๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์
อดีตพระมหาเปรียญ ๗ ประโยค วัดสัมพันธวงศ์
อดีตอธิบดีกรมการศาสนา
และอดีตไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์
 
 


ชีวประวัติ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์

-------------

พ.อ.ปิ่น  มุทุกันต์


ชาติภูมิ

พันเอกปน มุทุกันต เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๑ ตุลาคม พ.. ๒๔๕๙ ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง ณ บานคําพระ หมูที่ ๑ ตําบลคําพระ อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบัน ตำบลคำพระ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ)

นามบิดา
นายมหาธิราช (มั่น) มุทุกันตนามมารดา นางสุดชา มุทุกันต (นายมหาธิราชนี้ เห็นทีจะเป็นชื่อบรรดาศักดิ์ในสมัยนั้น คล้ายๆ กับชื่อบรรดาศักดิ์มหาดเล็กชั้นหุ้มแพร มีคำว่านายนำหน้า เช่น นายโล่ห์อาวุธ นายสุจินดา ซึ่งมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน รวม ๙ คน (ท่านเป็นคนสุดท้อง) ตามลำดับดังนี้

          ๑. นายพ้วย มุทุกันต์             ๒. นางอ้วน จารุจินดา          ๓. นายพุฒ (พุด) มุทุกันต์

          ๔. เด็กหญิงภา มุทุกันต์        ๕. นางสา มาลาพันธุ์           ๖. นายเคน มุทุกันต์

          ๗. นายหนู มุทุกันต์              ๘. นายนิล มุทุกันต์              ๙. พันเอก ปิ่น มุทุกันต์

การศึกษา

เมื่ออายุ ๙ ขวบ ไดเขาเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลบานคําพระ ตําบลคําพระ อําเภออํานาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเปนโรงเรียนประจําตําบล  

เมื่อจบการศึกษาชั้นประถมบริบูรณแลว บิดาไดนําไปฝากเปนศิษยวัดอยูกับทานอาจารยหยอย เจาอาวาสวัดบ้านคําพระ

บวชเป็นตาปะขาวติดตามพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น

ในขณะนั้น พระอาจารยอุซึ่งเปนพระธุดงค ผู้เป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ได้มาพำนักบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่สำนักสงฆ์วัดป่าบ้านคำพระ

บิดาไดพาไปถวายตัวบวชเปนตาปะขาว (เด็กนุงขาวหมขาวถือศีล ๘ กอนที่จะบวชเปนสามเณร) ให้อยูเปนศิษยพระอาจารยอุ

ในปีนั้น านพระอาจารยสิงห  ขนฺตฺยาคโม (ท่านเจ้าคุณ พระญาณวิศิษฏ์สมิทธิวีราจารย์ วัดป่าสาลวัน จังหวัดนครราชสีมา) ซึ่งเปนอาจารยฝายวิปสสนากรรมฐาน ท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดาของผ้าขาวปิ่น และผ้าขาวปิ่นถือเป็นหลานของท่านโดยสายโลหิต านอาจารยอุนจึงไดนําผาขาวปน มอบถวายเปนศิษยของทาน

พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม และพระภิกษุสามเณรรูปอื่นๆ ที่เป็นศิษย์ รวมทั้งผ้าขาวปิ่นด้วย อยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านคำพระนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว ท่านได้พาคณะทั้งหมดออกธุดงค์ไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี

จากนั้น พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม พร้อมคณะ ได้เดินธุดงค์ไปยังจังหวัดขอนแก่น เพื่อประกาศศาสนธรรมฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน บำเพ็ญศาสนกิจเผยแผ่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานตามตำบลและอำเภอต่างๆ ของจังหวัดขอนแก่นประมาณ ๒ ปี

ในขณะที่อยู่จังหวัดขอนแก่น ท่าน
พระครูพิศาลอรัญญเขตต เจาอาวาสวัดศรีจันทร เจาคณะจังหวัดขอนแกน (ธรรมยุต) เกี่ยวข้องเป็นญาติท่านพระอาจารย์สิงห์และผ้าขาวปิ่น ได้เห็นหน่วยก้านของผ้าขาวปิ่นว่า เป็นผู้มีแววเป็นคนฉลาดเฉลียว จึงแนะนำให้บวชเป็นสามเณร เพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนนักธรรมและบาลี ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษาในทางพระพุทธศาสนาต่อไป

ต่อจากนั้น ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม พาเดินธุดงค์ไปยังจังหวัดอุดรธานและจังหวัดสกลนคร จากนั้น เดินทางกลับไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เข้าพักอยู่ที่วัดสุทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธานี

บรรพชา

พ.ศ. ๒๔๗๔ ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาขโม ให้ผ้าขาวปิ่นบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดสุทัศนาราม โดยมี ท่านพระมหารัฐ รฏฺฐปาโล อดีตผู้ช่วยเจ้าคณะมณฑลอุบล เจ้าอาวาสวัดสุัทัศนาราม จังหวัดอุบลราชธาน ในขณะนั้น เป็นพระอุปัชฌาย์

การศึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อบรรพชาเป็นสามเณร ได้เข้าศึกษาพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดสุปัฏนาราม จังหวัดอุบลราชธานี สามารถสอบนักธรรมตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ได้ตามลำดับ ดังนี้

          
พ.ศ. ๒๔๗๕   สอบได้นักธรรมชั้นตรี

          พ.ศ. ๒๔๗๖   สอบได้นักธรรมชั้นโท

          พ.ศ. ๒๔๗๗   สอบได้นักธรรมชั้นเอก และสอบได้บาลีไวยากรณ์

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ท่านพระครูสุวรรณวารีคณารักษ (วิเชียร) ผูเปนอาจารย์ ไดนําลงมาฝากไวที่วัดสัมพันธวงศ นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ท่านเจ้าอาวาสได้มอบให้อยู่ในปกครองของ ทานเจาคุณ พระเทพปญญามุนี (สมัยยังเปนพระมหาเฉยเปนอาจารยผูปกครองฝกฝนอบรม

เมื่อมาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ ได้ปฏิบัติตามระเบียบกิติกาของวัด เช่น ท่องสวดมนต์จบตามหลักสูตรของวัด เป็นต้น จนได้เข้าบัญชีเป็นสามเณรอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์

อุปสมบท

ไดอุปสมบทเปนภิกษุ ณ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๙  มีนามฉายาวา "วิริยากโร" โดยมี

สมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงวชิรญาณวงศ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร และ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ ๑๓ (เมื่อครั้งยังทรงดํารงสมณศักดิ์เปนที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ) เป็นพระอุปชฌาย

พระมหารัชชมังคลาจารย (เทศ นิทฺเทสกเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙ (เมื่อครั้งดํารงสมณศักดิ์เปนที่ พระรัชชมงคลมุนี) เปนพระกรรมวาจาจารย 

พระเทพปญญามุนี (เฉย ยโส) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๑๐ (เมื่อครั้งยังเปนพระมหาเฉย) เปนพระอนุสาวนาจารย

การศึกษาและธุระหน้าที่ขณะครองสมณเพศอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์

ระหว่างครองสมณเพศอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม มีความสามารถสอบได้ตามลำดับ ดังนี้

          - พ.ศ. ๒๕๗๘    สอบได้ัประโยค ป.ธ.๓ (เมื่อยังเป็นสามเณร)

          - พ.ศ. ๒๕๗๙    สอบได้ัประโยค ป.ธ.๔

          - พ.ศ. ๒๕๘๐    สอบได้ัประโยค ป.ธ.๕

          - พ.ศ. ๒๕๘๒    สอบได้ัประโยค ป.ธ.๖

          - พ.ศ. ๒๕๘๕    สอบได้ัประโยค ป.ธ.๗

ในระหว่างนี้ ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับหมู่คณะและกิจการพระพุทธศาสนา เฉพาะในวัดสัมพันธวงศ์ ได้รับภาระสนองงานวัดหลายอย่าง อาทิเช่น

          - เป็นเจ้าหน้าที่อุโบสถาคาริก (เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลพระอุโบสถ)

          - เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ป.ธ. ๓ - ๔

          - เป็นเลขานุการคณะกรรมการสงฆ์วัดสัมพันธวงศ์

ในต่างจังหวัด ได้ทำหน้าที่ช่วยงานพระศาสนาด้านต่างๆ อาทิเช่น

          - เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมที่วัดเกตการาม อำเภอบางคณฑี จังหวัดสมุทรสงคราม

          - ไปช่วย ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (นิทฺเทสกเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙
             สร้างวัดท่ากระสาว (วัดจุฬามุนี อำเภอเมือง จังหวัดระยอง) และแสดงธรรมสั่งสอนชาวระยองด้วย

          - เป็นกรรมการอบรมศีลธรรมส่งเสริมฟื้นฟูพระพุทธศาสนาภาคเหนือ

          - ฯลฯ


พระมหาปิ่น กราบเรียนท่านเจ้าอาวาสเพื่อขอรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พระอุโบสถ
 

รายชื่อผู้สอบผ่าน สำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ พ.ศ. ๒๔๘๔
 

รายชื่อครูสอนของสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ พ.ศ. ๒๔๘๓



ถือเป็นนักเทศน์คู่ (นักเทศน์สองธรรมาสน์) ที่มีชื่อเสียง ได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมคู่ในต่างจังหวัดอยู่เสมอ ถูกโยมนิมนตไปเทศนยังงานตางๆ แทบไมมีเวลา ดังมีปรากฏข้อความกล่าวถึงท่านในประวัติตอนหนึ่งวา

“
ระยะหลังนี้ทานไดเปนนักเทศนชื่อดังเสียแลว ตองเดินทางไปเทศนยงางังหวัดไกลๆ อยูเสมอ ทั้งเทศนคูเทศเดี่ยว เปนที่ติดอกติดใจของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป เพราะมหาปน ไดนําเอาความคิดและเทคนิคใหมๆ มาประยุกตในการเทศ จึงฟงไดสกสนานไรจักเบื่อ…”

เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการเผยแพร่เป็นพิเศษ เป็นที่ไว้วางใจของพระเถระผู้ใหญ่ทั้งภายในวัดและคณะสงฆ์ จนเจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ผู้เป็นสังฆนายกองค์แรกของคณะสงฆ์ไทย ออกปากพูดกับพระมหาปิ่นในขณะนั้นว่า "เธอเป็นเหมือนเพชรประดับหัวแหวน เอาไปวางไว้ที่ไหน ก็กลัวจะถูกขโมยลัก"

ได้แต่งหนังสือเล่มแรก ชื่อ "สนองคุณ" และต่อมา รวบรวม ประวัติพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัดทั่วราชอาณาจักร แต่เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือ โครงการจึงได้ล้มเลิกไป

พระมหาปิ่นเป็นผู้มีบุคคลิกลักษณะพิเศษที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง คือ มีความคิดริเริ่มดีมาก และหาทางการให้ก้าวอยู่เสมอ เป็็นคนเจ้าระเบียบ เมื่อทำการงานหรือได้รับมอบหมายให้ทำการงาน ไม่ว่าจะเป็นงานส่วนบุคคลหรืองานส่วนรวม จะต้องใจทำให้ดีจนสุดความสามารถ และไม่ปล่อยปละละเลยการงานให้คั่งค้าง เว้นไว้แตสุดวิสัยที่จะทำได้เท่านั้น เป็นผู้มีนิสัยมัธยัสถ์และมีอัธยาศัยโอบอ้อมอารี เผื่อแผ่แก่คนทุกชั้น เป็นคนกล้าได้กล้าเสีย จึงเป็นที่รักเคารพและนับถือของพระภิกษุและสามเณรในวัดทุกระดับ


ลาสิกขาไปประกอบสัมมาชีพ


พระมหาปิ่น วิริยากโร ไดลาสิกขาบทจาสมณเพศ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฏาคม พ.. ๒๔๘๗ เมื่อลาสิกขาบทแลว ไดประกอบการอาีพสวนตัวอยูพักหนึ่ง ตอมา เขาสอบคัดเลือกเปนอนุศาสนาจารย โดยสอบคัดเลือกเขารับราชการได้เปนอันดับที่ ๑ ของรุน จากคณะกรรมการอนุศาสนาจารยกองทัพบกและกองทัพอากาศ ไดรับการบรรจุเปนขาราชการกลาโหมพลเรือน สัญญาบัตรชั้นตรี ในตําแหนงอนุศาสนาจารย กรมยุทธศึกษาทหารบก (โรงเรียนนายรอยพระจุลจอมเกลาเดิม) เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๘

 

ชีวิตครอบครัว


วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.. ๒๔๘๙ ไดสมรสกับ นางสาวจรัสศรี ประภัสสร (ธิดานายบุญสืบ นางละมุน ประภัสสร) ที่บานเลขที่ ๑๓๑๘ ตําบลคลองสาน อําเภอคลองสาน จังหวัดธนบุรี มีบุตรธิดาดวยกัน ๒ คน คือ

          ๑
นางสาวจันทิมา มุทุกันต (เชยสงวน) ประกอบอาชีพรับราชการ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณ
               อายุราชการ ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

          
นายภานุพงศ มุทุกันต (ถึงแก่กรรมแล้ว)

 


พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ กับ คุณจรัสศรี มุทุกันต์ (ประภัสสร) ผู้เป็นภริยา

 

พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ กับ น.ส.จันทิมา มุทุกันต์ บุตรี ในวันรับพระราชทานปริญญาบัตร

 


๑๗ ปี อันทรงคุณค่าแห่งกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก และพระพุทธศาสนา


หลังจากที่ทานไดรับการบรรจุใหเปนขาราชการกลาโหม พลเรือนสัญญาบัตรชั้นตรี ในตําแหนงอนุศาสนาจารย กรมยุทธศึกษาทหารบก แลว ได้ตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นงานในหนาที่อนุศาสนาจารย เชน การสอนการอบรมศีลธรรม รวมทั้งพิธีกรรมทางศาสนา เป็นต้น ปฏิบัติได้เปนที่เรียบรอย ไดรับความนิยมนับถือทั้งในวงการทหารและพลเรือนทั่วไป

 

พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ เมื่อยังเป็นนายทหารหนุ่ม


พร้อมกันนี้ ได้ทำหน้าที่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปพร้อมกันด้วย ทั้งโดยตำแหน่งหน้าที่ของอนุศาสนาจารย์ และทั้งในความเป็นผู้ทรงภูมิความรู้ในวิชาการด้านพระพุทธศาสนา โดยอาศัยความรู้ความสามารถพร้อมทั้งความสามารถเฉพาะตน ที่ท่านมีมาแต่เดิมตั้งแต่สมัยเป็นพระมหาปิ่น
นำมาใช้ในการครองตน คนคน ครองงาน ทำให้การทำหน้าที่การงาน และงานการเผยแผ่ดำเนินไปด้วยดี

พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ได้ทำหน้าที่เผยแผ่ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสอนธรรมทั่วไป การบรรยาย การปาฐกถา ตอบปัญหาธรรมะ เขียนหนังสือ ฯลฯ ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หนังสือต่างๆ ฯลฯ ได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงโด่งดังมากในยุคนั้น มีปราญ์ทางพระพุทธศาสนาและบุคคลผู้มีชื่อเสียงได้กล่าวอนุสรณ์ถึงท่านไว้พอสมควร อาทิเช่น

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป..ปยุตฺโต) ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาแห่งยุคปัจจุบัน เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระธรรมปิฎก ไดพูดในเรื่องของความนิยมชมชอบในการฟงการบรรยายธรรมของันเอกน มุทุกั ในสัยนั้น

“…ยังพอนึกเห็นภาพของพระเณรที่คอยรอฟงรายการบรรยายธรรมทางวิทยุของันเอกมุทุกันตมีอาการตั้งอกตั้งใจราวกะผูคนที่คอยดูการบันเทิง ในครั้งนั้น เมื่อวิทยุเล็ก ราคาถูก ยังไม่แพหลา และโทรยัมีน พระใหญเปยุในิที่อยู่ชั้นบนใดังเนพิเศษ พระเณรหลายูป ออกจากของตมายืนบนทางเินใกล เพื่อจะได้คําบรรยายขอันเอก มุทุกันต”

“พันเอก ปน มุทุกันต เปนอนุศาสนาจารยกองทัพบก ทานไดทําให้งานอนุศาสนาจารย และ วงการเผยแพรธรรมมีชีวิตชีวาขึ้นเปนอยางมาก พันเอก ปน มุทุกันต เปนนักพูดธรรมที่มีความสามารถพิเศษ นอกจากพูดใหคนสนใจไดอยางมากแลว ทานสามารถอธิบายขอธรรมยากๆ ที่ประชาชนทั่วไปควรทราบ ใหเขาใจได้ง่าย มองเห็นจะแจงชัดเจน"


อาจารยวศิน อินทสระ นักวิชาการทางดานพระพุทธศาสนา โดยมีผลงานงานเขียนเกี่ยวกัพระพุทธศาสนา หลายเลม เปนผูหนึ่งที่ไดเห็นและฟงการบรรยายธรรมของันเอกปิ่น มุทุกันต์ มาก่อน ไดงตอนี่เนพันเอกยืนปาฐกถา

“าพเยักเนภาพอาจารยืนปาฐกถาวยาทางี่างา ปาฐกถาของานทุกเื่องชัดเจนุก ฟงเพลิดเพลินไปตัวอยางงๆ ึ่านสรรหามา ประกอบมเสียงไมแหบไม่เครือ ยิ่พูดนานเสียงยิ่ีขึ้…”

อาจารย์วศิน ินทสระ กล่าวถึงเรื่องราวของพันเอกปิ่น ซึ่งไับความิยนอางมากในสมัยนั้น มีคนรอคอยงการบรรยายธรรมะของานทุกัน รวมถตัวของท่านเองด้วย

“ประมา .. ๒๔๙ - ๒๔๙ ื่อเสยงของอาจารงโรจมากเหลือเิน ขณะั้น ขาพเาอาุ ๒๐ ปยังบวชเนพระดูเหมือนานมียศเปันท ทุกันพุธ เวลา ๑๘.๐ น. จะมีคนคอยฟงเสียงบรรยายธรรมของอาจารนทางสถาีวิกรมการทหารื่อสา างใจจดใจาพเ็เนหึ่ที่ชอบ งแลวไดอคดแปล เพราะทานคิดนจะมาูด านมีื่อเสียงรุงโรจในฐานะเนนักดชั้นแนวห…"

ศาสตราจาร
ย นายแพทยประเวศ วะสี เปนอีกผูหนึ่ง ที่สังคมยอมรับวเปนผูมีความรู้ความสามารถมาไดกล่าวว่า

“พ.อ.ปน มุทุกันต เปนคนดีที่หาได
ยาก เปนผูมีวัฒนธรรมการเรียนรู วัฒนธรรมการทํางาน และวัฒนธรรมในการเปนผูเห็นประโยชนสวนรวมยิ่งกวาประโยชนสวนตัว…"

 


พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ขณะทำหน้าที่บรรยายธรรม

 


พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ขณะออกโทรทัศน์

 


พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ไปบรรยายที่ใด ผู้ฟังมีความบันเทิงยิ่งในธรรม


พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เป็นคนที่มีความคิดแปลกใหมในการปรับปรุงงานใหกาวหนาอยูเสมอ ชอบทํางานแบบเสี่ยง กลาไดกลาเสีย กลารับผิดชอบ มีความคิดเปนอิสระของตนเอง ยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นที่มีเหตุผล ไมปลอยใหเวลาวางโดยเปลาประโยชน เปนคนจริงเอาการเอางาน มุงมั่น และหมั่นพัฒนาตนเองอยูตลอด ได้ช่วยพัฒนาในส่วนของกิจการงานอนุศาสนาจารย งานของกรมยุทธศึกษาทหารบก และงานในส่วนอื่นที่ได้รับมอบหมาย ตลอด ๑๗ ปี อาทิเช่น

- เป็นผู้วางรากฐานกิจการงานอนุศาสนาจารย ทำให้การบริหารงานของกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ถือว่าเป็นงานยุคใหม่ที่สืบต่อเืนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

- เป็นผู้ให้กำเนิดวารสาร "พุทธศาสตร์" วารสารรายปักษ์ของกองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก

- เป็นผู้ริเริ่มโครงการสร้าง "ศาสนสถานกลางกองทัพบก"
ที่เรียกว่า "อาคารสำนักงานของอนุศาสนาจารย์ นับเป็นอาคารแห่งแรกที่เกี่ยวกับกิจการอนุศาสนาจารย์ทหารบกโดยเฉพาะ

- เป็นผู้ริเริ่มโครงการก่อสร้างหอพักบุตรข้าราชการทหารบก (พ.ศ.๒๔๙๗) เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวข้าราชการทหารบก และงานก่อตั้งโรงเรียนบุตรข้าราชการทหารบก โดยริเริ่มหาเงินอุดหนุนบรรดาโรงเรียนของทหารซึ่งมีอยู่ตามค่ายทหารต่างๆ ก่อน

- เป็นผู้ริเริ่มให้จัดตั้งโรงเรียนการศาสนาและศีลธรรมทหารบก การดำเนินการดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกองทัพบก เพราะเป็นแหล่งที่จะให้การศึกษาวิชาการศาสนา ศีลธรรม และอบรมกล่อมเกลาให้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยจริยธรรม

- ฯลฯ


พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ขณะมียศเป็นพันตรี

นอกจากนี้ ในระหว่างเป็นอนุศาสนาจารย์อยู่นั้น มีเรื่องเด่นที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาอื่นปรากฏอยู่ ๒ เรื่อง คือ เรื่อง "ตอบบาทหลวง" และเรื่อง "คณะกรรมการแห่งศาสนิกชนซิกข์ มอบดาบศรีซาฮิบให้" โดยมีความเป็นมาโดยสรุปดังนี้

- ตอบบาทหลวง

พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้มีบาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย แต่งหนังสือขึ้นแล้วพิมพ์แจกจ่ายแก่ประชาชนทั่วไป โดยมีเนื้อหาเปรียบเทียบคำสอนของพระุทธศาสนากับคำสอนของคริสต์ศาสนา และกล่าวอ้างคำสอนของพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยนไปหลายประการ ทำให้ประชาชนผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์มีวามเข้าใจผิด และเป็นเหตุให้พุทธศาสนิกนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ทางพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และยุวพุทธิกสมามแห่งประเทศไทย จึงขอให้พันเอกปิ่น มุทุกันต์ เป็นผู้แทนชาวพุทธขึ้นชี้แจง ครั้งแรก ท่านไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มีลได้ผลเสียเกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเรื่องนี้ผู้แต่งพูดซ่อนเงื่อนไว้หลายแห่ง หลายประเด็น เกรงจะแก้ไขไม่กระจ่างแจ้งพอ และที่สำคัญที่สุด คือ เกรงจะเกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างบรรดาศาสนิกชนต่างศาสนาโดยใช่เหตุ

แต่ในที่สุด ได้พิจารณาเห็นว่า เป็นการชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อกำจัดความเข้าใจผิดต่อพระพุทธศาสนาเท่านั้น มิได้ประสง์ให้เกิดการโต้เถียงชวนทะเลาะวิวาทแต่ประการใด

การกล่าวชี้แจงเรื่องนี้ เกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่ามกลางบรรดาศาสนิกชนทุกเพศทุกวัยและทุกศาสนาจำนวนมาก จนล้นออกมาจากห้องประชุมถึงกลางสนามอันเป็นลานกว้างของมหาวิทยาลัย

ผลจากการชี้แจ้งในครั้งนี้ ได้รับความนิยมชมชอบจากบุคคลทุกฝ่าย และจบลงด้วยดี พร้อมกันนี้ อำมาตย์ตรีพระธรรมนิเทศทวยหาญ ปฐมอนุศาสนาจารย์ อดีตหัวหน้ากอง ได้มอบเชิงเทียน ๑ คู่ ให้เป็นรางวัล นับเป็นอนุศาสนาจารย์คนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลจากอดีตหัวกองท่านนี้

- คณะกรรมการแห่งศาสนิกชนซิกข์ มอบดาบ "ศรีซาฮิบ" ให

พันเอกปิ่น มุทุกันต์ เป็นผู้ที่มีอุดมคติไปในทางเสริมสร้างความสามัคคีอันดีระหว่างศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นช่วงทีทำหน้าอยู่ที่กองอนุศาสนาจารย์ หรือย้ายมาอยู่ที่กรมการศาสนาก็ตาม ยังมีอุดมคติเรื่องนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

วันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๓ พันเอกปิ่น มุทุกันต์ (ขณะยังเป็นพันโท) หัวหน้าแผนกวิชาการ กองอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ได้รับเชิญจากองค์การศาสนาซิกข์ ให้ไปเยือนสุวรรณวิหาร นครมฤตสระ แคว้นปัญจาป ประเทศอินเดีย อันเป็นที่ประดิษฐานอกาลตัคคะ ศูนย์กลางแห่งศาสนาซิกข์ทั่วโลก

ในโอกาสนี้ คณะกรรมการศาสนาซิกข์ ได้ประกอบพิธีมอบดาบ "ศรีซาฮิบ" ให้ เพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะที่เป็นผู้เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนาเป็นผลสำเร็จ และเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับมอบดาบจากศาสนาซิกข์

รางวัลนี้มีที่มาจาการที่ ศรีคุรุสิงห์สภาได้ขอความกรุณาจากทางราชการ ให้บุคคลผู้นับถือศาสนาซิกข์ ซึ่งเ้ข้ารับราชการทหาร ไม่ต้องสวมหมวก แต่ใช้ผ้าโพกแทน ตามที่บัญญัติไว้ในหลักศาสนา ท่านเสนอเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมเพื่อหาทางผ่อนผันโดยไม่ต้องแก้กฏหมาย ในที่สุด กองทัพบกจึงตกลงผ่อนผันให้ และให้พิจารณาบรรจุไว้ในหน้าที่บริการ

สรุปว่า ชีวิตในการเปนอนุศาสนาจารย์ของพันเอกปิ่น มุทุกันต์ รวมแล้ว  ๗  ปเศษ นับไดาเป็น  ๑๗  ป ที่มีคุณคาแกกิจการอนุศาสนาจารยหาประมิไงานวางรากฐานกิจการอนุศาสนาจารยทหารบกยุคใหมก็ดี งานเผยแผศาสนาทั้งทางปาฐกถา  วิทยุ  และวิทยุโทรทัศนก็ดี ลวนเปนงานควรแกการึกษาและจารึกไวในความทรงจําทั้งสิ้น

ผลจากจากการปฏิบัติงานดังกล
า รวมทั้งผลจากการตั้งใจทำงานด้านการเผยแผ่อย่างเต็มที่ ปรากฏาในชีวิตอนุศาสนาจารย ท่านไดรับบําเหน็จตอบแทนความดีความชอบ ไดเลื่อนขั้นเงินเดือน ๒ ชั้น ถึง ๗ ครั้ง คือ สมัยประจําอยูที่กองพลที่ ๔ นครสวรรค ๑ ครั้ง กองพลที่ ๗ ลําปาง ๑ ครั้ง กองพลี่ ๒ ปราจีนบุรี ๑ ครั้ง กรมสัสดิการทหารบก ๒ ครั้ง กรมยุทธศึกษาทหารบก ๒ ครั้ง

บทบาทสำคัญในการพัฒนากรมการศาสนา และช่วยพัฒนาคณะสงฆ์ไทย

เมื่อประมาณปี ๒๕๐๓ คณะรัฐบาลซึ่งมี ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายและมีเจตนาอย่างแรงกล้าที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่บรรพกาล ให้ถึงซึ่งความวัฒนาสถาพร จึงได้หันมาปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งไดออก้มาแล้วสองฉบับเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมแก่กาลสมัยยิ่งขึ้น

ในที่สุด ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้เป็นกฏหมายได้เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ เรียกชื่อว่า "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕" และมีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นไป

ในการร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉับับนี้ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ได้รับแต่งตั้งให้ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการ และทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการรคณะนี้ด้วยผู้หนึ่ง นับได้ว่าเป็นผู้ส่วนร่วมและกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิรูปการปกรองคณะสงฆ์ให้ก้าวขึ้นสู่ความเจริญ และเป็นไปโดยเหมาะสมในกรอบแห่งพระธรรมวินัยยิ่งขึ้น

เนื่องจาก พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ ได้มีส่วนร่วมเป็นกำลังสำคัญในการร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับนี้ หัวหน้าคณะรัฐบาลในสมัยนั้น ได้เล็งเห็นความสามารถและความเหมาะสม จึงได้มีคำสั่งให้โอนตัวจากกรมยุทธศึกษาทหารบอก กระทรวงกลาโหม มาดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ (ปัจจุบัน กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม) เมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ นับได้ว่าเป็นครั้งแรกที่กรมการศาสนาได้มีตำแหน่งรองอธิบดีขึ้น

ต่อมา เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา สืบต่อจากนายฟุ้ง ศรีวิจารณ์ อธิบดีคนก่อนซึ่งครบเกษียณอายุราชการแล้ว

เมื่อมารับตำแหน่งอยู่ที่กรมการศาสนาแว  พันเอกปน  มุทุกันต ไดเริ่มงานการปรับปรุงสวนราชการภายในกรมกอน โดยแต่เดิมกรมการศาสนา  มีสวนราชการอยพียง ๖ กอง  และ ๑๑ แผนก ไดบปรุงใหมน ๗ กองและ ๒๕ แผนก ในที่สุด  ไดมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ  ใหตราเปนพระราชกฤษฏีกาแบวนราชการในกรมการศาสนาตามี่เสนอ  ะไประกาศใมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม  พ.. ๒๕๐

นับว
าเปนผลสําเร็จที่สําคัญขั้นแรกเริ่ม ที่จะกาวไปสูการําเนินงานตามโครงการที่ไดวางไวในการปรับปรุงตัวบุคคล ซึ่งเปนเจาหที่ใหมีสมรรถภาพเหมาะสมกับการที่จะปฏิบัติงาน ที่ไดริเริ่มขึ้นใหมและงานที่ไดปรับปรุงแกไขใหมใหเหมาะสมกับสมัยยิ่งขึ้น  ดังจะเห็นไดในกาลตอมา ไดมีโครงการตางๆ หลายอยางออกมา ซึ่งสุดที่จะนํามากล่าวไดทั้งหมด เพราะมีรายละเอียดมากมาย จะยกเฉพาะโครงการใหญที่สําคัญ อาทิเชน

- โครงการที่เกี่ยวกับการปรับปรุงตัวบุคคลที่เปนเจาหนาที่ผูปฏิบัติงานในกรมการศาสนา เชน โครงการเปดการศึกษาวิชาการศาสนาแกเจาหนาที่ทุกระดับ เพื่อใหมีความรูกวางขวางไดมาตรฐาน สามารถบริหารงานที่ไดรับมอบหมายใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นต้น

- โครงการประชุมสัมมนาเจ
าหนาที่กรมการศาสนา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติงาน หาทางแกไขอุปสรรคของงานในหนาที่ และเรงรัดการทํางานใหรวดเร็วขึ้น ตลอดถึงจัดตัวบุคคลใหเหมาะสมในการปฏิบัติงาน

- โครงการประชุมชี้แจงการปฏิบัติงานแกพนักงานศาสนาการในสวนภูมิภาค พื่อใหาใจถึงวิธีดําเนินงาน จัดการศาสนสมบัติใหมั่นคงและเปนไปโดยเรียบรอย  เกิดเปนผลดีสมความมุงหมายของทางราชการ  มีการประสานงานระหวาง กรม  จังหวัด  และคณะสงฆ  เปนไปดวยความเขาใจดีตอกัน

ในสวนที่เกี่ยวกับศาสนาอื่น อาทิเชน  

- โครงการแสดงวิวัฒนาการทางศาสนา
พื่อผนึกกําลังของขบวนการทางศาสนาตงๆ วมมือกันพัฒนาตนเอง และพรอมใจันบําเพ็ญประโยชนแกสวนรวมยิ่งขึ้น และปลูกฝงความสามัคคีใหกิดมีในระหวางศาสนิกที่ตางศาสนาน ทั้งนี้ เพื่อแสดงใหประชาชนเ็นาศาสนา ํานวยประโยชนงค  มิไดเอาเปรียบประชาชนแต อยางใดเล

- โครงการจัดงานวันศาสนูปถัมภ
และชุมนุมผูแทนองคการศาสนางๆ นอกจากจะเน การใหรําึกึงและประกาศเียรติคุณของทานผูที่ไดบําเพ็ญประโยชนศาสนาแลว ยังไดจัดใหมีการ พบปะสังสรรคและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูกี่ยวของกับกรมการศาสนา และผูแทนทางขบวนการศาสนาางๆ ในประเทศไทย ใหมีความเขาใจดีตอกันอีกดวย

ในวนคัญที่เกี่ยวกับการเผยแพรพระพุทธศาสนา อันเปนปรวนรวมแประชาชนทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาทิ   

- โครงการศาสนึกษาสําหรับประชาชน วัตถุประสงคําคัญ คือ เพื่อใหประชาชนทุกระับไศึกษาคําสอนของพระพุทธศาสนา มีความเขาใจี ไม่ลงเห็นผิดเปนชอบ ตามคําโฆษณาของอนทําลาย ละชวยแไขาเาวชอาชญารรม และความไมเปนระเบียบเรียบรอยในสังคม

- โครงการฝ
กอบรมพระธรรมเพื่อเลือกเฟนใพระภิกษุที่มีความรูความสามารถ ไปประกาศพระุทธศานาในางประเทศไ นการเผยแพร่กียรติคุณของชาติไทย และกอใกิดความสัมพันธทางศาสนา ให้เปนไปวยดีระหวางพุทธศานิกชนกับองคการศาสนาอื่น โครงการนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดพระธรรมทูตพัฒนามาถึงปัจจุบัน โดยมีความเป็นมาดังนี้

โครงการฝึกอบรมพระธรรมทูต เปนโครงการี่เปนผลงานิ้นโบแดงของ พันเอก มุทุกันต์ เนื่องจากโครงการี้ทานเนผิ่ตั้ง เปนผลงานี่ทําใหงานเผยแพระพุทธศาสนาเจญมากี่สุดโครงการหึ่ง ึ่งเปนการรื้นการเผยแตามแบบสัยคั้พุทธกา

โดยกาเผยแพ
ศาสนาของพระสงเทที่มีมาตั้งแตมัยคั้พุทธกา อาจกลาวไมียูสองแบ คือ แบบพระธรรมูต แบบพระธรรมกึก ความจริงแลวงานทั้งสองแบบ็มุงผลอางเยวกัน คือ การหยิยื่นพระธรรมําสอนของศาสนาใแกควรไับ จะตางันแตวิบัติ คือ

          
- พระธรรมูต ใชวิีให้พระธรรมเนไปหาคน

          
- พระธรรมกถึก ใชวิรอใหคนเนมาหาพระธรรม

ในทางปฏิบัติ พระธรรมทูตทานจะเปนผู้พิจารณาดูเองว ควรจะประกาศพระธรรมแกใคร ที่ไหน แหาทางุกบั่นเินไปหาผู้ั้นที่นั่น แมผู้นั้นจะยังไมเลื่อมใส ยังไมตองการพระธรรม ายพระธรรมานจะพยายามหาทางําความเาใจบผั้น โดยทางตรงบาง ทางออมบาง จนกระทัู่้นั้นเิดวามสนใจี่จะรับเอาพระธรรมําสอน

สถานี่พระธรรมตจะไปแสดงธรรมึงเอาแไดอาจเนในวั รือใน ในป กลางงนา รือแม้แตในคุ

ตัวอยางเช่น พระพุทธองคเสด็จไปโปรดชัมพุกาชีวกถึงในส้วมสาธารณะ เสด็จไปโปรดจอมโจรแหงเมือง อาฬวีถึงในซองโจร และโปรดใหพระมหาโมคคัลลานะรวมกับพระองคในการกลับใจอัคคิทัตถึงในรัง งูพิษของเขา เปนต ซึ่งพระพุทธเจทรงเผยแผแบบธรรมทูตมากอนอยู่แล

วนพระธรรมกถึก านใชวิธี คือ คอยแสดงธรรมแกผูที่เลื่อมใสศรัทธา เขาอยากฟงธรรม จึงแสดงธรรมใหเขาฟ ดังจะเห็นได้ว เวลาพระธรรมกถึกจะเทศนในที่ใด ก็ตาม จะตองมีคฤหัสถ์ผูหนึ่งอาราธนาเทศนขึ้นกอน เพื่อขอใหทานกรุณาแสดงธรรมใหวิธีการนี้เปนวิธีของพระธรรมกถึก แตการประกาศพระศาสนาทั้งสองแบบนี้ ก็เปนวิธีที่มีมาแตสมัยครั้งพุทธกาลแลดยมีจุดมุงหมายเปนอยางเดียวกัน คือ เพื่อแสดงธรรมโปรดประชาชนนั่นเอง

การเผยแผธรรมแบบธรรมทูตไดขาดชวงไป โดยมากจะเปนการเผยแผธรรมแบบธรรมึก คือ พระสงจะอทีวั และเมื่อจะมีการเทศนจะตองมีผู้อาราธนา และที่สาคัญจะตองมีเครื่องกัณฑดวย ความเขาใจนี้ เปนความเขาใจที่คลาดเคลื่อน ซึ่งปกคลุมยูในวงการทธศาสิกชนมากึ้นจนถึงปจจุบัน

งานพระธรรมทูตไดถูกรื้อฟนขึ้นมาใหมอีกครั้งโดยพันเอกป มุทุกันตจุดประสงค เพื่อที่จะทํางานเผยแผในเชิงรุกบุกเบิกงานประกาศพระศาสนาออกไป ดังคําของทานพูดถึงโครงการนี้ว

“าพเมีเหผลหลายอ ถึงเวลาอันสมควรแลว ที่จะฟนฟูงานพระธรรมทูตขึ้นในประเทศไทย แตเห็าการนฟูเื่องี้นงานใหคํ “พระธรรมูต” ยังไมีใครใชทั้งทางหนังสอและทางภาษาพ งานเชนนี้จะตองหาทางทดลองทําดูกอน จะไดหาความชํานาญเพื่อขยายตอไปไดสะดวก และโดยที่ในระยะเริ่มแรก พ.. ๒๕๐๗ นั้น มีพระสงที่ทานจาิกออกบําเพ็ญสมณธรรมเิจวัตรอยูว คือ พระกรรมฐาน ซึ่งมีอยูมากพอสมควรทางชายแดนภาคตะวนออกเฉียงเหนือ จึงไดไปขอรองอาราธนา เจาพระคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ (อ้วน ติสฺโส) วัดพระศรีมหาธาตุ พระนคร (ซึ่งขณะนั้นพระคุณทานยังดํารงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมมุนี) ขอใหานเอาเปนธุระประชุม พระกรรมฐานที่วัดโพธิ์สมภรณจังหวัดอุดรธานี าพเจาไดขึ้นไปถวายคําแนะนําเรื่องงานพระธรรม ทูตในที่ประชุมนั้น เปนครั้งแรกที่ใชคําว “พระธรรมทูต” อยางเปนทางการ พระคุณเจาจํานวน ๗๒ รูป ไดรับอารธนาออกจาริกไปฎิบัติงานพระธรรมทูต เปนที่นาอนุโมทนายิ่ง ซึ่งผลงานของพระธรรม ทูตรุนแรกนี้ออกมาดี"

นอกจากั้น กรมการศาสนาภายใการควบดูแลของันเอกปิ่ มุทุกันตยังขยายงานพระธรรมทูตเพิ่มอีกสายหนึ่งทางภาคใตโดยอาราธนาพระคุณเจาทานเจาคุณปญญานันท มุนี หรือ ที่ประชาชนถวายสมญานามทานว “านปญญานันทะ” เปนหัวหนาสาย โดยเปดปฐมนิเทศ ที่วัดบางนรา จังหวัดนราธิวาส ไดผลสมความปรารถนาอยางนาปลื้มใจอีก คําว “พระธรรมทูต” เริ่ม เปนที่รูักของประชาชนทั่วไป ทางรัฐบาลก็สนับสนุนเต็มที่

อมาในป .. ๒๕๐๘ ทางกรมการศาสนาไขยายงานพระธรรมูตออกเปน ๗ สาย และในบางัดมีพระธรรมตถึง ๗๕ ูป ึ่งผลงานในที่สองี้ ก็ออกมาอางงดงา

เมื่พันเอก
น มุทุกันตานเอาผลงานั้นทดลองั้งสองมาเคราะว เห็าเนงานี่มีประโยชนอพระศาสนาอางมากมายมหาศา และพระสงก็สามารถําเนงานได้วยสมถภาพูง

านงไนําเรื่องนี้เนออมหาเถรสมาค ันมีท่านเจ้าพระคุณสมเ็จพระสังฆราชทรงเนประธา ขอถวายกิจการพระธรรมูตไเปนงานถาวรของคณะสงืบไป

มหาเถรสมาคม็ไดมีติับงานี้เปนเอกฉันทและไดัติแตตั้งท่านเจ้าประคุณ สมเ็จพันัต วัดพระเชุพนฯ เนแกองงานพระธรรมูต ท่านเจ้าประคุณ สมเ็จพระมหารวงวัดพระศมหาธาุ กัานเคุณ พระบาลีคุณูปมาจารวัดจักรวรรดิราชาวาส เนรองแมกองรูที่ และที่ ตามลํดับ งานพระธรรมตของคณะสงไดดําเนการโดยความเนปึกแผนมั่นคงตลอดมาถึงทุกวันนี้

งานพระธรรมทูต ยังไดขยายออกนอกประเทศ ซึ่งกําลังดําเนินงานอยูอยางไดผล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทั้งไดจัดตั้งสถาบันขึ้นสนับสนุนไวทางประเทศไทยอยางมั่นคงแล ภายใต้การอุปถัมภ์และดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลและมหาเถรสมาคม และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ มีทานเจาคุณ พระสาสนโสภณ (ท่านเ้จ้าพระคุณ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙) วัดบวรนิเวศ เปนประธานกรรมการอํานวยการฝกอบรมและคัดเลือกพระจากมหาวิทยาลัยสงฆทั้งสองแห

โครงการพระธรรมทูตนี้ เปนผลงานทางดานการพัฒนางานพระศาสนาที่ พันเอกปิ่น มุทุกันตเปนผูิเริ่มจัดตั้งทานไดฝากไว้แกนักเผยแผยุคหลังใหวยกันสืบเจตนารมณเปนผลงานที่ยิ่งใหญที่อํานวยประโยชนสุขแกมหาชนเปนอยางมาก ทําใหพระศาสนาเจริญรุงเรืองทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร เป็นไปตามความปรารถนาของผูกอตั้งทุกประการ

- โครงการพฒนาวัดทั่วประเทศ
เพื่อใหวัดตางๆ ไดมีแผนผังพัฒนาวัดที่แนนอน โดยแบงเปนเขตพุทธาวาส สังฆาวาส เขตสาธารณสงเคราะห์ และเขตจัดประโยชน ทั้งนี้  เพื่อใหวัดตงๆ  ไดมีบริเวณวัดที่สะอาด  เรียบรอย  เปน สวนสัด  นาเจริญตาเจริญใจ และถูกสุขลักษณะ พระสงฆและบุคคลผูอยูในวัดไดรับการปกครองดวยดี และใหทุกวัดมีกิจกรรมที่อํานวยประโยชนแกประชาชน ทํานองถอยทีถอยอาศัยกัน ใหวัดตางๆ ไดคิดริเริ่มพัฒนาตนเอง กรมการศาสนาเนแตเพียงใหการสับสนุน เจาอาวาสรูปใด สามารถพัฒนาวัดใหบรรลุผลสําเร็จตามเปาหมาย ก็จัดใหมีการประกาศเกียรติคุณดวยการถวายพัดพัฒนา พรอมดวยมีประกาศนียบัตรพัฒนากํากับไปดวย เพื่อเปนการเพิ่มพูนกําลังใจแกเจาอาวาสวัดพัฒนานั้นๆ ใหเอาใจใสบํารุงดูแลวัดไมปลอยปละ ละเลยในกาลตอไปโดยมีจุดมุงหมาย พัฒนาใน ๓ ดาน คือ 

- ดานศาสนวัตถุ  อันไดแก  เสนาสนะของวัด สมบัติของวัด สวัสดิการของวัด

- ด
านศาสนธรรม อันไดแกการบําเพ็ญสมณธรรม การศึกษาพระปริยัติธรรม การสาธารณสงเคราะห

- ดานศาสนบุคคล อันไดแก ภิกษุสามเณรในวัด บุคคลที่อยูในวัด ระสังฆาธิการ 

เมื่อมีโอกาสท
านจึงเสนอโครงการพัฒนาวัดทั่วประเทศตอคณะรัฐมนตรี และไดรับอนุมัติใหดําเนการไโดยใจัดเนโครงการระยะ ๖ ปแรก ิ่ตั้งแต.. ๒๕๐ึง พ.. ๒๕๑๒ และโครงการระยะ ๖ ปหลัง เริ่ตั้งแต.. ๒๕๑ึง .. ๒๕๑๘ ซึ่งโครงการดังกลาวก็ได อนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีเปนที่เรียบรอย

งานพัฒนาทั่วประเทศไดามาตามดับ กรมการศาสนาไจัทํพัดและประกาศบัตรพัฒนา ถวายแดท่านเจ้าพระคุณ สมเ็จพระสังฆรา เพื่อทรงประทานแเจาอาวาสี่พัฒนาวัดไดีเยี่ยมตามโครงการ และบุคคลที่เกี่ยวของในการชวยสงเสริมศีลธรรมอันดีงาม าน็ไดมอบประกาศบัตรพัฒนา เพื่อเปนเครื่องเชิดชูเกียรติแกตนและวงศตระกูลดวย

งจากโครงการี้ไดานไป ๖ ปแรกแปรากฏวัดวาอารามงๆ ทั่วประเาง ก็เงรัดพัฒนาันเปนการใหวัดที่เยรกรุงรงและสกปร ก็ได้กลายเนสถานที่สะอา มรื่น เียบกระจายอทั่วประเท

- โครงการผลิตครูจริยศึกษา จุดประสงค
พื่อใหสถานศึกษาตงๆ มีครูสอนจริยศึกษาที่มีความรูความสามารถเหมาะส จะไําังวยอบรมศีลธรรมและจรรยาแก นักเรียนใหเหมาะสมกับกาลสมัยยิ่งขึ้น เพราะการศึกษาจริยธรรมเปนความมุงหมายสําคัญอยางหนึ่งในแผนการศึกษาของชาติ จุดหมายของการศึกษาอยูที่ทําใหเยาวชนไดปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อความเปนพลเมืองดีของชาติเปนสําคัญ

- โครงการจัดตั้งหนวยสงเคราะหพุทธมามกะ เรียกวา "นพกะ" เพื่อนําเด็กเขาสูพระศาสนา และรับการอบรมบมนิสัยแตยังเยาว อันมีแนวทางโนมนาวไปในทางประคับประคองจิตใจของเด็กใหเขาสูพระพุทธศาสนา โดยจัดใหมีพิธีปฏิญาณตนเปนพุทธมามกะ เริ่มตนตั้งแตเด็กอายุ ๗ ขวบ ถึง ๑๘ ขวบ เปนการแกปญหาเกี่ยวกับความประพฤติที่เปนไปในทางไมดีไมงามของเยาวชน เพื่อที่จะใหเปนกุลบุตรกุลธิดาที่ดี เหมาะสมกับที่จะเปนศาสนทายาท สืบอายุพระพุทธศาสนาอันเปนศาสนาประจําชาติไทยตอไป

- โครงการสงเสริมมรรยาทของนักเรียนในการแขงขันกีฬา เรียกชื่อยอวา สมร. เป็นโครงการที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า มีวัตถุประสงคเพื่อใหนักเรียนทุกคนไดสํานึกในความเปนผูมีนําใจนักกีฬา คือ รูจักแพรูจักชนะและรูจักใหอภัยกันและกัน เนื่องจากปัญหาวัยรุ่นในสมันนั้น ไดเกิดมีการยกพวกตีกันของเด็กนักเรียนในกลุมตางๆ ที่เขาแขงขันกีฬา กอใหเกิดความหนักใจแกรัฐเปนอยางมาก จึงมอบใหกรมการศาสนาหาทางแกไข

ในส่วนของกิจการในด้านต่างประเทศ พันเอกปิ่น มุทุกันต์ ได้มีส่วนร่วมปฏิบัติงานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหลายอย่าง เฉพาะที่สำคัญ อาทิเช่น

- วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๗ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ โปรดพระราชทานให้พันเอกปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนา รับหน้าที่เป็นผู้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศไทยไปยังประเทศศรีลังกา เพื่อไปประดิษฐานที่มหาวิทยาลัยวิทโยทัยแห่งเมืองโคลัมโบ เมืองหลวงของประเทศศรีลัง เพื่อให้นักศึกษาและพุทธศาสนิกชนชาวศรีลังกาได้กราบสักการะ ในวันดังกล่าว มีพุทธศาสนิกชนไปร่วมส่งจำนวนมาก ถึงประเทศศรีลังกาในวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ประเทศศรีลังการได้จัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่

- พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นคณะกรรมการก่อตั้งวัดพุทธปทีป ในพระบรมราชูปถัมภ์ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อันเป็นวัดนิกายเถรวาทแบบไทยแห่งแรกในทวีปยุโรป โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งสองพระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ได้เสด็จทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พงศ. ๒๕๐๗

โครงการตางๆ เหล่านี้ เปนเพียงสวนหนึ่งในอีกหลายๆ โครงการ  ซึ่ง พันเอกปน   มุทุกันต ไดวางไว    และ็ไดดําเนินการตามแผนงานที่ไดวางไวตามโครงการนั้นๆ เปนผลสําเร็จและไดผลสมตามวัตถุประสงคทุกประการ

ในโครงการตางๆ บางโครงการจัดทําขึ้น เฉพาะงานบางอยางเปนครั้งคราว ซึ่งเมื่อปฏิบัติงานเสร็จแลวก็เลิกลมไป แตบางโครงการเปโครงการถาวร หากดําเนินการติดตอกันไป ก็เขาใจวาคงจะเกิดผลดีเปนประโยชนแกประเทศชาติและ ศาสนาเนอางิ่ง

 

หน้าที่การงานพิเศษ


ระหว่างเป็นอนุศาสนาจารย์และภายหลังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนา มีหน้าที่การงานพิเศษหลาอย่าง อาทิเช่น

          - เป็นกรรมาธิการและเลขานุการคณะกรรมาธิการ พิจารณาพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

          - เป็นกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ

          - เป็นกรรมการสภาการศึกษาคณะสงฆ์

          - เป็นกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ


          - กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาลูกเสือแห่งชาติ

          - เป็นที่ปรึกษาฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและการศาสนา ตามคำสั่งของคณะปฏิวัติ

          - เป็นรองประธานอำนวยการพัฒนาวัด

          - เป็นนายกสมาคมต่อต้านยาเสพติดให้โทษ

          - เป็นกรรมการก่อตั้งวัดไทยในลอนดอน (วัดพุทธประทีป)

          - เป็นอาจารย์พิเศษสอนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ทั้งระดับปริญญาตรีและปริยญาโท

          - ฯลฯ

ในส่วนที่วัดสัมพันธวงศ์ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ต่างๆ ให้ จนมีความรู้ความสามารถ ทั้งในด้านการเผยแผ่ และวิชาการทางพระพุทธศาสนา ได้กลับมาช่วยงานภายในวัด
สัมพันธวงศ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบแทนคุณของครูบาอาจารย์และวัดสัมพันธวงศ์ อาทิเช่น

          - เป็นไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร

          - เป็นประธานฝ่ายฆราวาสในคณะกรรมการพัฒนาวัดสัมพันธวงศ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยมี พระเดชพระคุณ พระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ในขณะนั้นเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันสานต่อโครงการก่อสร้างพระอุโบสถสามชั้นของวัดสัมพันธวงศ์ให้แล้วเสร็จ ภายหลังจากที่พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถระ ผู้เป็นอาจารย์ได้มรณภาพก่อนโครงการจะแล้วเสร็จ

          - ฯลฯ

 

พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนาและไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์
ให้การต้อนรับ ฯพณฯ จอมพลสฤษฤิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ประธานในพิธี
ในพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ของวัดสัมพันธวงศ์ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
 

พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์
และ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนาและไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์
ในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖
 

พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนาและไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์ พร้อมศิษยานุศิษย์
ถ่ายรูปร่วมกับพระเดชพระคุณ พระมหารัชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ (รูปที่ ๙)
หลังจากเสร็จพิธีฉลองอายุวัฒนมงคล ๗๕ ปี วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๔
บริเวณพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้าง

 

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (จวน อุฏฺฐายีมหาเถร) แสดงพระธรรมเทศนา
ในพิธีฉลองอายุวัฒนมงคล ๗๕ ปี พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร)
วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๔
พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนาและไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์ พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมฟังธรรมด้วย
 

พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนาและไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์
ถวายเครื่องสักการะ พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร)
ในพิธีสมโภชหิรัญบัฎ รองสมเด็จพระราชาคณะ
วันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๗ ณ วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
 

คณะกรรมการพัฒนาวัดสัมพันธวงศ์ พ.ศ. ๒๕๑๔
ฝ่ายสงฆ์ มีท่านเจ้าคุณ พระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส) เจ้าอาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์
พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อธิบดีกรมการศาสนา ในฐานะไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์ เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์


จึงเห็นได้ว่า พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เป็นผู้มีความขยันขันแข็ง มีมานะอดทน ไม่เห็นแก่ความลำบากเหน็ดเหนื่อย แต่หากเห็นแก่งานที่เป็นสาธารณประโยชน์เป็นที่ตั้ง แทบจะกล่าวได้ว่า ชีวิตทั้งชีวิตของท่าน ได้อุทิศเพื่องานโดยแท้ เข้าทำนองว่า "ชีวิต คืองาน และ งาน คือ ชีวิต"

กรมการศาสนาในยุคที่ พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เป็นอธิบดีตลอด ๙ ปีนั้น จึงถือว่าเป็นยุคทองยุคหนึ่ง เพราะมีการพัฒนาในหลายด้านภายในกรมการศาสนาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้งานของพระพุทธศาสนามีความเจริญยิ่งๆ ขึ้น และความเจริญดังกล่าวสืบต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้

 

ช่วงสุดท้ายของชีวิต


พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ มีอาการเจ็บป่วยต้องผ่าตัดหลอดทางเดินอาหาร ู่ที่โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วได้กลับมารักษาตัวต่อที่บ้าน ระหว่างนี้ ท่านพิจาณาเห็นว่าอาการเจ็บป่วยดังกล่ีาว อาจจะทำให้ไ่ม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างเต็มที่ ได้ยื่นใบลาออกจากราชการ เพื่อพักผ่อนรักษาตัว แต่ทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่อนุมัติให้ลาออก ด้วยเห็นว่าท่านยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงต้องมาปฏิบัติงานตามเดิม

ต่อมา ท่านเห็นว่าสภาพของสังขารไม่อำนวย อันเป็นผลมาจากการเจ็บป่วย จำเป็นต้องยื่นใบลาออกอีก ทางกระทรวงศึกษาธิการ จึงอนุมัติให้ลาออกได้ เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕

จากนั้น เ้ข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ อีกครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุด แม้หมอจะพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ถึงกระนั้นก็สุดความสามารถที่จะรักษาอาการเจ็บป่วยครั้งนี้ได้

ล่วงถึงวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ เวลา ๑๕.๔๕ น. ณ โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ พันเอกปิ่น มุทุกันต์ ได้จากไปด้วยอาการอันสงบ สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ๕ เดือน ๒๔ วัน

 

 


ตําแหนงในหนาที่ราชการ

๓ เมษายน ๒๔๘๘ ไดรับแตงตั้งในตําแหนงชั้นสัญญาบัตร เปนอนุศาสนาจารย
ประจํากรมยุทธศึกษาทหารบก กระทรวงกลาโหม
๑๗ มิถุนายน ๒๔๘๙ เปนอนุศาสนาจารย มณฑลทหารบกที่ ๔
๒๑ มกราคม ๒๔๙๐ เปนอนุศาสนาจารย มณฑลทหารบกที่ ๒
๒๕ เมษายน ๒๔๙๒ เปนอนุศาสนาจารย  กรมสวัสดิการทหารบก
๓ กรกฎาคม ๒๔๙๓ เปนอนุศาสนาจารย พล.๗
๘ กุมภาพันธ ๒๔๙๔ เปนอนุศาสนาจารย กรมสวัสดิการทหารบก
๑๓ มีนาคม ๒๔๙๖ เปนประจําแผนกอนุศาสนาจารย สก.ทบ.
๘ สิงหาคม  ๒๔๙๖ เปนรักษาราชการหัวหนาแผนกศึกษา สก.ทบ.
๘ มิถุนายน ๒๔๙๗ เปนหัวหนาแผนกศึกษา และรักษาราชการประจํา แผนกอนุศาสนาจารย สก.ทบ.
๒๙ ธันวาคม ๒๔๙๙ เปน หน.ยศ,ทบ.
๑ มกราคม ๒๕๐๓ เปนอาจารยกองการศึกษา โรงเรียนนายรอย จปร.
๒๙ มีนาคม ๒๕๐๓ เปนอาจารยกองวิชากฏหมายและสังคมศาสตร กองการศึกษา
โรงเรียนนายรอย จปร.
๗ ธันวาคม ๒๕๐๕ มีคําสั่งกระทรวงกลาโหมใหโอนไปรับราชการทางกรมการศาสนา
รักษาการในตําแหนงรองอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
๒๘ ธันวาคม ๒๕๐๕ เปนรองอธิบดีกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ
๑๖ ตุลาคม ๒๕๐๖ ไดรับแตงตั้งใหดํารงตําแหนงอธิบดีกรมการศาสนา


ยศทหารชั้นสัญญาบัตร

๑ มกราคม  ๒๔๙๗ ไดรับยศเปนวาที่พันตรี
เนื่องจากทางราชการได้เปลี่ยนตําแหนงจากพลเรือนไปเปนทหาร
๑ มกราคม ๒๔๙๘ ไดรับยศเปนพันตรี
๑ มกราคม ๒๕๐๐ ไดรับยศเปนพันโท
๑ มกราคม ๒๕๐๓ ไดรับยศเปนพันเอก


เครื่องราชอิสริยาภรณ

๕ ธันวาคม ๒๔๙๔  เบญจมาภรณมงกุฏไทย (บ.ม.)
๕ ธันวาคม ๒๔๙๕   เบญจมาภรณชางเผือก (บ.ช.)
๑๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๖ จัตุรถาภรณมงกุฏไทย (จ.ม.)
๕  ธันวาคม ๒๔๙๘ จัตุรถาภรณชางเผือก (จ.ช.)
๕ ธันวาคม ๒๕๐๔ ตริตาภรณมงกุฏไทย (ต.ม.)
๓ กันยายน ๒๕๐๕ เหรียญเอเชียบูรพา (ช.ส.)
๕ ธันวาคม ๒๕๐๕ ตริตาภรณชางเผือก (ต.ช.)
๕ ธันวาคม ๒๔๐๗ ทวีติยาภรณมงกุฏไทย (ท.ม.)
๒๘ กุมภาพันธ ๒๕๑๑ เหรียญรัตนาภรณชั้นที่ ๓
๕ พฤษภาคม ๒๕๑๑ ตติยาจุลจอมเกลาวิเศษ
๕ ธันวาคม ๒๕๑๑ ทวีติยาภรณชางเผือก (ท.ช.)
๕ ธันวาคม ๒๕๑๒ ประถมาภรณมงกุฏไทย (ป.ม.)
๕  พฤษภาคม ๒๕๑๔ ทุติยจุลจอมเกลา
๕ ธันวาคม ๒๕๑๔ เหรียญจักรพรรดิมาลา

หนังสือ / งานประพันธ์

นอกจากการพูด การบรรยายในชวงชีวิตของ พันเอก ปิ่น มุทุกันต แล้ว นอจากนี้ ทานมีผลงานดานการเขียนมากมาย ดังมีรายการหนังสือของทานเรียงตามลําดับการประพันธ ที่พิมพเปนเลมปกแข็งถาวร ดังนี้

ลำดับที่
งานประพันธ์เรื่อง
ธรรมที่ใช้บรรยาย
พุทธวิธีครองใจคน สังคหวัตถุ ๔, จริต ๖
กลวิีแกข โลกธรรม ๘
วันดี-คืนดี เปนบทความขอคิดความเห็นตาง ๆ
เรือนชั้นใน-เรือนชั้นนอก ฆราวาสธรรม ๔
บันทึกธรรม หลักพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น ๆ
คําบรรยายพุทธศาสตม ๑ หลักธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา
คําบรรยายพุทธศาสตม ๒ หลักธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา
คําบรรยายพุทธศาสตม ๓ หลักธรรมเกี่ยวกับพุทธศาสนา
คลายสงัย เม ๑ ตอบปญหาธรรมะทั่วไป
๑๐
แกญหาชาวาน แกปญหาชีวิตดวยธรรมะ
๑๑
ยุคทอง-ยุคธรรม หลักศาสนา และบทความทวไป
๑๒
สนิมในใจ อุปกิเลส ๑๖
๑๓
โตวันโตคืน บทความ และปาฐกถา
๑๔
ลายสงัย เม ๒ ตอบปญหาธรรมะทั่วไป
๑๕
มงคลชีวิต เม ๑ มงคล ๓๘ ประการ
๑๖
มงคลชีวิต เม ๒ มงคล ๓๘ ประการ
๑๗
มงคลชีวิต เม ๓ มงคล ๓๘ ประการ
๑๘
ตอบบาทหลวง แกขอกลาวหาพระพุทธศาสนา และบทความ
๑๙
บทเรียนจากอินเดีย ขอคิดความเห็น
๒๐
นาทีทอง บทสนทนารายการโทรทัศนกับบุคคลตาง ๆ
๒๑
างสา-งูเห-าเ-เมียัก จินตนิยายอิงตํานานศาสนา
๒๒
วาง ยังหาอันดับไมพบ
๒๓
มุมสวาง บทความธรรมะเสนอทาง ททท.
๒๔
ประมวลศัพทศาสนา ความหมายของศัพทศาสนา
๒๕
บทบาทบรมครู บทวิจารณบทบาทของพระพุทธเจา
๒๖
ทางสงบ ขอคิดเห็นทางธรรมะทางโทรทัศนชอง ๔
๒๗
ทางไมตาย วิบัติ ๔ และบทความทั่วไป
๒๘
อาณาจักรกอไผ เปนบทความจากการพูดของทาน
๒๙
คําพระ พุทธภาษิต ประกอบนิทานตัวอยาง
๓๐
ธรรมราชา มาร ๕, มหาปทุมชาดก, ทศพิธราชธรรม
๓๑

ไปอาหรักัพันเอกปิ่น มุทุกันต

พูดถึงดินแดนตางศาสนา
๓๒
ตามใจทาน อริยสัจ ๔, พร ๗ ประการ, และบทความ
๓๓
วิีพูดของาพเ แนะหลักการพูด การเขียน และตัวอยาง
๒๔
แนวสอนธรรมะ บรรยายหลักสูตรนักธรรมชั้นตรี
๒๕
ความรักของพันเอกปน มุทุกันต ขอคิดความเห็นเกี่ยวกบเรื่องความรัก

ผลงานจากงานวรรณกรรมของทาน รวมไดทั้งหมด ๓๕ เลม ปกแข็ง เปนเลมที่พิมพอยางดี สวนงานเขียนยอยของทานที่เปนฉบับเล็ก เชน เปนบทความบางเรื่องก็มีบาง ที่กระจัดกระจาย แตเนื้อหาโดยมากมีอยูในหนังสือเลมใหญปกแข็งแลวทั้งสิ้น งานประพันธของพันเอกปน มุทุกันต เปนผลงานที่เนนการเผยแพรหลักธรรมะไปสูประชาชนเปนส่วนใหญ่


-------------------------


หมายเหตุเกี่ยวกับ "กรมการศาสนา"

ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีการแบ่งส่วนราชการกรมการศาสนาเดิม ออกเป็น ๒ หน่วยงาน คือ

๑. กรมการศาสนา เปลี่ยนจากกระทรวงศึกษาธิการ ไปสังกัด กระทรวงวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ คือ ส่งเสริมและให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองกิจการด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ๆ ที่ทางราชการรับรอง ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม ส่งเสริมความเข้าใจอันดี และสร้างความสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งดำเนินการเพื่อให้คนไทยนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เป็นคนดีมีคุณธรรม

๒. นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แยกออกมาเป็นหน่วยงานทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ คือ ดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ และกฎหมายว่าด้วยการกําหนดวิทยฐานะ ผู้สําเร็จวิชาการพระพุทธศาสนา รวมทั้งกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รับสนองงาน ประสานงาน และถวายการสนับสนุนกิจการและการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ เสนอแนวทางการกําหนดนโยบายและมาตรการในการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ส่งเสริม ดูแล รักษา และทํานุบํารุงศาสนสถานและศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนา ดูแล รักษา และจัดการวัดร้างและศาสนสมบัติกลาง พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา ทํานุบํารุงพุทธศาสนศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม สนับสนุนและส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาท้ังในประเทศ และต่างประเทศ รวมทั้งการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก และปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกําหนดให้เป็นอํานาจหน้าที่ของสํานักงาน หรือ ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

เอกสารประกอบการสรุปข้อมูลประวัติ

-  งานวิจัยเรื่อง “ศึกษารูปแบบและวิธีการเผยแผ่พุทธธรรมของพันเอกปิ่น มุทุกันต์” พ.ศ. ๒๕๔๙
    มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย โดย พระมหาแผน ธมฺมเมธี (ศรีอภัย)

-  หนังสือ "๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์" วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร จัดพิมพ์
   ในโอกาสจัดงานครบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ วันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ณ วัดสัมพันธวงศ์


 
ข่าวสารจากสื่อมวลชนเนื่องในโอกาส ครบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์
 
๑๐๐ ปี พันเอก ปิ่น มุทุกันต์ นักรบธรรมะไม่มีวันตาย
(คอลัมน์ เหะหะพาที นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ โดย ซูม)

ผมได้รับข่าวสารที่ผู้ส่งข่าวตั้งใจจะฝากให้ลงเป็นข่าวสังคมสั้นๆ เพื่อบอกกล่าวให้ญาติมิตรลูกศิษย์ลูกหาได้รับรู้ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบุคคลท่านหนึ่ง เผื่อจะเชิญชวนให้ไปร่วมในกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อรำลึกถึงบุคคลท่านนี้

แต่พอเห็นชื่อของท่านแล้ว ผมก็ตัดสินใจในทันทีทันใดนั้นว่า ควรจะนำมาเขียนถึงในคอลัมน์ของผมเสียเอง

นั่นก็คือ กำหนดการเนื่องในโอกาส “๑๐๐ ปีชาตกาล พันเอก ปิ่น มุทุกันต์” ที่จะเริ่มขึ้นในวันนี้ (อังคารที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๙) ณ พระอุโบสถ วัดสัมพันธวงศาราม (วัดเกาะ) เขตสัมพันธวงศ์ กทม.

โดยในภาคเช้าตั้งแต่ ๐๙.๐๐ น. จะมีพิธีเปิดงานและพิธีแสดงพระธรรมเทศนา โดย พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ พร้อมพิธีเจริญพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์

ส่วนในภาคบ่าย ตั้งแต่ ๑๓.๓๐ น. จะมีการเสวนาธรรมในหัวข้อ “มุมสว่างทางสงบครบ ๑๐๐ ปี พ.อ.ปิ่นฯ” ดำเนินการเสวนาโดย พันเอก นเรศร์ จิตรักษ์ พร้อมด้วยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ พระราชธรรมวาที (วัดประยุรวงศาวาส) ร.อ.อดุลย์ รัตนานนท์ (อดีตอธิบดีกรมศาสนา) พ.อ.พิสิทธิ์ วิไลวงศ์ รองผู้อำนวยการกองอนุศาสนาจารย์กองทัพบก, นางจันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน (อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์) ทายาท พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ และ ฯลฯ

ขอเชิญท่านที่สนใจไปร่วมฟังร่วมสงบจิตสงบใจ ณ พระอุโบสถ วัดเกาะ ได้ตามเวลาที่แจ้งไว้...อ่านคอลัมน์ผมเช้าวันนี้ไปทันแน่นอนครับ อย่างน้อยก็ในช่วงเสวนาตอนบ่ายโมงครึ่ง

สาเหตุสำคัญที่ผมตัดสินใจเก็บเรื่องนี้ไว้เขียนเสียเอง ก็เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมได้ยินชื่อเสียงของ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ มาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กอยู่ต่างจังหวัด

อาจจะไม่เคยได้ยินได้ฟังคำเทศนาหรือคำบรรยายธรรมะของท่านด้วยตัวเองเท่าไรนัก แต่ก็ตระหนักและทราบดีว่าท่านเป็นผู้บุกเบิกงานต่างๆ เพื่อทำนุบำรุงเสริมสร้างรากฐาน ตลอดจนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเอาไว้จำนวนมาก

โดยเฉพาะในช่วงที่ท่านมาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการศาสนานับแต่ปี ๒๕๐๖ ซึ่งช่วงนั้นผมเรียนใกล้จบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มหันมาสนใจเรื่องธรรมะและอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับธรรมะมากขึ้น

ยังจำได้ว่าหนังสือพิมพ์หลายฉบับใน พ.ศ.ดังกล่าวได้ลงข่าวเรื่อง โครงการ “พระธรรมทูต” ที่ริเริ่มขึ้นโดยอธิบดีกรมการศาสนาคนใหม่ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ จนเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง

เนื่องจากเป็นยุคที่เมืองไทยตกอยู่ในภาวะที่ถูกภัยจากลัทธิอันไม่พึงปรารถนาจากนอกประเทศคุกคาม เป็นผลให้ประชาชนบางส่วนระส่ำระสาย ขาดที่ยึดเหนี่ยวและถูกจูงใจให้หลงผิดจำนวนมาก

พ.อ.ปิ่น มีความเห็นว่า ควรจะอาราธนาพระสงฆ์ออกจาริกเผยแผ่พระศาสนา ดังนั้นในปี ๒๕๐๗ กรมการศาสนาจึงได้อาราธนาพระสงฆ์ อาสาสมัครออกจาริกไปยังถิ่นทุรกันดารและจังหวัดชายแดน สามารถนิมนต์ได้ถึง ๗๒ รูปในปีแรก

ท่านใช้ชื่อโครงการนี้ว่า “พระธรรมทูต” โดยอธิบายว่า “พระธรรมทูตเป็นวิธีเผยแผ่พระศาสนาโดยให้ธรรมะ (พระ) เดินไปหาคน ส่วนพระธรรมกถึก (พระผู้เทศนา) เป็นวิธีเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้คนเดินไปหาธรรมะ (พระ)”

แต่เดิมเราใช้วิธีที่สองเป็นหลัก เมื่อท่านริเริ่มวิธีที่หนึ่งคือ พระเดินไปหาคน จึงเป็นที่โจษขานและเป็นที่ชื่นชมอย่างมากใน พ.ศ.ดังกล่าว

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่เป็นผลงานของท่านจากนับร้อยๆผลงานเท่าที่มีการกล่าวถึงในช่วงก่อน พ.ศ.๒๕๑๕ อันเป็น พ.ศ.ที่ท่านถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ ๔ เมษายน สิริอายุ ๕๕ ปีเศษเท่านั้น

ในส่วนของหนังสือธรรมะที่ท่านได้ประพันธ์ไว้ ทั้งที่เขียนขึ้นใหม่หรือเรียบเรียงจากการบรรยายธรรมของท่านมีมากถึง ๓๕ เล่ม และมีการนำมาจัดพิมพ์อยู่เสมอๆ แม้ในปัจจุบัน

ในยุคที่สังคมไทยดูจะเสื่อมทรุดไปพอสมควร...ในยุคที่จิตใจของผู้คนเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายมากไปด้วยกิเลสโลภโกรธหลงทะเยอทะยาน ขาดธรรมาภิบาล ไร้คุณธรรม ฯลฯ นั้น

หวังว่าชีวิตและผลงานของ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ นักรบธรรมะที่ไม่มีวันตาย จะเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้เกิด พระธรรมทูต รุ่นใหม่ นำพระธรรมไปสู่ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

เผื่อว่าความสับสนวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงในสังคมไทยจะได้ลดน้อยถอยลงเป็นผลให้แผ่นดินไทยของเราสูงขึ้นและสงบร่มเย็นมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้.

 
พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตมหาวัดสัมพันธวงศ์
(คอลัมน์ หมายเหตุสยาม นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ โดย สมาน สุดโต)
 
 
วันที่ ๑๑ ต.ค. ๒๕๕๙ วัดสัมพันธวงศ์ คณะกรรมการจัดงาน ทายาทและกองอนุศาสนาจารย์ กองทัพบก จัดงาน ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตนักเทศน์วัดสัมพันธวงศ์ และอดีตอธิบดีกรมการศาสนา

พระพรหมเมธี (จำนงค์) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า คุณูปการของ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ที่มีต่อพระศาสนา พุทธศาสนิกชน และวัดสัมพันธวงศ์ นั้นมาก ผู้เกิดร่วมสมัยย่อมรับรู้ได้ดี ทางวัดและคณะกรรมการพร้อมทายาทจึงจัดงานนี้ขึ้น

งาน ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น นอกจากการบำเพ็ญกุศลแล้ว จัดให้มีเสวนาเรื่องมุมสว่าง ทางสงบ ครบ ๑๐๐ ปี พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ วันเดียวกันในเวลาบ่าย ณ พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์

พ.อ.ปิ่น เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ ต.ค. ๒๔๕๙ ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๔ เม.ย. ๒๕๑๕ สิริอายุ ๕๕ ปี ๕ เดือน ๒๕ วัน

ถิ่นฐานบ้านเกิดคือบ้านคำพระ ต.คำพระ อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี บวชเป็นสามเณรที่วัดสุทัศนาราม อุบลราชธานี เรียนเก่งสอบได้นักธรรมทุกชั้นในสามปี พระอาจารย์ผู้สอนเห็นอนาคตจึงนำไปฝากกับอดีตพระเทพปัญญามุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม ต่อมาอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ฉายาว่า "วิริยากโร" สอบได้เปรียญธรรม ๗ ประโยค ในปี ๒๔๘๕
พ.อ.ปิ่น หัดเทศน์ตั้งแต่เป็นสามเณร โดยทดลองเทศน์ปากเปล่าปรากฏว่าถูกใจญาติโยมที่ถือศีลอุโบสถ เมื่ออุปสมบทชื่อมหาปิ่นกลายเป็นนักเทศน์ชื่อดังแห่งวัดสัมพันธวงศาราม

ขณะที่ครองสมณเพศมีศิษย์จาก จ.ระยอง มาพักอาศัยเพื่อเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนหนึ่ง ต่อมาศิษย์คนนี้ติดตามไปรับราชการในกรมกองต่างๆ และได้เป็นอธิบดีกรมการศาสนาด้วย ท่านผู้นี้คือ ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ (อายุ ๘๘ ปี) จึงเป็นวัดเดียวในไทยก็ว่าได้ ที่มีศิษย์ได้ดีเป็นอธิบดีกรมการศาสนาถึง ๒ คน

พระมหาปิ่น ลาสิกขาเมื่อวันที่ ๓๑ ก.ค. ๒๔๘๗ ไปประกอบอาชีพอิสระพักหนึ่ง ต่อมาสอบเข้าทำงานในตำแหน่งอนุศาสนาจารย์ กรมยุทธศึกษาทหารบก ได้สมรสกับ จรัสศรี ประภัสสร มีบุตรธิดา ๒ คน คือ จันทิมา มุทุกันต์ (รับราชการตำแหน่งสุดท้ายรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์) และภาณุพงศ์ มุทุกันต์ (ถึงแก่กรรม)

รับราชการกองทัพบก ติดยศพันเอก มีชื่อเสียงโด่งดัง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี จึงให้ย้ายมาอยู่กรมการศาสนา และได้รับแต่งตั้ง เป็นอธิบดี เมื่อเดือน ต.ค. ๒๕๐๖ ตลอดชีวิตได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อ พระพุทธศาสนา และได้สร้างผลงานไว้มากมาย ดังที่กล่าวแล้วว่าเป็นนักเทศน์ สร้างชื่อเสียงให้วัด เป็นอนุศาสนาจารย์ หรืออธิบดี ก็มีผลงานเหลือคณานับ

เมื่อเป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพบก ปรับปรุงงานและการบรรยายธรรมจนบทบาทและชื่อเสียงของกองอนุศาสนาจารย์กรมยุทธศึกษาทหารบก เป็นที่รู้จัก รวมทั้งริเริ่มเปิดสอนพุทธศาสตร์ทางสถานีวิทยุ เพื่อฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ รับนักศึกษาจำกัดเพียง ๒,๕๐๐ คน แต่มีผู้สมัครเกินมากมาย

พ.อ.ปิ่น เขียนคำนำในหนังสือคำบรรยายพุทธศาสตร์ว่า น่าจะบันทึกไว้ด้วยว่า นักศึกษาพุทธศาสตร์ รุ่นฉลอง ๒๕ ศตวรรษ ประกอบด้วยบุคคลทุกเพศทุกวัย ทุกสาขาอาชีพและทุกชั้น ในฝ่ายคฤหัสถ์ตั้งแต่กรรมกร แม่ค้าหาบเร่ แผงลอย จนถึงชนชั้นนักบริหารบ้านเมือง มีทั้งคนไทย คนจีน ผู้ที่นับถือคริสต์และอิสลาม ทุกจังหวัด จนถึงต่างประเทศ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

วิธีการสอนคือบรรยายเป็นตอนๆ รวม ๔๕ ตอน ตอนละ ๒๕ หน้า ส่งให้ผู้ร่วมโครงการอาทิตย์ละตอน สำหรับให้ประกอบฟังบรรยายทางวิทยุ เริ่มวันพุธที่ ๒๔ พ.ค. ๒๔๙๙ สิ้นสุดวันที่ ๒๗ มี.ค. ๒๕๐๐

พ.อ.ปิ่น รับราชการในกรมการศาสนาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติมากมาย น่าเสียดายที่ท่านมีเวลาน้อยเหลือเกิน ทำงานในกรมการศาสนาได้เพียง ๗ ปีเศษ ก็ต้องพ่ายแพ้แก่โรคภัยไข้เจ็บ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ ๔ เม.ย. ๒๕๑๕

วันที่ ๑๑ ต.ค.นี้ครบ ๑๐๐ ปี ชาตกาล น่าจะไปศึกษางานที่ทำไว้ อาจได้แรงบันดาลใจ เพราะถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืม

 
พ.อ.ปิ่น คนต้นแบบ และแรงบันดาลใจ
(คอลัมน์ สว่างกลางใจ นสพ.โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ โดย สมาน สุดโต)
 

พระพรหมเมธี ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ประธานจัดงาน ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปั่น มุทุกันต์
 

คณะผู้เสวนามุมสว่าง ทางสงบ ครบ ๑๐๐ ปี พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์
(จากขวา) ร.อ.อดุลย์ พระราชญาณกวี พ.อ.นเรศร์ จิตรักษ์ และจันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน

 

เสียงกังสดาลที่ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประธานในพิธี บรรจงตี ๙ ครั้ง เพื่อเป็นสัญลักษณ์การเปิดงาน ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา บนชั้น ๒ อุโบสถศาลาวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อเช้าวันที่ ๑๑ ต.ค. ๒๕๕๙ นั้น ดังกังวานสะท้านอยู่ในใจทุกคนที่ร่วมพิธี เพราะปูชนียบุคคล เช่น พ.อ.ปิ่น ไม่ได้ดังแล้วดับ หากแต่ยังมีคลื่นเสียงอมตะอยู่ในหัวใจของบุคคลที่ใกล้ชิด จึงเป็นที่มาของงานในวัดที่ พ.อ.ปิ่น เคยได้รับการบ่มเพาะด้านการศึกษา เมื่อแรกเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๗

คุณความดีและความสามารถของ พ.อ.ปิ่น อดีตอธิบดีกรมการศาสนา (พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๑๕) ยังเป็นแรงบันดาลให้ พล.อ.วิชิต ในฐานะประธานชมรมอนุศาสนาจารย์ไทย ที่จะกระตุ้นให้บรรดาอนุศาสนาจารย์กองทัพบก นำปฏิปทาและวิธีการของ พ.อ.ปิ่น ไปเป็นแบบอย่างในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ต่อไป

สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.๙) กล่าวว่า ขณะที่เป็นพระมหาปิ่น วิริยากโร นั้น ท่านช่วยรับภาระงานในวัดอย่างแข็งขัน ชอบการศึกษาค้นคว้าทั้งทางโลกและทางธรรม มีความชำนาญด้านการเผยแผ่ ได้รับยกย่องว่าเป็นนักเทศน์ที่สามารถประยุกต์เรื่องทางโลก ทางธรรมมาสอนให้เท่าทันกับโลกสมัยใหม่ นำเกียรติคุณ ปัญญา ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากวัดสัมพันธวงศ์ไปสู่สาธารณะ จนเป็นที่พูดกันติดปากมาถึงทุกวันนี้ว่า วัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดแห่งนักปราชญ์

ความที่ใกล้ชิดกับวัด จึงเป็นผู้สร้างเกียรติประวัติให้แก่วัดสัมพันธวงศ์ ที่มีอธิบดีกรมการศาสนาเป็นไวยาวัจกร ประจาวัดคนแรก และ ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ ผู้เป็นศิษย์วัดนี้ เจริญรอยตาม พ.อ.ปิ่น ผู้เป็นอาจารย์ โดยรับราชการมีความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่ ได้เป็นอธิบดีกรมการศาสนา ในกาลต่อมา (พ.ศ. ๒๕๓๑) ไม่ใช่แต่เท่านั้น ร.อ.อดุลย์ ยังดำรงตำแหน่งไวยาวัจกรของวัดสัมพันธวงศ์อีกตำแหน่งหนึ่ง ถึงทุกวันนี้ จึงถือว่าวัดสัมพันธวงศ์มีไวยาวัจกรที่สืบต่อกันมาจากอาจารย์และลูกศิษย์เป็นวัดแรก (ของไทย)

พ.อ.ปิ่น เกิดวันที่ ๑๑ ต.ค. ๒๔๕๙ ที่ จ.อุบลราชธานี ถึงแก่กรรมวันที่ ๔ เม.ย. ๒๕๑๕ สิริอายุ ๕๕ ปี ๕ เดือน ๒๔ วัน

พระพรหมเมธี ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กล่าวในเรื่องปฏิปทากุศลกถา ว่า พ.อ.ปิ่น มีความสามารถในการพูด ใครฟังก็จับใจในคำอุปมาอุปไมย จึงจัดหมวดหมู่การพูด พร้อมทั้งคำจำกัดความไว้ ๗ หัวข้อด้วยกัน ตั้งแต่การบรรยาย ปาฐกถา เทศนา ปราศรัย กล่าวสุนทรพจน์ อภิปราย และการสอน รวมทั้งแนะวิธีปรุงคำพูดแบบ ๔ ส. คือ สันทัสสนะ ให้แจ่มแจ้งชัดเจน สมาทปนะ ให้อยากทำตาม สมุตเตชนะ ให้กล้าหาญ และสัมปหังสนะ ให้ร่าเริงแจ่มใส โดย พ.อ.ปิ่น บอกว่า ใครปรุงคำพูดได้ครบ ๔ ส. การพูดของคนนั้นจะได้รับความนิยมจากมหาชนอย่างกว้างขวาง

ส่วนบุตรสาว จันทิมา มุทุกันต์ เชยสงวน อดีตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวว่า พ.อ.ปิ่น ในฐานะบิดา ได้อบรมธรรมะให้ซึมซับตลอด เช่นเมื่อเป็นวัยรุ่นก็ให้พิมพ์บทความทางธรรมทุกวัน พร้อมทั้งให้รางวัล ๒๐๐ บาท จึงไม่ได้ไปเที่ยวเหมือนวัยรุ่นทั่วไป เมื่อนึกถึงว่าบิดาเป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งในการขับเคลื่อนศีลธรรมและจริยธรรมเข้าสู่สังคมไทยด้วยพลังความคิดและผลงานเป็นอเนกประการ จึงคิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ เพื่อจัดงาน ๑๐๐ ปี ชาตกาลของท่าน โดยได้ปรึกษากับผู้ที่เกี่ยวข้องมาตลอด แต่มาสรุปเป็นรูปธรรมเมื่อได้พบกับ ร.อ.อดุลย์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา ที่พามาพบ พระพรหมเมธี ผู้ปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันที่ ๓๐ มิ.ย. ๒๕๕๙ จึงได้งานเป็นรูปธรรมดังที่เห็น

ขณะที่พระราชญาณกวี (สุวิทย์) วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ซึ่งแสดงพระธรรมเทศนา และเขียนรำลึกในหนังสือ ๑๐๐ ปี ชาตกาล พ.อ.ปิ่น ในชื่อบทความ วชิรบงกช ว่า ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เป็นสามเณรอายุ ๑๕ ปี เช่น งานของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ สุชีพ ปุญญานุภาพ แสง จันทร์งาม (ธรรมโฆษ) วิศิน อินทสระ อ่านทุกเล่มทุกเรื่องที่มีในตู้หนังสือหลวงปู่ วันหนึ่งได้อ่านหนังสือของ พ.อ.ปิ่น ปรากฏว่าอ่านแล้วติดงอมแงม เหมือนอ่านกำลังภายใน ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือธรรมะ เพราะอ่านง่าย อ่านสนุก มีหลักในการขบคิดธรรมะที่แยบยล โดยเฉพาะการอุปมาอุปไมย ยกตัวอย่างประกอบให้คนคล้อยตาม จากนั้นมาก็ติดตามอ่านงานของท่านทุกเล่มทุกเรื่อง จนถึงเรื่องสุดท้ายที่ท่านเขียนคือ ความรัก ปรากฏว่าเกิดแรงบันดาลใจอย่างมหัศจรรย์ขึ้นต่อข้าพเจ้า เหมือนคนหลงทางพบแผนที่ ข้าพเจ้าจึงเริ่มฝึกเขียน ฝึกพูด มุ่งทำงานเผยแผ่ ออกบรรยายธรรมะตั้งแต่เป็นสามเณร เกิดความรู้สึกว่า งานเผยแผ่นี่แหละคือทางรอดของพระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าจึงได้อธิษฐานจิตอุทิศตน ทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พระราชญาณกวี กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นคุณลักษณะพิเศษของ พ.อ.ปิ่น คือ เป็นคนคิดก้าวหน้าในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เกิดการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ จึงได้เห็นว่ากระแสความนิยมพระพุทธศาสนาของคนตะวันตก ได้เห็นพระสงฆ์ไทยเดินทางไปสร้างวัดทั่วโลก ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันตก แปลว่า มีคนไทยที่ไหน ก็มีวัดเกิดขึ้นที่นั่น ข้าพเจ้าเชื่อว่าโลกที่กำลังตึงเครียดทางความเชื่อจนมองไม่เห็นสันติภาพ จะได้พึ่งบุญบารมีคำสอนในพระพุทธศาสนา เสียงระเบิดยิ่งดัง เสียงระฆังพุทธะยิ่งกังวาน

จากประมวลความสามารถและคุณธรรมอื่นๆ ข้าพเจ้าถือว่า ท่านเป็นเพชรเม็ดงามของชาวอุบลราชธานี จึงขอมอบรางวัลเกียรติยศทางความคิดแก่ท่าน ในโอกาสครบ ๑๐๐ ปี ว่า "วชิรบงกช-ดอกบัวเพชร" เพื่อจะได้เป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจของภิกษุสามเณร อุบาสก อนุศาสนาจารย์ และองค์กรเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป

 
หมายเหตุ :
 
เอกสารแนะนำเพื่อศึกษาเรื่องราวของท่าน พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์

านวิจัย เรื่อง "ศึกษารูปแบบและวิธีการเผยแผ่พุทธธรรมของพันเอกปิ่น มุทุกันต์" โดย พระมหาแผน ธมฺมเมธี (ศรีอภัย) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการเผยแผ่พุทธธรรมของ พันเอกปิ่น มุทุกันต์ ซึ่งผู้วิจัยมุ่งศึกษาวิจัยในเรื่องรูปแบบและวิธีการที่ พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ใช้ในการเผยแผ่พุทธธรรม

- เว็บไซต์ หอสมุดกลาง มจร. http://www.mcu.ac.th/site/thesiscontent_desc.php?ct=1&t_id=274

- ดาวน์โหลด / อ่าน งานวิจัย เรื่อง "ศึกษารูปแบบและวิธีการเผยแผ่พุทธธรรมของพันเอกปิ่น มุทุกันต์"

 
หมายเหตุจากผู้จัดทำเว็บไซต์

ท่าน พ.อ.ปิ่น มุทุกันต์ ถือเป็นปราชย์แห่งพระพุทธศาสนาแห่งยุค เป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยใหม่ ในปัจจุบัน ผลงานในด้านการเผยแผ่ของท่านไม่ว่าจะเป็นวิธีการและหนังสือ ฯลฯ ยังได้รับความนิยมอยู่ แม้จะผ่านกาลเวลามาแล้วก็ตาม

ท่าน พ.อ.ปิ่น ถือเป็นเพชรเม็ดงามเม็ดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับวัดสัมพันธวงศ์มาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นอดีตพระมหาเปรียญ ๗ ประโยค ในชื่อ "พระมหาปิ่น วิริยากโร" เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมและช่วยรับภาระงานต่างๆของวัด อย่างขยันขันแข็ง เป็นที่ไว้วางใจของพระมหาเถระ พระเถระผู้ใหญ่ แม้ลาสิกขาไปประกอบสัมมาชีพแล้วก็ตาม แต่หน้าที่การงานก็ยังเกี่ยวข้องอยู่กับพระพุทธศาสนา เป็นอนุศาสนาจารย์กองทัพบก และตำแหน่งสุดท้าย เป็นอธิบดีกรมการศาสนา และยังทำหน้าที่ไวยาวัจกรวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อสนองงานครูบาอาจารย์ที่เคยอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่ต้น

ชีวิตและผลงานของท่าน ได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน จะมีสักกี่คนที่สามารถมีผลงานผ่านยุคสมัยให้คนรู้จักได้ขนาดนี้

ผู้จัดทำเว็บไซต์ของวัดสัมพันธวงศ์ ในฐานะเป็นรุ่นน้องของท่านที่วัดสัมพันธวงศ์แห่งนี้ แม้จะเป็นคนสมัยหลัง ไม่ทันได้เห็นท่าน แต่ท่านก็ยังเป็น "อทิฏฐาจารย์" คือ แม้มิได้เคยเป็นอาจารย์สอนกันต่อหน้า แต่ก็ได้มีโอกาสได้ศึกษาสิ่งที่ท่านได้สอนไว้ นำมาใช้เพื่อการเผยแผ่หลายอย่าง รวมถึงการศึกษาวิชาการทางพระพุทธศาสนาผ่านหนังสือของท่านด้วย แม้จะไม่ถึงกับเรียนรู้ได้ทั้งหมด แต่เมื่อใดติดขัด หนังสือของท่านก็เป็นเล่มแรกที่จะต้องหยิบขึ้นมาอ่านเสมอ

จึงคิดรวบรวมเรื่องราวของท่านไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้อ่าน ทั้งในฐานะที่ท่านเป็นปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา เป็นอุบาสกตัวอย่าง และเป็นศิษย์แห่งวัดสัมพันธวงศ์แห่งนี้ แม้จะไม่ใช่ข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ก็ตาม

ท่านใดมีข้อมูลที่จัดพิมพ์ไว้แล้วในรูปแบบไฟล์ต่างๆ ขอเน้นให้เป็นไฟล์ที่สามารถคัดลอกมาจัดเรียงได้เลย รูปภาพเก่าๆ ของท่าน หรือแม้แต่หนังสือเก่าผลงานของท่าน สามารถส่งข้อมูลมาให้ได้ที่อีเมลล์ dhamma_45@hotmail.com หรือนำส่งเอกสาร รูปภาพ เพื่อให้ยืมมาสแกน (แล้วจะนำส่งคืน) ได้ที่ พระมหาสำรวย นาควโร วัดสัมพันธวงศ์ (กุฏี ๕ ชั้น ชั้น ๕) ถนนทรงสวัสดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐

หรือติดต่อผ่าน Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/nakhawaro


เนื้อหาในหน้านี้ เป็นการจัดทำเพื่อประชาสัมพันธ์เท่านั้น ข้อความบางอย่างสรุปขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยการอ้างอิงจากเอกสารเดิม หากท่านใดประสงค์จะนำไปจัดพิมพ์เป็นเอกสาร หรือ เป็นหนังสือ อย่างเป็นทางการ ควรมีการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องเสียก่อน

 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด