ชุมชนชาวจีนในเขตสัมพันธวงศ์
 

          ชุมชนชาวจีนแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร ชาวจีนพวกแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร คือ พวกแต้จิ๋ว ซึ่งได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ บริเวณท่าเตียน ตั้งแต่สมัยธนบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีในปี พ.ศ. 2325 ทรงโปรดให้ชาวจีนกลุ่มนี้ย้ายไปอยู่นอก เขตกำแพงพระนคร ด้านตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณที่เรียกว่า “ สำเพ็ง ” ตั้งแต่คลองวัดสามปลื้ม (วัดจักรวรรดิราชาวาส) ไปถึงคลองวัดปทุมคงคา ทั้งนี้เพื่อใช้สถานที่เป็นที่ตั้งพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีรันตศาสดาราม และเพื่อให้เป็นไปตามธรรมเนียมการปกครองชาวต่างประเทศของไทยแต่โบราณที่ให้ชุมชนชาวต่างประเทศตั้งอยู่นอกเขตกำแพงพระนคร

          ดังนั้น สำเพ็ง จึงเป็นชุมชนชาวจีนแห่งแรกของชาวจีนในกรุงเทพมหานคร ในสมัยรัชกาลที่ 2 ได้มีการเริ่มว่าจ้างแรงงานชาวจีนมาทำงานโยธาให้แก่รัฐ แทนการใช้แรงงานไพร่เกณฑ์ตามแบบเดิม เพราะชาวจีนมีความทรหดอดทนขยันขันแข็ง ขณะที่ไพร่นิยมทำไร่นา หรือประกอบอาชีพตามบรรพบุรุษของตนมากกว่า ยิ่งกว่านั้นชาวจีนยังไม่ถูกเกณฑ์แรงงานในระบบไพร่ เพียงจ่ายเงินค่าแรง 1 บาท 50 สตางค์ เป็นระยะเวลา 3 ปี ต่อ 1 ครั้ง ซึ่งเรียกว่า “ เงินค่าผูกปี้ข้อมือจีน ” ชาวจีนจึงมีเวลาประกอบอาชีพที่ตนถนัดและพอใจ ซึ่งนำไปสู่การสะสมกองทุนทรัพย์สร้างหลักฐานของตนเอง ขณะที่ไพร่ไม่มีโอกาสเช่นนี้ เพราะโดยทั่วไปจะถูกพันธนาการด้วยการถูกเรียกเกณฑ์แรงงานมารับใช้ และมูลนายในระบบไพร่เป็นระยะ ๆ

          เนื่องจากรัฐมีความต้องการผู้ประกอบการชาวจีนและแรงงานชาวจีนมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้น เมื่อสำเภาไทยไปค้าขายที่เมืองจีน ตอนขากลับก็จะนำคนจีนอพยพเข้ามาด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 2 เรือสินค้าแต่ละลำบรรทุกชาวจีนเข้ามาปีละ 1 , 200 คน แต่ละปีมีชาวจีนอพยพเข้ามาประมาณ 7 , 000 คน นอกจากพวกจีนแต้จิ๋วแล้ ยังมีพวกจีนไหหลำ กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน และกลุ่มชาวจีนอื่น ๆ ชาวจีนเหล่านี้บางพวกได้เข้ามาเป็นกรรมกรทำงานในย่านธุรกิจและในไร่ ขณะที่ผู้มีความรู้ความสามารถด้านการค้าขายก็จะเข้าไปมีความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์กับเจ้านายและขุนนางไทยโดยเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการประกอบกิจการค้า ชาวจีนบางคนทำความดีความชอบให้แก่ราชการ จนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งขุนนางไทย

          ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีการใช้ระบบเจ้าภาษีนายอากรแทนการทีรัฐเข้าไปผูกขาดสินค้าแบบเดิม ชาวจีนหลายคนได้เข้ามาเป็นเจ้าภาษีนายอากรซึ่งมีหน้าที่นำเงินผลประโยชน์บางส่วนส่งเข้าหารัฐ เจ้าภาษีนายอากรมีบรรดาศักดิ์ขั้นต่ำเป็นขุน มีศักดินา 400 ขึ้นไป ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ชาวจีนอพยพที่เข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่จะเข้ามาอยู่ที่สำเพ็งทำให้ชุมชนชาวจีนที่สำเพ็งขยายตัวอย่างราวดเร็วทอดไปตามแนวคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเป็นคลองคูเมืองโดยรอบกรุงที่ขยายกรุงเทพมหานคร ออกไปทางตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออกเฉียงใต้ และคลองผดุงกรุงเกษมที่สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2397 โดยมีป้อมกำแพงตามแนวคลองนี้เองทำให้ชุมชนชาวจีนซึ่งเคยอยู่นอกกำแพงเมืองเข้ามาอยู่ในกำแพงเมือง

          เมื่อไทยทำสนธิสัญญาบาวริงกับอังกฤษ ใน พ.ศ. 2398 ส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองมาเป็นเศรษฐกิจแบบเงินตรา หรือเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกสู่ตลาดโลกในลักษณะการค้าเสรี ก็ยิ่งเป็นแรงจูงใจให้ชาวจีนผู้มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ทางธุรกิจการค้าและมีทุนอยู่แล้วสนใจประกอบธุรกิจการค้าในเมืองไทยยิ่งขึ้น โดยในระยะแรกชาวจีนจะทำตนเป็น “ คนกลาง ” ติดต่อระหว่างพ่อค้าตะวันตกกับชาวพื้นเมืองซึ่งไม่คุ้นกับพวก “ ฝรั่ง ” ภาษาอังกฤษ และธุรกิจในรูปแบบใหม่จากชาวตะวันตก การคุ้นเคยกับคนพื้นเมือง และการมีสัมพันธภาพอันดีกับเจ้านายขุนนางไทย รวมทั้งคุณสมบัติพื้นฐานโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจของชาวจีนเอง ทำให้ชาวจีนสามารถค้าขายแข่งขันกับชาวตะวันตกได้

          ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อมีการเปิดกิจการเดินเรือ รับ-ส่ง ผู้โดยสารระหว่างกรุงเทพ ฯ กับ ซัวเถา โดยตรง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง โดยไม่ต้องอ้อมสิงคโปรดังแต่ก่อน ก็ยิ่งทำให้การเดินทางของชาวจีนมายังเมืองไทยสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ ชาวจีนบางคนซึ่งเข้ามาอยู่ในเมืองไทยก่อน ก็ตั้งตัวเป็นคนกลางรับชาวจีนจากเมืองจีนมาขายแรงงานในเมืองไทยโดย ออกทุนในการเดินทางให้ก่อน แล้วให้จ่ายคืนในภายหลังเมื่อได้รับค่าจ้างแรงงานแล้ว ชาวจีนในช่วงนั้นเข้ามาตั้งหลักแหล่งในกรุงเทพ ฯ เฉลี่ยปีละหนึ่งหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าไปพำนักที่สำเพ็งและประกอบอาชีพค้าขายตามความถนัด สร้างทุนและสร้างงานตามความพอใจ โดยเปิดทำการค้า ณ สถานที่พักอาศัยนั่นเอง ส่วนผู้ไม่มีทุนทรัพย์แต่มีกำลังแข็งแรง ก็รับจ้างแบบหามสินค้า สินค้าที่นำมาจำหน่ายส่วนใหญ่มาจากเมืองจีน เช่น เครื่องยาจีน ผ้าแพรจีน ใบชา ผลไม้สดและผลไม้แห้ง พุทราจีน ลำใยจีน อินทผลัม และเมล็ดแตงโม หรือ เม็ดกวยจี้ เป็นต้น คลองใต้วัดสามปลื้ม และคลองเหนือวัดสำเพ็ง เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและเดินทาง

          ในรัชสมัยนี้ มีการตัดถนนขึ้นหลายสายใน สำเพ็งและบริเวณใกล้เคียง ถนนสายสำคัญ คือ “ ถนนสำเพ็ง ” ตั้งต้นจากสะพานหันต่อกับถนนพาหุรัดเกือบขนานกับเยาวราช ย่านถนนจักรวรรดิที่ ตำบลหัวเม็ด ข้ามถนนราชวงศ์ไปทางใต้ย่านวัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) ออกถนนทรงวาดตรงไปย่านวัดปทุมคงคา การตัดถนนหลายสายในบริเวณนี้ ทำให้สำเพ็งขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในด้านพื้นที่และธุรกิจการค้า เพราะในการตัดถนนทุกครั้ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรด ฯ ให้มีการสร้างตึกแถวตามแนวริมสองฝั่งถนนที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งชาวจีนก็จะไปเช่าอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจการค้า ปรากฏตอนปลายรัชกาลที่ 5 มีชุมชนชาวจีนติดต่อกันตลอดในบริเวณตั้งแต่ใต้กำแพงพระนครไปจนถึงปากคลองผดุงกรุงเกษม ที่สำคัญคือ ตรอกบ้านพระยาอิศรานุภาพ สะพานหัน-สำเพ็ง ศาลเจ้าเก่า กงสีล้ง วัดสัมพันธวงศ์ ตรอกเต๊า ตรอกพระยาไกร เต๊กมิเกย สะพานยายใจ-โรงกะทะเก่า ศาลเจ้าแม่ทับทิม ตรอกอาจม ตลาดน้อย ตรอกวัดญวณ ตรอกบ้านแกงบอน และเชิงสะพานตลาดน้อย ชาวจีนในย่านดังกล่าว นอกจากทำการค้าขายภายในย่านตนและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังค้าขายส่งลูกค้าในบริเวณห่างไกลและตามหัวเมือง ส่วนพ่อค้าในย่านอื่น ซึ่งส่งสินค้าจากต่างประเทศก็ต้องมาติดต่อกับคนจีนในย่านสำเพ็งให้ช่วยรับสินค้าส่งไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง

          การที่ชุมชนชาวจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วในด้านพื้นที่เช่นนี้ ก็สืบเนื่องจากจำนวนประชากรซึ่งหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ประกอบกับการเติบโตในฐานะเป็นย่านธุรกิจการค้าในลักษณะ “ ศูนย์การค้า ” แห่งแรกของกรุงเทพ ฯ รวมทั้งการดำเนินนโยบายของรัฐที่เร่งตัดถนน จำนวนมาก และสร้างตึกแถวริมสองฝั่งถนนที่ตัดขึ้นใหม่ด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความเจริญมาก ชาวจีนอาศัยกันอย่างแออัดภานในโรงเรือนร้านค้าที่ส่วนใหญ่ปลูกด้วยไม้และใบจาก ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ง่ายและลุกลามขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับบริเวณอื่นในย่านนี้ ซึ่งรัฐบาลก็แก้ไขโดยการตัดถนนเข้าไปในบริเวณดังกล่าว เพื่อให้เกิดความสะดวกที่รัฐจะเข้าไประงับเหตุเภทภัยและบำรุงสุขาภิบาลของชาวจีนในแถบนี้ได้โดยสะดวกทั่วถึง ในขณะเดียวกันเป็นการเปิดเส้นทางคมนาคมให้กว้างขวาง อันเป็นการทำให้การไปมาค้าขายสะดวกรวดเร็วขึ้นด้วย ดังปรากฏว่าในวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2449 เกิดเพลิงไหม้ในท้องที่ตำบลตลาดน้อยและต่อมาในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2449 (ช่วงเวลานั้นยังไม่นับเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันปีใหม่ จะใช้ วันที่ 1 เมษายน เป็นวันปีใหม่ไทย ในสมัยรัชการที่ 5) เกิดเพลิงไหม้ที่หน้าวัดสัมพันธวงศ์ ตั้งแต่ถนนสำเพ็งจนถึงฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรด ฯ ให้ตัดถนนขึ้นในบริเวณนี้ 3 สายคือ

          ครั้งแรก โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนสำเพ็งสำเพ็งเริ่มจากถนนราชวงศ์ออกที่ตรอกโรงกะทะ หรือถนนโรงกะทะ

          ครั้งที่สอง ตัดตรงไปออกไปออกสะพานข้ามคลองวัดปทุมคงคา และแยกเข้าวัดสัมพันธวงศ์ออกถนนเยาวราช ซึ่งถนนที่แยกนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะโปรด ฯ ให้มีการสร้างตึกแถวตามริมสองฝั่งถนนที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งชาวจีนก็จะไปเช่าอาศัยและประกอบธุรกิจการค้า ต่อมาในปีพุทธศักราช 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า ถนนทรงสวัสดิ์

          ครั้งที่สาม โปรดเกล้าฯ ให้ตัดถนนสำเพ็งตั้งแต่ถนนราชวงศ์ไปออกถนนจักรวรรดิ์

         การตัดและขยายถนนดังกล่าวมีผลทำให้เขตสัมพันธวงศ์มีความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้น

         ในขณะที่เป็นการขยายชุมชนไปตามถนนที่ตัดขึ้นใหม่ ปรากฏจากการสำรวจประชากรชายหญิงแบ่งตามเชื้อชาติที่รัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 6 จัดทำขึ้น ระหว่าง พ.ศ. 2455 – 2458 จากจำนวนประชากรที่ปรากฏในสำมะโนครัวบ้านทั้งหมด 500,354 คน ซึ่งมีคนไทยประมาณร้อยละ 60 และคนชาติอื่น ๆ รวมกันประมาณร้อยละ 5 มีชาวจีนอยู่ถึง 181,466 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 35

         การปกครองชุมชนชาวจีนในกรุงเทพมหานคร ในด้านการปกครองชุมชนชาวจีนในกรุงเทพมหานครนั้น รัฐกำหนดให้แบ่งการปกครองชุมชนชาวจีนออกเป็นตำบลท้องที่ มีอำเภอจีนเป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของชาวจีนด้วยกันเอง โดยให้ขึ้นกับกรมท่าซ้ายภายใต้การดูแลของพระยาโชฎึกราชเศรษฐี เจ้ากรมท่าซ้ายซึ่งขึ้นกับรัฐบาลไทยโดยตรง ปรากฏจากบัญชีรายชื่ออำเภอจีนในกรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ. 2434 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 มีอำเภอจีน 22 อำเภอจีน เป็นอำเภอจีนของสำเพ็งและบริเวณใกล้เคียงกัน 14 อำเภอจีน นับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งที่อยู่อาศัยและกอบธุรกิจค้าขายของชาวจีนแหล่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร คือ สำเพ็งและบริเวณใกล้เคียง จนถึงปกครองผดุงกรุงเกษม

         ตำแหน่งขุนนางที่เรียกว่า "กรมท่าซ้าย" หรือตำแหน่ง "โชฎึกราชเศรษฐี" หัวหน้าชาวจีน และ "กรมท่าขวา" หรือตำแหน่ง "จุฬาราชมนตรี" เป็นหัวหน้าชาวมุสลิมทั้งหลาย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย จีนได้แต่งทูตพร้อมเครื่องบรรณาการติดต่อกับไทยเสมอมา จนเกิดการเข้าใจผิดกันในข้อที่ว่า จีนถือว่าไทยเป็นเมืองขึ้นของตน ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่โปรดวิธีการตีขลุมของจีนจึงเลิกส่งบรรณาการไปเมืองจีนแต่นั้นมา แต่ยังคงติดต่อค้าขายกันอยู่เป็นปกติ มีคนจีนอพยพมาตั้งรกรากทำมาหากินในเมืองไทยเป็นจำนวนมาก ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางก็มีไม่น้อย เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จะทรงสร้างกรุงเทพมหานครฯ นั้น โปรดให้สร้างพระมหามนเทียร ขึ้นตรงที่เป็นที่อยู่อาศัยของพระยาราชาเศรษฐี และชาวจีนหมู่หนึ่ง จึงโปรดให้ย้ายที่อยู่ของพระยาราชาเศรษฐี และชาวจีนหมู่นั้นไปตั้งบ้านเรือนอยู่แถบคลองวัดสาปลื้มจนถึงคลองวัดสามเพ็ง สำหรับอินเดียนั้น สภาพการณ์ทางการเมือง ทำให้ต้องเกี่ยวข้องกับไทยสมัย มาควิส เฮสติงส์ ได้เป็นผู้สำเร็จราชการอินเดีย แล้วส่งทูตเข้ามาเมืองไทย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังได้กล่าวแล้ว สำหรับลังกานั้น ก็ได้ติดต่อค้าขาย และแลกเปลี่ยนสมณทูตกับไทย มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ )

 

หนังสืออ้างอิง :

          หนังสือ “ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ”

          หนังสือ “ ชื่อบ้านนามเมือง ”

เว็บไซต์อ้างอิง :

          http://203.155.220.217/samphanthawong/spdofrmH1-1.asp

          http ://203.155.220.217/ samphanthawong / Yaowarats / Sampeng . html

          http ://203.170.173.156/ rLocal / stories . php?story =04/02/10/8994859

ดำเนินการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลโดย www.watsamphan.com
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด