใช้บ้างในยามจำเป็นเท่านั้น

อาสวักขยญาณ คือ ทำให้พ้นจาก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทำให้ตนพ้นจากสิ่งอันไม่เป็นมงคลทั้งปวง ผู้พ้นจากอาสวะ ย่อมหมายถึงปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง แม่ชีบุญเรือนได้สำเร็จในข้อนี้ จะเห็นได้จากผู้ที่เดินทางมาหาท่านไม่ว่าจะใกล้หรือไกล จะยากดีมีหรือจน ก็จะได้รับความปรานีเสมอเท่าเทียมกัน

 

ความสำเร็จในการบำเพ็ญเพียรครั้งแรก

การบำเพ็ญเพียร ในพระพุทธศาสนา จนสำเร็จ จตุตถฌาน และ อภิญญาฌาน ปรากฏว่าท่านได้ทำสำเร็จครั้งแรก ตั้งแต่ยังบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ และ ได้ผลเป็นอิทธฤทธิ์อันเกิดจากการอธิษฐานเป็นครั้งแรกเมื่อราววันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๔๗๐ โดยในวันดังกล่าว แม่ชีบุญเรือน ได้กลับไปที่บ้านพักข้าราชการ ที่สถานีตำรวจสัมพันธวงศ์ คืนนั้นเข้านอนไม่หลับจนดึก สามีและบุตรบุญธรรมหลับมีอาการกัดฟันและกรน รู้สึกเกิดธรรมสังเวช และนึกเบื่อ จึงตั้งสัตย์อธิษฐานเข้าไปในศาลา พอสิ้นคำอธิษฐาน ตัวแม่ชีบุญเรือนก็เข้าไปอยู่ในศาลา ดังคำอธิษฐาน โดยที่ตัวท่านเองก็ไม่ทราบว่า ได้ออกจากห้องทางไหน และ เข้าศาลาทางไหน ในครั้งนั้นเพื่อนแม่ชีด้วยกัน ไม่ค่อยจะเชื่อกันนัก จนต่อมา อุบาสิกาฟัก ขอให้อธิษฐานใหม่ และได้ให้นางเล็ก นางคำ นางเทียบ ซึ่งดูเหมือนเป็นเพื่อนแม่ชีดูเป็นพยาน ได้ใส่กลอนประตูหน้าต่างศาลาเสียในคืนวันแรม ๑ ค่ำเดือน ๖ เวลาดึกสงัดปีเดียวกันนั้นเอง แม่ชีบุญเรือนก็ได้อธิษฐานจากสถานีตำรวจสัมพันธวงศ์เข้าไปศาลาได้เช่นเดียวกับคราวก่อน พวกที่คอยดูก็พากันแปลกใจไปตาม ๆ กัน

ต่อมาแม่ชีบุญเรือน ได้อธิษฐาน ไปเขาวงพระจันทร์ พบพระผู้วิเศษ ขอพระธาตุท่าน ๆ ก็ให้มา ๑ องค์ แล้วได้กลับมาที่เดิมตามคำอธิษฐานพร้อมพระธาตุ การสามารถทำปากิหารย์ดังกล่าวที่ปรากฏขึ้นได้เป็นผลแห่งความสำเร็จครั้งแรก ทำให้ท่านอฺธิษฐานเมื่อเข้าสมาธิ ผ่านที่ปิดล้อม หรือไปที่ ไกล ๆ ได้ชั่วระยะเวลาลัดนิ้วมือเดียว ในขณะนั้นท่านมีอายุเพียง ๓๓ เท่านั้น

 

การอธิษฐานของคุณแม่บุญเรือน

การอธิษฐานด้วยสัจจวาจา ด้วยความที่แม่ชีเป็นผู้บรรลุ ฌาน ๔ และอภิญญา ๖ ทำให้วาจาของท่านมีอิทธฤทธิ์ ที่จะพูดหรือสั่งการสิ่งใดในทางที่ชอบเกิดผงได้ เช่น อธิษฐานให้หายโรค ให้ร่ำรวยในทางที่ชอบ ให้ปลอดภัยจากอันตราย หรืออาจอธิษฐานให้เป็นไปตามคำอธิษฐานของท่านได้ เช่น ให้ฝนตก หรือให้ฝนหยุด อธิษฐานถวายพระพรแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

อธิษฐานสิ่งของทั่วไป ได้แก่การนำสิ่งของต่าง ๆ มาให้ท่านอธิษฐาน เช่น น้ำ ปูน ไพลเกลือ พริกไทย การอธิษฐานต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่นำไปใช้ได้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่น อธิษฐานปูนกินหมาก ให้เป็นยาทิพย์ รักษาโรคให้หาย แก้โรคนา ๆ ชนิด เช่น มะเร็ง วัณโรค โรคไต เป็นต้น

อธิษฐานของพิเศษเป็นครั้งคราว เช่น อธิษฐาน กรวด ทราย กันไฟไหม้ อธิษฐานก้อนหิน ศิลาน้ำ เพื่อใช้ป้องกันภัยบางประการ โดยเฉพาะศิลาน้ำ ใช้แทนของอธิษฐานของท่าน เวลาวายชนม์ไปแล้ว เมื่อใช้ศิลาน้ำใส่ในน้ำ ก็กลายเป็นน้ำอธิษฐาน ไว้รับประทานแก้และป้องกันโรค ทั้งใช้ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ได้ด้วย

ณ โรงพักกลางนี่เอง ท่านได้ปวารณาตัวในทำนอง ขอช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้พ้นจากโรคร้าย และท่านได้เริ่มแนะนำ สั่งสอนธรรม แก่ผู้เลื่อมใสศรัทธา ท่านได้แสดงความปรารถนาที่จะไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั่วประเทศ ด้วยเหตุนี้ ราว พ.ศ. ๒๔๗๒ ท่านได้ไปอยู่เชียงใหม่ชั่วคราว

การไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ ท่านไปพำนักอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง ท่านได้ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญการบุญ และช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อนของผู้มาขอร้อง และได้ช่วยรักษาโรคด้วยการอธิษฐาน ปูนและน้ำ พริกไทย และสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย

เช่นมีอยู่คนหนึ่ง อุจจาระผูกมาเป็นแรมปี ถ่ายอุจจาระไม่ออก รักษาแผนปัจจุบันและแผนโบราณเป็นเวลานานก็ไม่หาย ได้มาหาท่าน คุณแม่บุญเรือนได้อธิษฐานพริกไทยให้รับประทาน ๓ เม็ดรุ่งขึ้นปรากฏว่า อุจจาระถ่ายคล่อง หายเป็นปกติ ด้วยการบำเพ็ญตัวที่จังหวัดเชียงใหม่นี่เอง ส่งผลให้ชื่อเสียง และเกียรติคุณของคุณแม่โด่งดังเป็นอันมาก จนมีหนังสือพิมพ์นำท่านไปลงข่าวอยู่หลายครั้ง

กลับกรุงเทพฯ และย้ายไปอยู่บ้านวิสุทธิกษัตริย์ด้วยเหตุที่คุณแม่บุญเรือน ต้องทำการบุญ
และอธิษฐานจิตอยู่บ่อยครั้ง ทำให้บรรดาสานุศิษย์เห็นว่าเมื่อกลับจากเชียงใหม่แล้ว จะไปอยุ่ที่โรงพักกลางอีกคงไม่เหมาะสม ทั้งไม่สะดวก เมื่อเวลามีผู้ไปหาบำเพ็ญการบุญกับท่าน เป็นการสมควรที่จะอยู่อย่างเอกเทศ

ในที่สุด คุณนายพัธนี ได้ร่วมกับศิษย์ที่ใกล้ชิดช่วยกันเป็นผู้สร้างอาคารหลังเล็กขึ้นมาหลังหนึ่ง ในที่ดินคุณนายพัธนีเอง ณ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ อยู่ใกล้กับโรงพิมพ์วิบูลย์กิจ บ้านอยู่ลึกจากถนนไป ๒ ถึง ๓ เส้น เป็นที่สงัดเงียบ และมีบริเวณกว้างขวางเพียงพอ

อาคารที่สร้างขึ้นนี้เป็นเรือนไม้มีขนาดพอสมควร มีห้องนอน ห้องพระ ห้องครัว ห้องโถงสำหรับผู้บำเพ็ญการบุญ จะร่วมสวดมนต์จำนวนราว ๕๐ คนได้

เมื่อสร้างเสร็จได้เชิญคุณแม่ให้มาอยู่หลังจากท่านกลับมาจากเชียงใหม่ท่านได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านวิสุทธิกษัตริย์ เมื่อราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒

 

ก่อตั้งสามัคคีวิสุทธิ

เนื่องจากผู้มาร่วมการบุญกับท่านที่บ้านนี้มากมาย มีผู้เจ็บป่วยที่มาขอให้ท่านรักษา จนหายจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นจำนวนมาก คนจำนวนมาก จึงมายอมตัวเป็นศิษย์ เป็นลูก เป็นหลาน ฟังธรรมคำสั่งสอนจากท่าน เมื่อปฏิบัติตามก็ปรากฏว่า ได้รับความสุขทางใจอย่างประหลาด ผู้คนที่มาหาจึงคับคั่งขึ้นตามลำดับ และเพื่อให้ผู้ร่วมการบุและสานุศิษย์ มีความเป็นปึกแผ่น มีชื่อเรียกที่เหมาะสม คุณแม่บุญเรือนจึงขนานนามคณะของท่านว่า “ สามัคคีสุทธิ” และเรียกบ้านที่ท่านอยู่ว่า บ้านสามัคคีวิสุทธิ แต่คนที่คุ้นเคยบางคนจะเรียกว่า”บ้านวิสุทธิกษัตริย์” ก็มี

วัตรปฏิบัติทั่วไปที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ

วันธรรมดา คุณแม่ จะสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำ ทำกัมมัฏฐาน และรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ผู้ป่วยที่มาหา

วันเสาร์ จะอธิษฐานด้วยสัจจวาจา และสิ่งของให้ผู้ป่วย เช่น ปูน ไพล ผลไม้ พริกไทย หลังจากนั้น ๑๔.๐๐ น.ท่านจะนำสานุศิษย์สวดมนต์เป็นเวลา ๑ ชั่วโมง หลังจากนั้นทำ กัมมัฏฐานเป็นเวลา ๑๕ นาที กว่าจะเสร็จก้ประมาณ ๑๕.๐๐ น. เป็นเช่นนี้ทุกวันเสาร์ ตลอดช่วงเวลาที่คุณแม่มีชีวิตอยู่

 

งานบุญสำคัญที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ

คุณแม่อยู่ที่บ้านสามัคคีวืสุทธิ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ถึง พ.ศ.๒๔๘๙ เป็นเวลา ๗ ปี นอกจากการบำเพ็ญการบุญธรรมดาแล้ว ท่านยังได้อธิษฐานธรรมประกอบงานบุญสำคัญ ๆ อีกมากมายหลายครั้ง เช่น

ก่อนวันขึ้นปีใหม่ทุกปี คุณแม่จะอธิษฐานธรรมอวยพรให้บรรดา สานุศิษย์ ผู้ร่วมประกอบการบุญกับท่าน ๒ ท่านได้อธิษฐานธรรมประจุพระพุทธรูป และ พระเครื่องสำคัญรวมทั้งร่วมสร้างด้วย คือ

พระพุทโธองค์ใหญ่ ซึ่งได้จัดทำพิธีหล่อสร้างที่วัดสัมพันธวงศ์ จนถวายพระประธานสำเร็จ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๖ แล้วสมโภช ต่อมาได้สมโภชที่วัดสัมพันธวงศ์อีก เมื่อวันที่ ๔ ถึง ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ อัญเชิญไปวัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พงศ. ๒๔๙๙ เคลื่อนกระบวนเวลา ๐๖.๐๙ น. ถึงวัดสารนาถธรรมารามเวลา ๑๖.๐๐ น.ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดสารนาถธรรมารามจนถึงปัจจุบัน คุณแม่ได้อธิษฐานธรรมในการก่อสร้างรวมทั้งการนำไปประดิษฐานโดยตลอด

พระพุทโธองค์เล็ก ซึ่งได้แก่พระเครื่องที่สร้างขึ้นที่วัดอาวุธกสิตาราม บางพลัดนอก ธนบุรี คุณแม่ได้ร่วมสร้าง และทำพิธีอธิษฐาน เมื่อ ๑๑-๑๒-๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๙๔ รวมจำนวน ๑๐๐,๐๐๐.องค์

พระทั้งสองอย่างนี้ปรากฏว่าได้กลายเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ในระยะต่อมาเป็นอันมาก ทั้งด้านเมตตามหานิยม ป้องกันภัย แคล้วคลาด เจริญโภคสมบัติ กำจัดโรคร้าย ( นอกจากโรคกรรมโรคเวร )

อธิษบานถุงเขียวเหนี่ยวทรัพย์ แก่ลูก ๆ และ สานุศิษย์ เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๘ นอกจากนี้ก็ยังมีการสรงน้ำพระพุทโธที่บ้านในวันสงกรานต์ทุกปี

การช่วยรักษาโรคร้ายสำคัญ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ แผลปวดบวมต่าง ๆ อัมพาต ในทุกภาคของประเทศไทย จนชื่อเสียงของท่านกระจายไปอย่างกว้างขวาง

 

ไปอยู่บ้านนาซาจังหวัดระยอง

ราวเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ คุรแม่ได้พาพวกลูก ๆ ไปพักอยู่ที่บ้านพักของนางสาววาย วิทยานุกรณ์ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เพื่อปฏิบัติธรรมและอธิษฐานธรรมบางประการ ได้ห้ามสานุศิษย์จากกรุงเทพฯตามไปจนกว่าจะครบเวลา ๑ ปี

และเมื่อวันที่ ๘ มียาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ลูกหลานและศิษย์ได้ไปรับท่านกลับ โดยไปที่วัดสารนาถธรรมาราม ได้เช่ารถยนต์โดยสารขนาดใหญ่จำนวน ๒ คันไปกันประมาณ ๘๐ คน ได้ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ที่นั่น ค้างที่วัด ๑ คืน รุ่งเช้าวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๙๙ เวลา ๐๖.๐๐ น . จึงได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ

 

อยู่บ้านพระโขนง

หลวงแจ่มวิชาสอน เจ้าของบริษัทยาสีฟันวิเศษนิยม ได้สร้างบ้านใหม่ เป็นอาคารไม้หลังใหญ่ มีบริเวณกว้างขวาง เพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมให้คุณแม่ที่บ้านพระโขนง หลังกลับจากบ้านนาซา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง คุณแม่ก็ได้เข้าอยู่ที่บ้านหลังใหม่ในวันที่ ๑๐ มีนาคม และทำพิธีเปิดป้ายเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ หลังจากนั้น คุณแม่ท่านก็ได้อาศัยอยู่ที่บ้านหลังนี้จนกระทั่งถึงวันวายชนม์

ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญอย่างมากมายที่บ้านหลังนี้ เช่น อธิษฐานธรรมบรรจุที่พระพุทโธองค์กลาง ให้ลูก ๆ และศิษย์ร่วมกันสร้าง พระพุทธรูปทองเหลืองหน้าตักกว้าง ๖ นิ้ว

และยังมีพิธีเก็บศิลาน้ำ เมื่อ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๙ อธิษฐานสศิลาน้ำศักดิ์สิทธืเพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ ซึ่งในวันดังกล่าวมีผู้ไปร่วมงานประมาณ ๔๐๐ คน

กิจกรรมต่าง ๆ เช่นการอธิษฐาน การรักษาโรค ท่านทำให้โดยที่ไม่เคยเรียกร้องใด ๆ และกระทำอย่างนี้เรื่อยมาเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี บรรดาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ก็ได้บรรดาเหล่าสานุศิษย์และลูก ๆ ช่วยกันถวายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ

 

ช่วงท้ายของชีวิต

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านเริ่มปฏิญาณไม่รับรักษาโรคด้วยวิธีการนวดให้แก่ผู้ชาย เว้นไว้แต่ธรรมจะบันดาล การรักษาโรคในระยะนี้จะเป็นการรักษาโดยอธิษฐานเพียงอย่างเดียว ส่วนการสั่งสอนและอบรมธรรมะยังคงปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันก่อนที่ท่านวายชนม์ ๑ วัน

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านเริ่มมีอาการป่วยบ้าง หายบ้าง แต่ก็ยังคงบำเพ็ญการบุญอย่างต่อเนื่อง

 

การวางสังขารทิ้งร่างวายชนม์

นับแต่เดือน มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นต้นมา คุณแม่มีอาการป่วยเป็นโรคไต หัวใจอ่อน โลหิตจาง และความดันโลหิตสูง ติดต่อกันมาเป็นลำดับ อาการมีแต่ทรงกับทรุด ท่านไม่ยอมรับการรักษาจากแพทย์ แม้ว่านายแพทย์ปรีดา ล้วนปรีดา กับ แพทย์หญิงวัฒนา ดวงจันทร์ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดได้อ้อนวอนขอให้รับการรักษาจากแพทย์ โดยวีฉีดยา ให้น้ำเกลือ และกลูโคส และให้รับประทานยาแผนปัจจุบันบ้างเป็นครั้งคราว ท่านก็ไม่ยอม จะพาไปโรงพยาบาลท่านก็ไม่ไป ท่านต้องนอนป่วยลุกนั่งไม่ได้เป็นเวลา ๙ เดือน

บรรดาศิษย์ได้พากันอ้อนวอนว่า “คุณแม่ได้อธิษฐานธรรมด้วยสัจจวาจา รักษาโรคร้ายของลูก ๆ หลาน ๆ และคนอื่นให้หายได้ ทำไมเล่าคุณแม่จึงไม่อธิษฐานเพื่อตนเองบ้าง”

ท่านตอบว่า “ถ้าแม่อธิษฐานเพื่อตนเอง ก็เท่ากับว่าแม่ยากมีชีวิตอยู่ อยากมีความสุข อยากพบสิ่งใหม่ ๆ บนพื้นพิภพล้วนเป็นกิเลส แม่ทำเช่นนั้นไม่ได้”

บรรดาบุคคลในคณะสามัคคีวิสุทธิ์ เมื่อได้ยินคำพูดของท่านแล้ว เต็มไปด้วยความเศร้าใจ สะเทือนใจอย่างคาดไม่ถึง นี่ละคือผู้สิ้นอาสวะกิเลศ ผู้บรรลุอาขยญาณโดยแท้ สมแล้วที่ท่านเป็นนักบุญ เป็นผู้นำในงานบุญของชาวคณะ สามัคคีวิสุทธิ์ที่ท่านก่อตั้งขึ้นมา

เมื่อวันที่ ๓-๔-๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ท่านมีอาการอ่อนเพลียมาก เหนื่อยในเวลาพูด เบื่ออาหาร มีเสมหะเหนียว ๆ ในลำคอ รับประทานอาหารได้เพียง ๒-๓ คำเท่านั้น

ในวันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ คุณแม่ก็ยังคงทักทายทุกคนอย่างแจ่มใส การสวดมนต์ก็ยังคงปฏิบัติกันเป็นปกติ ไม่เคยมีใครรู้สึกสงสัย และเอะใจเลย ก่อนหน้านี้ประมาณ ๑ สัปดาห์คุณแม่ได้สั่งให้หยุดนาฬิกาเรือนใหญ่ไว้ในเวลา ๑๑ นาฬิกาเศษ ทั้งสองเรือน โดยท่านให้เหตุผลว่า “หนวกหู”

แล้ววันสำคัญที่ชาวคณะสามัคคีสุทธิ ได้ประสบความเศร้าโศกรันทดใจ อย่างใหญ่หลวงก็มาถึง เพราะในเวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกา ของวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้วางสังขารทิ้งร่างจากไปอย่างไม่มีวันกลับ

คุณบุญเนื่อง ชิตะโสภณ ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว ไว้ด้วยความเศร้าสลดดังนี้

“เช้าวันจันทร์ที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ก่อนเวลา ๑๑.๐๐ น.คุณแม่ยังพูดคุยกับคุณอุไรและหลานนิดาอย่างเคย แต่อาหารไม่ยอมรับประทาน เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น.พี่ละมัย มาเยี่ยมพบว่าอาการอ่อนเพลียมาก หายใจตื้น ไม่คุยหลับตา เอามือขวากุมศีรษะ หายใจช้าลง ชีพจรอ่อนคลำไม่พบ หายใจออกกว่าเข้าระยะสั้น หยุดหายใจสนิทเมื่อเวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกา โดยปราศจากอาการทุรนทุรายแต่ประการใด นับว่าท่านไปอย่างสงบจิง ๆ ไม่มีการสั่งเสียใด ๆ”

สิริอายุของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม รวม ๗๐ ปี

เมื่อคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม วายชนม์แล้ว บรรดาคณะสามัคคีวิสุทธิรับแจ้งข่าว ทราบข่าว ต่างหลั่งไหลมากราบศพ เคารพศพ สวดอภิธรรมบำเพ็ญกุศลที่บ้านพระโขนงทุกคืน ได้ร่วมแห่ขบวนศพไปวัดธาตุทอง วันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ เวลา ๑๓.๐๐ น. และร่วมบำเพ็ญกุศลศพถึงวันที่ ๑๓ กันยายน และต่อมาทุกวันอาทิตย์อย่างคับคั่งตลอดมาจนกระทั่ง วันที่ ๒๓-๒๔ และ วันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๗ อันเป็นวันประชุมเพลิง

ที่มา อนุสรณ์ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม หน้า ๑๐๕-๑๓๒ หจก.เกษมการพิมพ์ พระนคร

 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

พระพุทธรูป
ที่คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้สร้างไว

     
     

พระพุทธรูป ที่คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้ร่วมสร้างและอธิษฐานประจุธรรมให้พระเหล่านั้นศักดิ์สิทธ์มีอยู่หลายองค์ ได้แก่พระพุทธรูป ต่อไปนี้

พระพุทโธองค์ใหญ่
ได้อธิษฐานประจุธรรม หล่อ และสร้างที่วัดสัมพันธวงศ์ ปัจจุบันได้ประดิษฐานเป็นองค์พระประธานอยู่ภายในอุโบสถวัดสารนารถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

หลวงพ่อนาค
เป็นพระพุทธรูปที่ท่านอธิษฐาน และมอบให้ลูกหรือศิษย์คนหนึ่ง คือ คุณ ระวี จาตุรจินดา

สมเด็จพระพุทธชินราชประทานพร
ท่านได้อธิษฐานและมอบให้คุณนายผิน แจ่มวิชาสอน

พระพุทโธคลัง
ท่านได้อธิษฐานธรรมมอบไว้ที่ยอดหลังคาโบสถ์ วัดสารนารถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

พระชนะประทานพร
ท่านได้อธิษฐานมอบไว้ที่วัดโนนขุนชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา

พระพุทโธองค์กลาง
ท่านได้อธิษฐานและมอบให้ผู้ร่วมสร้างทุกคน เป็นพระขนาดหน้าตักกว้าง ๖ นิ้ว หล่อทองแดง มีอยู่ที่ลูก หลาน และศิษย์ผู้ร่วมสร้างหลายท่าน

พระพุทโธองค์น้อย
เป็นพระเครื่องคะแนน พระพุทโธองค์น้อยนี้เป็นพระเครื่องที่บรรดาคณะสามัคคีวิสุทธิรู้จักกันดีทั่วทุกคน ท่านอธิษฐานสร้างให้วัดอาวุธวิกสิตาราม ตำบลบางพลัดนอก จังหวัดธนบุรี มีจำนวน ๑ แสนองค์

 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี
พระประธานภายในอุโบสถ
วัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง


พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี

พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี เป็นพระประธานประจำมหาอุโบสถ วัดสารนาถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง เป็นพระพุทธรูปขนาดกลาง หน้าตักประมาณ ๓ ศอกคืบ ประดับด้วยซุ้มเรือนแก้ว จำลองแบบมาจากพระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก และมีอัครสาวกประกอบซ้าย-ขวา เช่นเดียวกับพระพุทธชินราช

พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนีนี้ ได้ประกอบพิธีหล่อที่วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๙๕ ปรากฏว่าหล่อไม่ติดถึง ๒ ครั้ง ๒ หน จนปัญญา พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ จึงมอบให้คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ซึ่งมีฐานะเป็นศิษย์ มาเรียนธรรมภาคปฏิบัติกับท่านจนบรรลุฌานชั้นสูง มีอิทธิปาฏิหาริย์เป็นที่น่าอัศจรรย์ เป็นผู้รับมอบดำเนินการในเรื่องหล่อสร้างพระประธานองค์นี้ต่อไป โดยมีบรรดาศิษยานุศิษย์ของคุณแม่บุญเรือน ร่วมมือด้วยอย่างแข็งขัน

ได้มีการประกอบพิธีเททองหล่อสร้างใหม่ พร้อมขยายให้องค์ใหญ่ขึ้น ณ วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ คราวนี้เนื้อทองแล่นตลอดองค์เป็นอันดี ไม่มีอุปสรรคใดๆ และได้ขัดแต่งจนสำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๖ ค่าสร้างองค์พระทั้งหล่อและขัดแต่งนั้น รวม ๖๐,๐๐๐ บาท คุณแม่บุญเรือน กับคณะศิษย์ซึ่งมี พลโทยุทธ สมบูรณ์ เจ้ากรมการรักษาดินแดนในขณะนั้น เป็นหัวหน้า รวบรวมถวาย

ในชั้นแรกได้กำหนดให้พระประธานองค์นี้ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก ซึ่งเป็นพระประจำวันเสาร์ ด้วยเป็นวันตัวของพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ แต่ได้มีญาติโยมผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มีความเคารพนับถือกัน ได้แนะนำพระเดชพระคุณฯ ว่าพระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปที่สวยที่สุดในโลก จึงเห็นสมควรเปลี่ยนจากพระพุทธรูปปางนาคปรกมาเป็นพระพุทธชินราชจำลองแทน พร้อมกับถวายเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ค่าสร้างเรือนแก้วจำลองจากพระพุทธชินราช พร้อมอัครสาวกประจำซ้ายขวาด้วย

อย่างไรก็ดี พระพุทธชินราชองค์จริงที่พิษณุโลกนั้น เป็นพระพุทธรูปนั่งปางมารวิชัย แต่องค์ที่วัดสารนาถธรรมารามนี้ เป็นพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยพระพุทธรูปปางนาคปรกนั้นโดยทั่วไปจะเป็นปางสมาธิทั้งสิ้น

หลักฐานเอกสารเรื่องนี้มีอยู่ใน “คำอธิษฐานธรรม เรื่องทางขาวก้าวหน้า” ของคุณแม่บุญเรือน เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นสำนวนเพลงฉ่อย คำอธิษฐานดังกล่าวมีความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่องการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ บนยอดมหาอุโบสถและพระประธานของวัดสารนาถธรรมาราม ว่า

“…เพราะกุศลที่สร้างพระบรมธาตุเจดีย์บนยอดอุโบสถ พร้อมทั้งช่อฟ้าใบระกาเรือนแก้วถวายพระประธานให้พระพุทโธ กลายเป็นพุทธชินราช ผู้สร้างจะได้มีอำนาจยิ่งใหญ่ อยู่ดีกินดี ตั้งแต่นี้ต่อไป...”

พระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ ได้รับการอธิษฐานธรรมบรรจุพลังความศักดิ์สิทธิ์เป็นพิเศษจากคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม แล้วได้มีการสมโภชฉลองที่วัดสัมพันธวงศ์ โดยจัดงาน ๔ วัน ๔ คืน ระหว่างวันที่ ๓ – ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ วันที่ ๓ มีนาคม เป็นพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธมงคลมหาลาภ พระพุทธกวัก และ พระผงพิมพ์แบบพระสมเด็จฯ โดยพระอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคม เป็นจำนวนมาก เช่น หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อลี วัดอโศการาม พระอาจารย์นอ วัดกลางท่าเรือ อยุธยา หลวงพ่อสด วัดโพธิ์แตงใต้ พระอาจารย์แฉ่ง วัดบางพัง นนทบุรี พระครูวินัยธร เฟื่อง ญาณปฺปทีโป วัดสัมพันธวงศ์ พระอาจารย์สะอาด อภิวฑฺฒโน วัดสัมพันธวงศ์ หลวงพ่อเฮี้ยง วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี พระอาจารย์ชอบ สมฺมาจารี วัดอาวุธวิกสิตาราม พระครูวิเศษสรวุฒิฯลฯ ซึ่งวัตถุมงคลทั้งหมดได้รับการทำพิธีประจุพุทธมนต์ ทิพยมนต์ พรหมมนต์ จากโยคีฮาเร็บ (อาจารย์ชื่น จันทรเพ็ชร) เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ เวลา ๑๘.๐๐ น. ที่วัดสัมพันธวงศ์

วันที่ ๔ - ๖ มีนาคม เป็นงานสมโภชพระประธาน รุ่งขึ้นวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๙๙ เวลา ๖.๐๙ น. ได้อัญเชิญออกจากวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร โดยรถบรรทุกของกรมการขนส่งทหารเรือ ด้วยความอนุเคราะห์จากจอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล ผู้บัญชาการทหารเรือในขณะนั้น

เมื่ออัญเชิญถึงระยองแล้ว ได้หยุดค้าง ณ วัดเก๋ง ซึ่งเป็นวัดร้าง เป็นที่ตั้งโรงพยาบาลระยองอยู่ในปัจจุบัน มีศาลาอยู่หลังหนึ่ง ได้อัญเชิญเข้าไปประดิษฐาน ณ ที่นั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวระยองได้บูชาสักการะคืนหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงอัญเชิญเดินทางต่อไปยังวัดสารนาถธรรมาราม ประดิษฐานในมหาอุโบสถ และได้จัดให้มีการสมโภชเพื่อเป็นสิริมงคลและเจริญศรัทธาปสาทะของประชาชนอีก ๗ วัน ๗ คืน และในระหว่างการสมโภช คือวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๙ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๗ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงยกนพปฏลเศวตรฉัตรถวายพระประธาน “พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี” ในอุโบสถ

และในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๙๙ พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ ได้ถวายพระนาม พระประธานว่า “พระพุทโธภาสชินราชจอมมุนี ประเสริฐศรีสารสิทธิ์ มเหศักดิ์อัคคฤทธิ์ กรุณามหาศาล ศุภลักษณ์เจริญจิต ศุภมิตรพิชิตมาร อิทธิพลมงคลกาล ประสาธน์สุขทุกข์กษัย สุทธิญานอุดมเดช โลกเชฏฐ์อำนวยชัย เกษมสันติ์นิราศภัย บรมนารถศาสดา”

พระพุทโธใหญ่ จากบันทึกของ บันทึกของนางสาวลำเจียก พัฒนางกูล
(หนังสือ อนุสรณ์คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม หน้า ๑๓๑ - ๑๓๒ เกษมการพิมพ์ พระนคร)

พระพุทธรูปนามพระพุทโธใหญ่องค์นี้ ขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๑ คือเศษ (๑๗๖ ซ.ม.) พระคุณเจ้าท่านเจ้าคุณพระรัชชมงคลมุนีได้เป็นผู้ริเริ่มสร้าง โดยว่าจ้างช่างมาทำการหล่อที่วัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) จังหวัดพระนคร

ครั้งที่ ๑ ไม่ใช่ข้าพเจ้า

ครั้งที่ ๒ ข้าพเจ้าเป็นผู้หล่อ โดยมีขนาดหน้าตักเล็กกว่า พระองค์นี้ก็มิสำเร็จ เกิดอุปสรรคต่างๆ หล่อไม่ติด ไม่สามารถเททองให้พระองค์ได้ ในการหล่อครั้งที่ ๓ พระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณพระรัชชมงคลมุนี ได้อนุญาตให้คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เป็นผู้จัดการหล่อถวาย คุณแม่บุญเรือนจึงได้ให้นายบุญสม พรพิบูลย์ เป็นผู้ทำสัญญาหล่อพระพุทโธใหญ่ กับ นางสาวลำเจียก พัฒนางกูล คิดราคาเป็นเงิน ๖๐,๐๐๐. บาท (หกหมื่นบาท) โดยตกลงตั้งแต่ปั้นหุ่นแล้วเสร็จ จนถึงทำการหล่อได้

วันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เวลา ๐๘.๓๐ น. นายช่างได้ทำพิธีถวายเครื่องสักการะสังเวยบูชาครูเสร็จแล้วเริ่มติดไฟสุมหุ่น พอถึงเวลา ๑๓.๐๐ น.เศษ ปรากฏท้องฟ้ามีเมฆฝนหนามากมืด ฝนตกประปรายจนต้องใช้สังกะสีปิดหุ่น เพราะกลัวจะเสียหาย

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้เรียกสายสิญจน์ซึ่งได้ทำมอบไว้ให้แต่ก่อนจากช่าง และชี้ให้นายหรัส พัฒนางกูล เป็นผู้วงแล้วโบกมือขึ้นในอากาศ แล้วบงการให้คล้องโน่นคล้องนี่ เมื่อวงสายสิญจน์เรียบร้อยแล้ว สักครู่ฝนหยุดปรอยเค้าที่มามืดก็จางไปทันที และอากาศดีตลอด

จนกระทั่ง ๐๔.๐๐ นาฬิกาของวันรุ่งขึ้นที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ทางวัดได้จัดตั้งบาตรขันน้ำพุทธมนต์ เป็นจำนวนมากขัน พระสงฆ์ ๘๓ รูป เจริญพระพุทธมนต์ แต่ไม่ได้ใช้น้ำมนต์มาปะพรม รุ่งขึ้นเวลา ๐๕.๐๐ นาฬิกา เริ่มมีฝนปรายเป็นละออง นายช่างได้กระทำพิธีถวายเครื่องสักการะสังเวยบูชาครู ๑ ที่ และถวายเครื่องสักการะสังเวยบูชาเทพยดาอีกที่หนึ่ง

วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๙ เวลา ๐๗.๔๐ นาฬิกา อันเป็นมงคลประถมฤกษ์ ช่างก็ได้เริ่มเททอง พระสงฆ์ชยันโต ๓๐ รูป โดยพระคุณเจ้า ท่านเจ้าคุณพระรัชชมงคลมุนีเป็นประธาน ปรากฏว่าทองที่ช่างได้หลอมไว้จำนวน ๑,๕๐๐. กิโลกรัมนั้น เทเข้าในองค์พระพอดี ไม่มีเหลือไม่มีขาด พระรัศมียังไม่ได้หล่อเพราะทองหมด

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ท่านจะรู้ล่วงหน้าหรืออย่างไรไม่ทราบ ท่านได้เก็บตลับนาคกับเศษทองคำ และเงินเหลือเอาไว้ ไม่นำมาหลอมครั้งหล่อองค์พระ แล้วมอบเงินให้ช่างไปซื้อทองมาหล่อพระรัศมีในวันนั้นเวลาบ่ายโมง ส่วนตลับกับเศษทองได้มอบให้ช่างหลอมหล่อพระรัศมีพอดี

ช่างได้หล่อพระรัศมีเสร็จเรียบร้อยในตอนบ่าย ขณะนั้นคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ได้กล่าวขึ้นว่า “สองข้างพระอุระของพระพุทโธใหญ่ส่วนองค์มีเนื้องอกมีตำหนิเสีย ๗ แห่ง นอกนั้นเรียบร้อยดีหมด”

ต่อมาวันจันทร์เวลาเที่ยงวัน คุณแม่บุญเรือนกับเด็กๆ ที่บ้านช่างได้เคาะดินที่พอกองค์พระออก ก็ปรากกว่าเป็นจริง ดังคำที่พูดอย่างน่าอัศจรรย์ ตามปกติจะเป็นไม่ได้เลย เพราะมีลวดเส้นใหญ่ๆ ก่อนกะเทาะดินออกนั้น ข้าพเจ้าไม่เชื่อจะเป็นดังคำพูด นับว่าพระพุทโธใหญ่พระองค์นี้ได้สำเร็จเรียบร้อย

 
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

พระพุทโธคลัง
ประดิษฐานอยู่บนยอดมณฑปมหาอุโบสถ
วัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง


พระพุทโธคลัง เป็นพระพุทธรูปหล่อประทับนั่งปางสมาธิ หน้าตักประมาณ ๙ นิ้ว พุทธลักษณะคล้ายพระพุทธรูปเชียงแสน แบบสิงห์ ๓ ฐานบัวคว่ำบัวหงาย มีเกษรบัวประดับโดยรอบ รองรับด้วยฐานเขียงหกเหลี่ยม ล่างสุดมีอักษรจารึกกำกับไว้ด้วย

พระพุทโธคลังนี้ เป็นพระพุทธรูปสำคัญยิ่งองค์หนึ่งซึ่งคุณแม่บุณเรือน โตงบุญเติม ได้อธิษฐานสร้างถวายไว้แด่วัดสารนาถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง อัญเชิญขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดมหาอุโบสถในพระบรมธาตุเจดีย์ ผินพระพักตร์ออกสู่ทะเล

คุณแม่บุญเรือนได้กล่าวไว้ในครั้งนั้นว่าพระพุทโธคลังนี้อธิษฐานไว้สำหรับเรียกเงินทองเข้าระเทศ

บัดนี้เมื่อกาลเวลาได้ล่วงมาถึง ๕๐ ปีแล้ว ความจริงก็ได้เป็นที่ประจักษ์แจ้ง แสดงออกถึงซึ่งความรุ่งเรืองของเมืองระยอง เพียบพร้อมทั้งภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ที่นำรุดหน้าอย่างที่ไม่เคยปรากฏมีมาในกาลก่อนจนกล่าวได้ว่า “ระยองเป็นเมืองทองของไทย”

ขออ้างหลักฐานในคำอธิษฐานธรรมเรื่องพระพุทโธคลังด้วยเพลงฉ่อย ของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ที่ท่านได้แต่งขึ้นไว้เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๐๑

“ดำริจะสร้างพระพุทโธคลัง เพราะเป็นที่ตั้งของศาสนา เพราะว่าเป็นพระพุทธองค์ คนสร้างจะได้ยิ่งยงเป็นใหญ่ จะได้ประดิษฐานเอาไว้บนยอดอุโบสถ ในพระบรมธาตุเจดีย์ จะได้เป็นศรีของชาวไทย

เพราะว่าเป็นอนุสรณ์ของการสร้าง แล้วจะได้ไม่อ้างว้างหัวใจ ทำให้ใจมีที่พึ่งเข้าถึงพระ เป็นการชนะภายใน

เพราะว่าเป็นพุทธานุสติที่คณะดำริเอาไว้ ต่อไปจะได้อยู่ดีกินดี มีความสุข ก็เพราะยุคนี้เป็นยุคปลอดภัย เพราะว่าตั้งอยู่ที่สูง มีสง่าสูงเยี่ยมเทียมฟ้า สูงกว่าสิ่งใด พระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้ก็เด็ด กว้างเจ็ดเมตรนับว่าใหญ่ ในประเทศสยามเพิ่งมีวัดนี้เรียกว่า เจดีย์ลอยฟ้า ถ้าใครได้สร้างแล้วมีวาสนายกใหญ่ ทำน้อยได้มาก มันไม่มีความยากอะไร มีจิตผ่องใสมีใจเมตตา ยกมือโมทนาก็ยังได้ ผลศีลผลทานของท่านคราวนี้ ที่ได้สร้างพระเจดีย์เอาไว้

พระเจดีย์ภายนอกนั้นหลอกตาให้หลงว่าสวย ที่แท้ก็ช่วยในด้านศรัทธา ไม่เหมือนเจดีย์ภายในอยู่ที่ใจกุลบุตรกุลธิดา ถ้าใครสร้างเจดีย์ไว้ภายใน ก็จะทำให้ใจมีสง่า จะไปทางไหนก็ไปดี เพราะว่ามีเจดีย์ภายใน ใครเห็นก็ต้อนรับขับสู้ เขาจะลบหลู่ก็ไม่ได้ เพราะเครื่องหมายมี สร้างพระพุทโธคลังไว้ จะได้กันภัยนานา ต่อไปประเทศไทยจะได้เจริญ พวกเราจะได้เดินก้าวหน้า วันนั้นเขานำกระจกไปที่วัด ฝนก็ยังซัดลงมาให้ คุณระวีเล่าว่าฟ้าร้องเสียงดังครืนใหญ่ ท่านอาจารย์ท่านกรุณาท่านจะหาร่มให้ นี้เป็นเครื่องหมาย ร่มเย็นใช่เล่นสาเมื่อไร ฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น จึงร้อนถึงเทวัญใช่ไหม โปรยปรายดอกไม้ทอง ก็เล่นน้ำนองพาดสาย…ฯลฯ”

ทั้งหมดที่คุณแม่บุญเรือน ท่านได้ประพันธ์ไว้นี้ล้วนเป็นเรื่องของการสร้างมหาอุโบสถวัดสารนาถธรรมารามทั้งสิ้น เป็นส่วนที่เกี่ยวด้วยการประดิษฐานพระบรมธาตุเจดีย์ และพระพุทโธคลังไว้บนยอดหลังคามหาอุโบสถ

ตอนที่ว่า “วันนั้นเขานำกระจกไปที่วัด..” หมายถึงกระจกที่พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ ไปขอบิณฑบาตมาจากท่านอดีตผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ที่เหลือจากการสร้างสถานีหัวลำโพง นำไปใช้สร้างพระบรมธาตุเจดีย์บนยอดมหาอุโบสถ

ส่วนคำว่า “ท่านอาจารย์ท่านกรุณา ท่านจะหาร่มให้…” หมายถึงพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ “ผู้ชี้ทางธรรม” นำให้คุณแม่บุญเรือนได้ประสบความสำเร็จ ในการปฏิบัติธรรมอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


พระพุทโธน้อย
พิมพ์ของวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทโธน้อยของวัดอาวุธฯ
แตกต่างกันที่ยันต์ด้านหลังองค์พระ

พระพุทโธน้อย รุ่นของวัดสัมพันธวงศ์ แบบที่ ๑ หลังยันต์เฑาะว์
 
พระพุทโธน้อย รุ่นของวัดสัมพันธวงศ์ แบบที่ ๒ หลังเรียบ


แม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม แต่เดิมนั้น ท่านเคยอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นศิษย์ใน ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิสฺเทสกเถระ อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ แม้จะย้ายไปอยู่ที่วัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แล้ว แต่ท่านก็ยังกลับมาช่วยเหลืองานของวัดสัมพันธวงศ์ เพราะมีหลักฐานปรากฏหลายครั้งที่คุณแม่ได้เข้ามาช่วยเหลืองานของวัดสัมพันธวงศ์ภายหลังการย้ายไปแล้ว

ครั้งสำคัญที่ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์คือ ครั้งที่จัดงานจัดสร้างพระประธานที่ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ จัดสร้างเพื่อนำไปประดิษฐานไว้ ณ วัดสารนาถธรรมาราม อ.แกลง จ.ระยอง อันเป็นบ้านเกิดของพระเดชพระคุณท่านเอง โดยมีการบันทึกไว้ว่า

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม เข้ามาช่วยเหลืองานตั้งแต่การหล่อพระประธานตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นต้นมา จนถึงคราวสมโภชน์พระประธานที่จัดสร้างขึ้น เมื่อวันที่ ๔ - ๑๓ มีนาคม พ.ศ.๒๔๙๖ ณ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพ ฯ ก่อนจะนำไปถวายวัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง คุณแม่ก็ได้เข้ามาช่วยงานของวัดสัมพันธวงศ์และช่วยงานของวัดสารนาถธรรมาราม ซึ่งก็เป็นที่มาของพระพุทโธน้อยชุดนี้ด้วย

พระพุทโธน้อยรุ่นนี้ ท่านพระครูสังฆรักษ์สงวน โฆสโก (ต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสิทธิสารโสภณ) เจ้าอาวาสวัดอาวุธวิกสิตาราม และคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม สร้างถวายท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (นิสฺเทสกเถระ) พระเถระผู้เป็นอาจารย์ของทั้งสองท่าน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๙๔ จำนวน ๒,๐๐๐ องค์

พระพุทโธน้อยในแบบพิมพ์ของวัดสัมพันธวงศ์นั้น มีลักษณะที่แตกต่างๆ ไป คือ ด้านหลังองค์พระที่มีสัญลักษณ์ "ยันต์เฑาะว์" อันเป็นตราสัญลักษณ์ของวัดสัมพันธงวงศ์ปรากฏอยู่

พระพุทโธน้อยชุดนี้ ได้รับการพุทธาภิเษกซ้ำอีกครั้งในคราวสมโภชน์พระประธานที่วัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ ๕ - ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ รวม ๑๘ วัน ๑๘ คืน มีพระเถราจารย์มากมายเข้าร่วมในพิธีนี้ เช่น พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์วัน อุตตโม เป็นต้น โดยมีหลวงพ่อลี วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ เป็นองค์คอยประสานงานและการพิธีต่างๆ

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด