เอกลักษณ์ประจำท้องถิ่น  เขตสัมพันธวงศ์
 

วงเวียนโอเดียน

          เป็นวงเวียนที่มีประวัติความเป็นมาคู่กับถนนเยาวราชเคยเป็นศูนย์รวมสถานบันเทิงและแหล่งพักผ่อนมีน้ำพุอยู่ตรงกลางเพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเป็นที่นิยมและรู้จักแพร่หลายทั่วไป ตลอดจนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมพระพุทธรูปทองคำ ที่วัดไตรมิตร ประกอบกับพื้นที่ มีลักษณะเป็นลานกว้าง จึงเหมาะสำหรับจัดกิจกรรมของชุมชนเช่น คอนเสิรต์ การแสดง โครงการถนนคนเดินและงาน AMAZING เยาวราช ฯลฯ

หมากหอมเยาวราช และ ยาบวดหาย

          ผลิตโดย บริษัท เยาวราช จำกัดธุรกิจ ต้นตระกูล รัตตกุล มีจุดเริ่มต้นที่เขตสัมพันธวงศ์ เคยเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมีวางจำหน่วยแพร่หลายตามร้านค้าทั่วประเทศ และอยู่คู่บ้านคนไทยมานานกว่าสองชั่วอายุคน บริษัท เยาวราช จำกัด ประสบความสำเร็จสูงสุดด้านการตลาดและได้ยกระดับขึ้นเป็นอุตสาหกรรมยาระดับประเทศเมื่อปี ๒๕๑๒แม้ว่าปัจจุบันจะไม่พบเห็นหมากหอม เยาวราชในท้องตลาดแล้ว แต่ครั้งหนึ่ง หมากหอมเยาวราช เคยเป็นสินค้าที่ทำให้ชื่อของเยาวราชเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วประเทศ นับเป็นสินค้าชนิดแรกที่นำชื่อของท้องถิ่นมาเป็นชื่อสินค้า

ประตูวัฒนธรรมไทย – จีน

          ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๖ รอบ ในปี พ.ศ.๒๕๔๒ ชาวไทยเชื้อสายจีน บริษัท ห้างร้าน กลุ่มมวลชน หน่วยงานภาคราชการได้ร่วมใจกันจัดตั้งคณะกรรมการจัดสร้างซุ้มประตูวัฒนธรรมไทย – จีน และร่วมกันจัดสร้างตราสัญลักษณ์ "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒" ทองคำหนัก ๙๙๙ บาท อัญเชิญไว้บน ซุ้มประตูเพื่อถวายเป็นราชสดุดีแด่องค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ชาวไทยเชื้อสายจีนได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ภายใต้โครงการ "ใต้ร่มโพธิสมภาร ๗๒ พรรษา"เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๔๒
           นอกจากนี้ยังรวมถึงการปรับปรุงสวนหย่อมบริเวณวงเวียนโอเดียนเดิมให้สวยงาม ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย จัดกิจกรรมต่าง ๆ ของ ชาวสัมพันธวงศ์และประชาชนทั่วไป

เทศกาลตรุษจีน

          เทศกาลตรุษจีนเป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ อาจนับได้ว่าเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดในบรรดาวันสำคัญต่าง ๆ ของประเทศจีนซึ่งถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน โดยจะกำหนดวันสิ้นเดือน ๑๒ คือ วันขึ้น ๑ , ๒ , ๓ ค่ำเดือนอ้ายของจีน ซึ่งจะตรงกับประมาณปลายเดือนมกราคมหรือเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีทางสุริยคติ วันตรุษจีนจะแบ่งออกเป็น ๓ วันคือ วันจ่าย วันไหว้ และวันถือ แต่ที่นับว่าสำคัญมากจริง ๆ มีอยู่ ๒ วัน คือ วันไหว้และวันถือ
           วันไหว้ ตรงกับวันสิ้นเดือน ๑๒ ของจีน ในวันไหว้จะมีการไหว้ ๓ เวลา คือ เช้า กลางวัน และบ่าย ถือเป็นการไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษและญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ของไหว้ มีหมู เป็ด ไก่ (ต้มทั้งตัว) สุรา น้ำชา เห็ดหอม เห็ดหูหนู ดอกไม้จีน ขนมเทียน ขนมเข่ง ส้มจีน ผลไม้ต่าง ๆ เป็นต้น บางครอบครัวก็จะมีกระดาษเงินกระดาษทอง และจุดประทัด
          การจุดประทัดนี้เป็นความเชื่อว่าเพื่อขับไล่สิ่งเลวร้ายต่าง ๆ เช่น ภูตผีปีศาจที่ซ่อนเร้นอยู่ในบ้านเรือนให้หนีไปเพราะเชื่อว่าผีจีนกลัวไฟและเสียงประทัด
          เมื่อสิ้นสุดพิธีไหว้แล้วในตอนค่ำวันนั้น ผู้ใหญ่ในครอบครัวจะนำเงินหรือสิ่งของให้แก่บุตรหลานของตนตามควรแก่ฐานะชาวจีนเรียกว่า "แต๊ะเอีย" แปลว่าเงินก้นถุงประจำปี ความมุ่งหมายเดิมของเงิน แต๊ะเอียก็คือ ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กมีเงินมีทองจึงให้เงินทุกปี ถ้าเป็นลูกหลานเล็ก ๆ ก็จะใส่กระดาษสีแดงเรียกว่า "อั้งเปา" สอดใส่ในกระเป๋าที่เอี๊ยมหน้าท้องต่อมาเงินแต๊ะเอียได้เผื่อแผ่ไปถึงบรรดาลูกจ้างที่ทำงานอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นตามบริษัท ห้างร้านต่าง ๆ จนในที่สุดเงินแต๊ะเอียเลยกลายเป็นสภาพเงินรางวัลประจำปี คล้าย ๆ กับเงินโบนัสของอเมริกาหรือประเทศแถบยุโรป
          วันถือ เป็นวันถัดจากวันไหว้ เรียกว่า"ซิวอิก" เป็นวันขึ้นปีใหม่ ชาวจีนถือว่าเป็นวันมงคลชาวจีนจะไม่ประกอบการงานไม่ซื้อ ไม่ขาย งดเว้นการกระทำหลายอย่างที่ถือว่าจะเป็นไปในทางที่ไม่เป็นคุณ เช่น ไม่ทะเลาะกันไม่ทำเครื่องภาชนะแตก ไม่ใช้มีดหรือของมีคม ไม่กวาดบ้าน เพราะถือว่าเป็นการกวาดเอาโชคออกจากบ้าน แต่งกายด้วยเสื้อสีฉูดฉาดให้สวยที่สุดเท่าที่จะหาได้ตามความแก่ฐานะของครอบครัว เที่ยวไปตามบ้านญาติมิตร เมื่อพบกันก็กล่าวคำอวยพรแก่กันในวันตรุษจีนนี้ทุกแห่งหนจะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสนุกสนานรื่นเริง
          ประเพณีตรุษจีนได้มีขึ้นในราชสำนักไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) เรียกชื่อว่า "การพระราชทานกุศลเลี้ยงพระตรุษจีน" ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับประเพณีไทยอย่างหนึ่ง
          ความเป็นมาของการพระราชทานกุศลนี้เนื่องมาจากชาวจีนที่มาอาศัยอยู่ในเมืองไทยได้นำ หมู เห็ด เป็ด ไก่ และขนมต่าง ๆ ถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๓) เป็นจำนวนมาก ในเทศกาลตรุษจีน จึงมีพระราชดำริว่าควรจะเป็นของเนื่องในการพระราชกุศล จึงทรงรับสั่งให้นิมนต์พระสงฆ์มาฉัน ณ พระที่นั่งราชกิจวิฉัยเป็นเวลา ๓ วัน วันละ ๓๐ รูปแต่ไม่มีการสวดและทรงโปรดให้เชื้อพระวงศ์จัดขนมจีนมาถวายผลัดเปลี่ยนกันทั้ง ๓ วันด้วย หลังจากพระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วก็มีการเลี้ยงข้าราชการภายในพระราชวังจึงนับได้ว่าประเพณีตรุษจีนมีความเกี่ยวข้องกับชาวไทยเป็นอย่างมาก

การไหว้เจ้า

          การไหว้เจ้าของคนจีนมีทั้งการไหว้ตามศาลเจ้าต่าง ๆ การไหว้พระภูมิเจ้าที่หรือตี่จู๋เอี๊ยตลอดจนการไหว้บรรพบุรุษของตน การไหว้เจ้ามีในหลายโอกาส เช่น ไหว้ในโอกาสเทศกาลสำคัญ ๆ ไหว้ในวันเกิดของเทพเจ้าหรือไหว้เพื่อตอบแทนคุณในการทำการสำเร็จตามที่ได้บนขอไว้ เป็นต้น
           เครื่องเซ่นไหว้ มี ซาแซ คือ เนื้อสัตว์ ๓ ชนิด เช่น หมู เห็ด ไก่ ปลาหมึก เป็นต้น แจฉ่าย คือ อาหารเจ มักจะเป็นวุ้นเส้นกับเห็ดหูหนูและฟองเต้าหู้ (ไม่ได้ปรุงอาหาร) อั่งก๊วยท้อคือ ขนมกุยช่ายรูปลูกท้อสีชมพู ที่จะไหว้จำนวนเป็นคู่ บางครั้งมีการใส่ถั่วเผือก หน่อไม้แทนใบกุยช่าย ผลไม้อาจมีส้มเพียงอย่างเดียวหรือมีผลไม้ ๕ อย่าง ขนมฮวกก้วยหรือขนมฟูจีนหรือสาลี่มาไหว้ น้ำชา เหล้า ขนมฟูของจีน บางครั้งก็ใช้ขนมสาลี่ขนาดใหญ่แทนในความหมายเฟื่องฟูร่ำรวยเพิ่มขึ้น มีโชคลาภมากมาย กระดาษเงินกระดาษทองซึ่งมีรูปแบบหลายอย่าง ธูปเทียนจีนก็เป็นอันครบ ในบางครั้งไม่ต้องมีครบทุกอย่าง และการไหว้ในบางครั้ง ก็มีการตัดบางอย่างออกไม่ได้ไหว้ตามนี้
          โดยปกติการไหว้เจ้าในเทศกาลขึ้นปีใหม่ของชาวจีนมักจะไหว้เฉพาะส้ม ๔ ลูก หรือเรียกว่า "ไต่กิก" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ ความราบรื่นเหมือนผลกลมของส้ม และความเจริญรุ่งเรืองตามสีของเปลือกส้มนอกจาก "ไต่กิก" แล้วจะมีการใช้กระดาษเงิน กระดาษทอง ที่เรียกว่า "งี่นเตี๋ย" และ"คอซี" ควบคู่กันด้วยการจุดธูปเทียนเซ่นไหว้
          เมื่อนำของเซ่นไหว้วางบนโต๊ะหน้าเทพเจ้าที่จะไหว้แล้ว ก็จุดเทียนที่จะไหว้ทีละ ๑ คู่ จึงจุดธูปทั้งหมดที่จะไหว้ในศาลนั้นโดยทั่วไปถ้าไม่เคยมาไหว้ควรถามคนเฝ้าศาลเจ้าหรือเฮียกง ว่าจะต้องจุดธูปกี่ดอกเมื่อจุดธูปทั้งกำแล้วจึงเริ่มไหว้ตามลำดับดังนี้
          ๑. เริ่มจากไหว้ที่ตี่แป่ป้อหรือฟ้าดิน (เป็นกระถางธูปตั้งอยู่กลางแจ้งบริเวณหน้าศาล) ซึ่งถือเป็นพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดตัวเราและสรรพสิ่งในโลกเป็นแห่งแรกจึงต้องกราบไหว้ฟ้าดินก่อนสิ่งอื่น
          ๒. ทีอึงกง หมายถึง อี้หวงสั้งตี้ หรือเง็กเซียงอ่วงตี่ ในภาษาแต้จิ๋ว คนไทยเรารู้จักในนามเง็กเซียนฮ่องเต้ซึ่งเป็นเทพผู้ทรงฤทธิ์ เป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวง เป็นเทพผู้บันดาลทุกข์สุขให้แก่มนุษย์ได้ เช่นเดียวกับพระอินทร์ของไทยจะไม่ได้สร้างรูปเคารพ แต่จะมีเก้าอี้และร่มกางไว้เป็นที่ประทับ
          ๓. เทพเจ้าที่ประดิษฐานในศาลโดยจะไหว้เทพประธานที่อยู่กึ่งกลางก่อน แล้วจึงไหว้เทพที่อยู่เบื้องซ้ายของเทพประธานและเบื้องขวาตามลำดับ
          ๔. เมื่อไหว้เทพในศาลแล้ว จึงไหว้พระภูมิเจ้าที่ในศาลและจะมีธูปเหลืออยู่ ๒ ดอก ให้ปักไว้ตรงประตูเข้าเป็นการไหว้เทพทวารบาล หรือ มิ่งซิ้ง ผู้อารักขาประตูทางเข้าออกของศาลโดยปกติจะปักธูปกระถางละ ๓ ดอก แต่จะจุดธูปพร้อมกันทั้งกำและถือไปไหว้ตามที่ต่าง ๆ และปักธูปไปเรื่อย ๆ จนหมดเมื่อปักธูปไว้นาน พอสมควรก็จะลาหรือถอนของที่นำมาเซ่นไหว้ โดยจะลาหรือ "เฮี่ยง" ส่วนที่เป็นกระดาษเงิน กระดาษทอง ก่อน เพื่อนำไปจุดไฟเผาหรือ "ฮ่วย" เพื่อส่งสิ่งของไปยังสรวงสวรรค์ แล้วจึงมาลาของที่เซ่นไหว้อีกครั้งหนึ่ง วิธีลาทำโดยจับสิ่งของที่จะลาด้วยมือทั้งสองข้าง นึกบอกลาหรือจะพูดขอด้วยก็ได้แล้วยกขึ้น ๓ ครั้งก็นำกลับไปรับประทานได้ ถือว่าเทพเจ้าท่านได้รับและให้เรามาแล้ว ถ้านำไปรับประทานถือว่าเป็นมงคล
          เมื่อไหว้เจ้าแล้วโดยปกติมักจะมีการเติมน้ำมันตามตะเกียงต่าง ๆ หน้าเจ้าเป็นการแสดงกตเวทิตา คือสนองคุณองค์เทพเจ้าโดยการรับใชเติมน้ำมันในตะเกียง ให้ท่านพร้อมทั้งขอพรให้ชีวิตมีความรุ่งเรืองเหมือนดั่งเปลวไฟในตะเกียง เมื่อเติมน้ำมันเสร็จก็มักจะจบด้วยการบริจาคเงินบำรุงกิจการของศาลเจ้าเรียกว่า "โต่ยเฮี่ยอิ๊ว" คือช่วยค่าน้ำมัน ค่าธูปให้เจ้า ก็เป็นอันเสร็จพิธี

แห่เทียนจำนำพรรษา

          ประเพณีของชาวพุทธการแห่เทียนจำนำพรรษา เป็นประเพณีของชาวพุทธที่กระทำสืบต่อกันมาแต่ครั้งพุทธกาลเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ตามประเพณีก่อนจะเข้าพรรษา (แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ของทุกปี) ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธจะนำเทียนจำนำพรรษาไปถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ตามวัดต่าง ๆสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ได้จัดงานแห่เทียนจำนำพรรษาเป็นประจำ
           ทุกปีเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนาที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน โดยสำนักงานเขตฯ ร่วมกับหน่วยงานราชการต่าง ๆ ภาคเอกชน พ่อค้า ประชาชนครู นักเรียน นิสิต นักศึกษาและกลุ่มพลังมวลชนต่าง ๆ ร่วมกันจัดเทียนเข้าประกวด มีการประดับตกแต่งต้นเทียนและขบวนแห่อย่างสวยงามตระการตา นำไปถวายวัดต่าง ๆ ในพื้นที่จำนวน ๗ วัด ได้แก่ วัดบพิตรพิมุข วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร วัดชัยชนะสงคราม วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร วัดไตรมิตรวิทยาราม วรวิหาร วัดกันมาตุยาราม และวัดปทุมคงคา ราชวรวิหาร

 
ที่มาของข้อมูล : สำนักงานเขตสัมพันธวงศ
ดำเนินการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลโดย www.watsamphan.com
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด