การเดินทางของคนจีนสู่ประเทศไทย
 
 
ภูมิหลังเยาวราช
 

ชาวจีนที่เดินทางเข้ามาสู่ราชอาณาจักรไทยตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ส่วนใหญ่จะเป็นชาวจีนแต้จิ๋ว จากคำบรรยายเรื่อง “ ชาวแต่จิ๋วในเมืองไทย” ของศาสตราจารย์ หวัง เหมียน ฉาง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาวจีนโพ้นทะเล แห่งมหาวิทยาลัยจี้หนาน ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของคนแต้จิ๋วไว้ดังนี้

“ เป็นคนที่มีความขยันขันแข็ง ทำงานทุกชนิดอย่างไม่เลือกงานด้วยความอดทน หนักเอาเบาสู้ เป็นกลุ่มคนที่รู้จักสะสมทุนรอนและประกอบการค้าอย่างฉลาด และเป็นที่รู้จักสามารถ ค้นคิดกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในแต่ละประเทศที่ตนไปตั้งหลักแหล่งทำมาหากิน ขณะเดียวกันก็ยังรู้จักสร้างสรรค์ระบบธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่การประกอบอาชีพค้าขายยิ่งขึ้น คนแต้จิ๋วมีจิตใจที่กล้าเสี่ยงในเรื่องการทำธุรกิจค้าขาย ถึงกับมีคำ กล่าวว่า “ ถ้าคนแต้จิ๋วมีเงินหมื่นบาท ก็กล้าเสี่ยงทำการค้าที่จะต้องลงทุนถึงแสนบาท หรือมากกว่าทุนเดิมถึงสิบเท่าตัวได้ และนี่เองที่เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้คนแต้จิ๋วประสบความสำเร็จใน กิจการค้ามาเป็นลำดับ”

นอกจากนี้ชาวจีนแต้จิ๋วยังเป็นผู้ที่มั่นคงในการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของตน และยึดถือคุณธรรมความดีที่เป็นระเบียบแบบแผนในการดำรงชีวิตอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในเรื่องของความซื่อสัตย์ ความมีน้ำใจ ความยึดมั่นในเรื่องความกตัญญูรู้คุณ และพร้อมตอบแทน บุญคุณเสมอ

การอพยพออกนอกแผ่นดินของคนจีนส่วนใหญ่มาจาก 2 มณฑลชายทะเล คือ มณฑลฮกเกี๋ยน(บางสำเนียงเรียกว่า ฟูเจี้ยน) และมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งประกอบด้วยชาวจีนกวางตุ้ง จีนหกเกี๋ยน จีนไหหลำ จีนแคระหรือฮักกา และจีนแต้จิ๋ว นับจากอดีตจีนกวางตุ้งมักเลือกไปตั้งหลักแหล่งในสหรัฐอเมริกา จีนฮกเกี๋ยนนิยมหัวเมืองทางมาเลเซีย สิงคโปร์ตลอดจนทางภาคใต้ของไทย ในขณะที่ชาวจีนแต้จิ๋วกลับเลือกมากรุงเทพ เป็นจุดหมายหลัก

ย้อนกลับไปในอดีตยาวนานเป็นพันปีมาแล้ว ที่ทุก ๆ ต้นปี (เดือนมกราคม-พฤษภาคม) ลมมรสุมจะพัดจากทะเลจีนสู่อ่าวไทย เรือสำเภาจีนจะเคลื่อนตามลมมรสุมนี้สู่แผ่นดินไทย พร้อมกับสินค้าและผู้คนที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์ และเมื่อถึงกลางปี (พฤษภาคม-กรกฎาคม) กระแสลมจะพัดย้อนกลับ พร้อมกับกองเรือสำเภาจีนคืนถิ่นบ้านเกิด เป็นเช่นนี้ปีแล้วปีเล่าไม่เคยขาดหาย

การค้าสำเภาระหว่างจีนกับไทยมีมาหลายร้อยปี ตั้งแต่ยุคสุโขทัย ชาวจีนที่เดินทางมาอาศัยแผ่นดินไทยก็น่าจะมีมานาน เพราะแม้แต่แม่น้ำสายสำคัญของลุ่มน้ำภาคกลางสายหนึ่ง ยังถึงเรียกขานแต่โบราณมาว่า แม่น้ำท่าจีน เป็นการยืนยันถึงการตั้งถิ่นฐานที่ถาวรของชุมชนชาวจีนขนาดใหญ่ในแผ่นดินไทย และแน่นอนคนจีนมีบทบาทไม่น้อยในประวัติศาสตร์ไทย ที่ไม่อาจมองข้ามก็คือ สมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่คนไทยรุ่นหลังสถาปนาเป็นมหาราช ในฐานะผู้กอบกู้บ้านเมืองหลังกรุงศรีอยุธยาพินาศในปี 2310 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยที่ยิ่งใหญ่นานถึง 15 ปี บิดาของพระองค์ท่านเป็นคนจีนแต้จิ๋ว

ว่าไปแล้วการอพยพเข้ามาของคนจีนเพื่ออิงอาศัยแผ่นดินไทยนั้น มีมายาวนานตลอดยุคประวัติศาสตร์ แต่การอพยพครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายหลังสนธิสัญญาบาวริ่งในปี พ.ศ. 2398 เพราะสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นการยุติการผูกขาดการค้าโดยรัฐ หรือพระคลังสมบัติ เพื่อเปิดโอกาสอย่างกว้างขวางสำหรับการทำธุรกิจแก่ฝรั่งต่างชาติ ซึ่งสำหรับคนจีนในแผ่นดินไทย นี่เป็นโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับการทำการค้าแข่งกับฝรั่ง ผืนดินริมฝั่งเจ้าพระยาถูกเปลี่ยนสภาพเป็นสถานีขนถ่าย สินค้า ข้าว พริกไทย เครื่องเทศ น้ำตาล น้ำมันมะพร้าว ดีบุก เพื่อขนลงเรือกลไฟ และ รับเครื่องเหล็ก ผ้าแพร เครื่องแก้ว สินค้าอุปโภคบริโภคสมัยใหม่เข้ามาขาย โกดังสินค้าถูกสร้างขึ้นเพื่อมาราองรับสินค้า แม้ทุกวันนี้ยังเหลือปรากฏตลอดแนวถนนทรงวาด ด้านทิศตะวันตก

ในจังหวะที่มีความเติบโตอย่างรวดเร็วของการค้าขายของคนจีนในแผ่นดินไทย ในประเทศจีนเองกลับมีภัยสงครามและความอดอยากยากเข็ญ ประกอบกับการคมนาคมทางน้ำ ที่เปลี่ยนจากเรือสำเภามาเป็นเรือกลไฟ การเดินเรือทำได้ตลอดปี ไม่ต้องรอลมมรสุม และช่วย ร่นระยะเวลาการเดินทางแรมเดือนบทน้องทะเลเหลือเพียง 7-10 วันเท่านั้น ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ ผู้คนหนีร้อนมาพึ่งเย็น หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ทันทีที่ผู้อพยพทางเรือเห็นแผ่นดินไทยแต่ไกล มีเงาต้นไม้เขียวขจีปกคลุม แผ่นดินบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาที่หนาทึบ ต่างก็เริงร่ายินดี ตะโกนก้องเรือว่า แผ่นดินนี้เราไม่อดตายแล้ว เพราะมีความอุดมสมบูรณ์รออยู่

แต่อย่างไรก็ตาม บรรพบุรุษชาวจีนที่เข้ามายุคแรก ล้วนมีสภาพตัวเปล่า มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ หรือเพิ่มตะกร้าเสื้อผ้าอีกชิ้น ทุกคนล้วนต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง ตำนานคนสู้ชีวิตของ บรรพบุรุษแห่งเยาวราชได้เริ่มต้นทันทีที่เหยียบแผ่นดินสยาม ทำงานทุกอย่างที่ขวางหน้า นับตั้งแต่จับกังหรืองานกุลีแบกหามที่ใช้แรงงานอย่างหนัก คนลากรถ คนรับซื้อของเก่า พะจั๊บหรืออาชีพลูกจ้าง สารพัดหน้าที่ในร้านค้า ซึ่งล้วนเป็นด่านแรกที่ต้องก้าวข้าม บรรพบุรุษนักสู้เหล่านี้บางคนมาตั้งแต่วัยเด็ก มาเริ่มต้นชีวิตที่หนักหนาสาหัส หลายคนไม่รู้จักคำว่าความสนุกสนานของวัยเด็กเป็นอย่างไร หลายครอบครัวทั้งปีไม่เคยเห็นแบงค์ร้อยสักใบเดียว ความหนักหนาสาหัสของชีวิตล้วนเป็นตำนานเล่าขาน เรื่องเล่าของปลาเค็มแขวนเหนือโต๊ะ อาหารพร้อมกับข้าวต้มเปล่า ๆ หรือกรวดคลุกน้ำเกลือไว้อมแทนกับข้าว ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่เกินเลยความจริงของบรรพบุรุษรุ่นบุกเบิก ที่กว่าชีวิตจะผ่านด่านทดสอบจากการขายแรงงาน กว่าจะได้รับการยอมรับและไว้วางใจจนได้ขยับฐานะเป็นเสมียน เป็นหลงจู้ เก็บหอมรอมริบเพื่อเป็นทุนออกมาตั้งร้านค้าของตนเอง

แต่ก็นับเป็นโชคดีสำหรับนักบุกเบิกยุคนั้น ที่แผ่นดินสยามเป็นแผ่นดินแห่งคุณธรรม มีเมตตาแก่ผู้ไม่ยอมแพ้ชีวิต ผลพวงแห่งความมานะอดทนคือรางวัลแห่งความสำเร็จ ตำนานชีวิตของอภิมหาเศรษฐีมากมายในเมืองไทยล้วนผ่านด่านหยาดเหงื่อและเสียงปวดร้าวแห่งกระดูกและเส้นเอ็นที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ตำนานคนสู้ชีวิตแห่งเยาวราชมีมากมาย มหาเศรษฐีไม่น้อยยังเก็บเข่ง คานหาม หม้อก๋วยเตี๋ยว ตะหลิวตักอาหาร อุปกรณ์ทำมาหากินในยุคต้นไว้เป็นอนุสรณ์แก่ลูกหลาน บางบ้านถึงขนาดปิดทองขึ้นหิ้งไว้เป็นอนุสติแก่อนุชนรุ่นหลัง

 
ทำเลมังกรทอง : ทำเลพระราชทานจากล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕
 
 

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่เห็นแก่ความเดือดร้อนของชุมชนชาวจีนยุคนั้น เป็นเหตุให้แนวถนนเยาวราชต้องโค้งไปมานี่เอง ในภายหลัง นักทำเลพยากรณ์ หรือซินแสดูฮวงจุ้ยชั้นนำ ต่างลงความเห็นว่าถนนเยาวราชมีลักษณะถูกต้องตามหลักของทำเลมังกรทอง ( หลงตี้หรือเหลงตี้) ซึ่งเป็นทำเลสุดยอดตามศาสตร์ตี่ลี่ฮวงจุ้ย หากพิจารณาจากลักษณะภูมิประเทศ ยังมีทำเลรองลงไปอีกมากมาย เช่น ทำเลเสือ ( หู่ตี้) เกิดจากภูมิประเทศของภูเขาและสานน้ำเป็นองค์ประกอบ แต่สำหรับทำเลหลงตี้หรือมังกรทองของ ถนนเยาวราชนี้ ด้วยถนนที่เปรียบเสมือนลำตัวที่โค้งกลับไปมาได้รูปแห่งลำตัวมังกร และ ตลอดแนวถนนเยาวราชเป็นที่ตั้งของร้านทองชุมนุมกันกว่า 100 ร้าน ช่วยเสริมลักษณะแห่ง มังกรทอง ที่ชัดเจนขึ้น ส่วนหัวมังกรก็คือบริเวณวงเวียนโอเดียน จุดบรรจบของถนนเยาวราชกับถนนเจริญกรุง และบริเวณนี้เองคือที่ตั้งของวัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐ์พระพุทธรูปทองคำทมขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเข้าลักษณะหัวมังกรทองที่โดดเด่นและล่าสุดเมื่อปี พ. ศ. 2542 มีการสร้างซุ้มประตูจีนขนาดใหญ่บริเวณวงเวียนโอเดียน เพื่อเฉลิมฉลองวโรกาส 72 พรรษาขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซุ้มประตูจีนนี้ก็คือการสวมมงกุฎให้แก่หัวมังกรทอง เป็นการเพิ่มพลังอำนาจแก่ทำเลอย่างที่สุด ถนนเยาวราชเป็นเส้นทางเดินรถทางเดียว โดยเดินจากหัวมังกรไปทางหาง รถราที่วิ่งอยู่ทั้งวันและคืน จึงดูคล้ายมังกรที่มีชีวิต แหวกว่ายไปข้างหน้าอยู่ไม่เคย หยุดนิ่ง ซึ่งตามตำราเรียก “ ทำเลเป็น ” หรือทำเลที่มีชีวิต ( หัวะตี้ หรือ อั๊วะตี่)

ด้วยเหตุนี้เองบรรดาซินแสต่างยอมรับว่า ถนนเยาวราชเป็นทำเลมังกรทองที่หาได้ยากยิ่งแห่งหนึ่ง เป็นทำเลที่เปี่ยมพลัง ให้คุณแก่ผู้อยู่อาศัยอย่างเอนกอนันต์ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมจาก เหล่าซินแสก็คือ ถนนเยาวราชช่วงกลาง หรือบริเวณท้องมังกร จะเป็นทำเลที่เหมาะกับธุรกิจ ด้านอาหารการกิน จึงไม่แปลกที่ตกเย็นค่ำมืด จะมีร้านอาหารริมบาทวิถีออกมาขายอย่างมากมาย และมีลูกค้าแน่นตลอด ส่วนบริเวณหางมังกรแถบเวิ้งนครเกษม ที่ต้องพัดโบกแวกว่ายน้ำ ก็เป็นที่ชุมนุมธุรกิจเครื่องปั้มน้ำชั้นนำของประเทศไทย นอกจากนี้แล้ว ถนนวานิช 1 ก็มีลักษณะโค้งไปมาดูคล้ายกับลูกมังกร เพียงแต่ไม่เด่นชัดและงดงามเท่าถนนเยาวราช

อ้างอิงข้อมูลจาก
เว็บไซต์ http://th.wikipedia.org
และเว็บไซต์ http://yaowaratct01.tripod.com/
ดำเนินการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลโดย www.watsamphan.com
 
ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด