อารัมภบท

 

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระองค์ผู้ทรงเป็นปฐมในการสถาปนาปฏิสังขรณ์วัดสัมพันธวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ทรงเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๒

          โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ ๒ ปรากฏเรื่องราวตามพงศาวดารว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในราชการพระองค์หนึ่ง ได้ทรงกำกับราชการมหาดไทยแลกรมวังด้วย กล่าวกันว่าเป็นผู้สำเร็จราชการก็มี ด้วยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงปรึกษาหารือราชการทั่วไปทุกอย่าง โปรดให้เสด็จอยู่ที่พระราชวังเดิมจนตลอดพระชนมายุ

          นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังทรงมีความชำนาญด้านอื่นๆ เป็นที่ปรากฏมาถึงปัจจุบัน เช่น ชำนาญในด้านจินตกวีและนาฏศาตร์ ชำนาญในงานช่าง ฝืมืองานช่างของพระองค์ที่ยังใช้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน คือ เกรินบันไดนาค ชำนาญด้านโหราศาสตร์ชั้นโหร และทรงเป็นองค์ปฐมในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสัมพันธวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ ๑

          แม้พระองค์ท่านจะสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว แต่อนุสรณ์คุณความดีที่ทรงกระทำไว้ ยังปรากฏให้ชนรุ่นหลังได้เห็นอยู่ จึงขอนำพระประวัติของพระองค์ท่านมารวบรวมไว้ เพื่อชนรุ่นหลังจักได้ทราบถึงคุณงามความดีเป็นอเนกอนันต์ของพระองค์ท่านสืบต่อไป

 

 ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

พระประวัติ

สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี

พระองค์ผู้ทรงเป็นปฐมในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดสัมพันธวงศ์

ในสมัยรัชกาลที่ ๑

-------------------

ประสูติกาล

 

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีพระนามเดิมว่า จุ้ย ประสูติในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีขาล โทศก จ.ศ. ๑๑๓๒ ตรงกับวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ.๒๓๑๓ ทรงเป็นพระโอรสพระองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน เป็นพระเจ้าหลานเธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑

          พระมารดาของพระองค์ เป็นพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์น้อยในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้รับสถาปนาพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ แล้ว

          สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ นั้น มีพระตำหนักอยู่เบื้องหลังหมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และพระวิมานรัตยา เรียกว่าพระตำหนักแดง ได้ทรงราชการทรงกำกับเครื่องใหญ่ในโรงวิเศษต้น และการสะดึงและอื่น ๆ เป็นหลายอย่าง ทิวงคตในรัชกาลที่ ๑ เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม จ.ศ. ๑๑๖๑ ตรงกับวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๒ พระชันษา ๖๐ ปีเศษ

          เจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน พระบิดาของพระองค์ เป็นคหบดีชาวจีน เป็นบุตรคนที่ ๔ ของมหาเศรษฐีชาวจีน สืบเชื้อสายลงมาจากมหาเสนาบดีเมืองปักกิ่ง ในแผ่นดินพระเจ้าเม่งไท้โจ ผู้เป็นกษัตริย์ครองกรุงปักกิ่ง ในราชวงศ์หมิง ภายหลังเสียเมืองแก่พวกตาดแล้ว จึงได้อพยพหนีพวกตาดจากแผ่นดินจีนเข้ามาตั้งนิวาสสถานอยู่ที่ตำบลถนนตาล ชาวกรุงเก่าเรียกว่าเศรษฐีถนนตาล ในกรุงศรีอยุธยา ถึงแก่พิราลัยในสมัยกรุงธนบุรี

          สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ ได้อุปภิเษกกับเจ้าขรัวเงิน มีพระโอรสพระธิดาร่วมพระชนกชนนีเดียวกัน ๖ พระองค์ (๔ พระองค์แรก ประสูติในกรุงศรีอยุธยา และสองพระองค์หลังประสูติในสมัยกรุงธนบุรี) คือ

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตัน กรมหลวงเทพหริรักษ์ เป็นต้นราชสกุล "เทพหัสดิน"

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฉิม กรมขุนอนัคฆนารี

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าขุนเณร (สิ้นพระพระชนม์เมื่อพระชันษา ๗ ปี)

          - สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์) พระนามเดิม เจ้าฟ้าบุญรอด
            เป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นต้นราชสกุล "มนตรีกุล"

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์ เป็นต้นราชสกุล "อิศรางกูร"

          พระองค์ท่านเป็นพระบรมวงศ์สาย "ปฐมบรมราชวงศ์" คือ "พระบรมวงศ์แรกของราชวงศ์จักรีในกรุงรัตนโกสินทร์" มีพระชนมายุผ่านการผลัดเปลี่ยน ๓ แผ่นดิน คือ แผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ และแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

 

พระสกุลยศและพระอิสริยยศ

 

          ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๑ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย กล่าวว่า

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้น ในปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๕ แล้ว ถึงวันจันทร ์เดือนแปด บุรพาษาฒ ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ปี ตรงกับวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ ให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาภิเษกเสด็จขึ้นเป็นปฐมในพระบรมราชจักรีวงศ์

          จากนั้น ทรงสถาปนาพระราชวงศานุวงศ์ให้มีอิสริยศักดิ์ในราชตระกูล เป็นเจ้าฟ้า ๑๙ พระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นาง ๒ สมเด็จพระอนุชาธิราช ๑ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ๔ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ ๑๑ และพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าลามีความชอบ โดยได้เชิญพระบรมอัฐิสมเด็จพระชนกนารถและพระมหาสังข์อุตราวัฏของเดิมมาทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดให้เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าด้วยอีกพระองค์ ๑ พระราชวงศานุวงศ์นอกจากนี้ โปรดให้เป็นพระองค์เจ้าและหม่อมเจ้า หม่อมราชนิกูล โดยสมควรแก่บรรดาศักดิ์ ตามโบราณราชประเพณีปราบดาภิเษกประดิษฐานพระราชวงศ์ใหม่

          จากหลักฐานตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ฉบับเดียวกันนี้ สรุปพระอิสริยศักดิ์และพระอิสริยยศของพระองค์ท่าน ดังนี้

          ในรัชกาลที่ ๑ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงพระอิสริยศักดิ์เป็น "สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย" เจ้าฟ้าชั้นตรี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

          ปีกุน เบญจศก จุลศักราช ๑๑๖๕ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๔๖ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานตั้งสมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย เป็น "สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมขุนพิทักษ์มนตรี"

          วันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีขาล อัฐศก จุลศักราช ๑๑๖๘ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๔๙ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โปรดพระราชทานเลื่อนพระอิสริยยศเป็น "สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี"

          ล่วงมาถึงในรัชกาลที่ ๒ ปรากฏคำขนานพระนามของพระองค์ท่านปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า "สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี" ด้วยทรงเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ ๒

 

รัชกาลที่ ๔ ทรงเฉลิมคำนำพระนามอัฐิเป็น “พระสัมพันธวงศ์เธอ"

 

          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงเฉลิมคำนำพระนามพระอัฐิ “สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี” ในรัชกาลที่ ๑ เป็น “สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษมนตรี”

          เหตุผลที่มีการบัญญัติคำนำพระนามเจ้านายขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๔ นี้ พอจะประมวลได้ ดังนี้

          ในประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ ภาคปกิรณกะ ส่วนที่ ๑ ฉบับสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า พระบรมราชเทวี ได้บันทึกเรื่องเหตุผลในการขนานคำนำหน้าพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ มีเนื้อโดยสรุปว่า คำนำหน้าพระนามพระบรมวงศานุวงศ์ที่บัญญัติขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ คือ พระบรมวงศ์เธอ พระราชวรวงศ์เธอ พระบวรวงศ์เธอ พระวรวงศ์เธอ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระวงศ์เธอ มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงการการกล่าวถึงพระบรมวงศานุวงศ์ดูไม่ต่ำศักดิ์และฟังดูไม่ห่างเหินเกินไป ทั้งไม่ให้เกิดความสับสนเมื่อเปลี่ยนรัชกาล โดยยกเหตุคำนำพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ นั้น คำเรียกคำนำพระนามตามบรรดาศักดิ์เริ่มหายไป ดูห่างเหินไปเรื่อยๆ

          ความตามประชุมพระราชพงศาวดารฉบับดังกล่าวนี้ ดังนี้

          "...คำนำชื่อเจ้านายที่ตั้งเปนบัญญัติขึ้นใหม่ในรัชกาลปัจจุบันนี้ คือ พระบรมวงศเธอ พระราชวรวงศเธอ พระบวรวงศเธอ พระวรวงศเธอ พระสัมพันธวงศเธอ พระวงศเธอ คำเหล่านี้ เอามานำชื่อก็ต้องใส่เธอเข้าก็ฟังกีดหูอยู่ แต่จนใจไม่รู้ที่จะใช้อย่างไร ด้วยเจ้านายซึ่งเป็นพระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอ (ภาคิไนยหลานข้างเคียง) ในแผ่นดินที่ ๑ ครั้นถึงแผ่นดินที่ ๒ ก็เลื่อนเป็นน้องยาเธอศักดินาสูงขึ้น หลานเธอตรงๆ ในแผ่นดินที่ ๑ ครั้นมาในแผ่นดินที่ ๒ บางพวกก็เลื่อนเป็นลูกเธอ มีศักดินาสูงขึ้น บางพวกก็คงเป็นหลานเธออยู่ อย่างพระเจ้าหลานเธอ กรมหมื่นธิเบศรบวร และอื่นๆ หลานเธอห่างๆ ก็คงเรียกว่าหลานเธออยู่ อย่างพระเจ้าหลานเธอ กรมหมื่นนราเทเวศร นเรศรโยธี เสนีบริรักษ และบางพวกกลายเป็นน้องเธอ อย่างกรมหลวงพิทักษมนตรี กรมขุนอิศรานุรักษ แลกรมหมื่นนรินทรเทพ (ฉิม) กรมหมื่นนเรนทรบริรักษ์ (เจ่ง) แต่กรมหมื่นนรินทรพิทักษ (มุข) ๑ กรมขุนสุนทรภูเบศร (เรือง) ๑ ไม่ได้ยินใครเรียกคำนำหน้าว่ากระไรเลยมาแต่เดิม ก็เป็นอันเห็นปรากฎว่า ต่างกรมที่ไม่มีคำนำหน้านั้น เป็นคนต่ำศักดิ์และห่างเหินนักเป็นอย่างมาแล้ว และกรมสมเด็จพระเทพามาตย์ ในแผ่นดินขุนหลวงสรศักดิ ๑ ในแผ่นดินขุนหลวงเอกทัต ๑ ในแผ่นดินเจ้าตาก ๑ และกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์ แลกรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย ๓ พระนามนี้ ถึงไม่มีคำนำก็บางแห่งเห็นเขียนว่า กรมสมเด็จพระเทพามาตย์พระพันปีหลวงห้อยท้ายเป็นสำคัญก็มี

          อนึ่ง ชื่อกรมเจ้าข้างในว่า กรมหลวงประชาบดี ในแผ่นดินทรงปลา แลกรมหลวงอภัยนุชิต กรมหลวงพิพิธมนตรี ในแผ่นดินบรมโกษฐ แลกรมหลวงบาทบริจาริก ในแผ่นดินเจ้าตากไม่มีคำนำนาม ก็ยังเห็นคำห้อยท้ายบางแห่งในพงศาวดารว่า กรมหลวงอภัยนุชิต สมเด็จพระพันพรรษาใหญ่ กรมหลวงพิพิธมนตรี สมเด็จพระพันพรรษาน้อยดังนี้บ้าง ก็เห็นเปนอย่างได้ว่าใช้คำนำห้อยแทน คำนำกรมหลวงโยธาเทพ กรมหลวงโยธาทิพ ซึ่งเปนพระเจ้าน้องนางเธอแลพระเจ้าลูกเธอ ในแผ่นดินพระนารายน์นั้น เมื่อมาถึงแผ่นดินพระเพธราชา ก็หาได้ยินเรียกว่าสมเด็จพระพันพรรษาไม่ ครั้นมาถึงแผ่นดินขุนหลวงเอกทัตนั้น ได้เห็นจดหมายเหตุว่าสมเด็จพระอัยกี กรมหลวงโยธาเทพดังนี้เปนแน่

          ครั้นมาถึงแผ่นดินที่ ๓ เจ้านายซึ่งเปนพระเจ้าลูกเธอแลหลานเธอในแผ่นดินที่ ๑ แลเลื่อนเปนน้องยาเธอน้องนางเธอในแผ่นดินที่ ๒ นั้นก็ดี เจ้าเปนหลานเธอห่างๆ มาทั้งสองแผ่นดิน คือ กรมนราเทเวศรนเรศรโยธี เสนีบริรักษก็ดี ก็ลงเปนผู้ที่ใครจะใช้คำนำว่ากระไรก็ใช้ชื่อนำตามบันดาศักดิ์นั้นก็เปนอันหายไป ไม่ใช้ว่ากระไรเลยหายไปหมดเหมือนกับเจ้านายห่างเหินไป เพราะถึงคำว่าพระเจ้าพี่ยาเธอดังนี้ ในพระบรมราชวงศ์นี้ เมื่อ ๓ แผ่นดินที่ล่วงแล้วมาบัดนี้ไม่มี ก็ยังได้อย่างแต่คำบัตร์หมายจดหมายซึ่งมีแล้วในแผ่นดินที่ ๑ ว่าสมเด็จพระพี่นางเธอ กรมสมเด็จพระเทพสุดาวดี กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษนั้นเปนอย่าง จึงได้ใช้ในครั้งนี้โดยอนุโลม

          แลจะเรียกเจ้านายที่เปนเจ้าลุง เจ้าป้า เจ้าอาว ์เจ้าน้า ว่าพระเจ้าลุงเธอ พระเจ้าป้าเธอ พระเจ้าอาว์เธอ พระเจ้าน้าเธอดังนี้ เพราะไม่มีคำเคยเรียกเคยเขียน ครั้นจะให้เรียกก็จะกระดากปาก จะฟังก็กระดากหู จะดูคำเขียนก็จะไม่งามแก่ตา เพราะคำว่าลุงว่าป้าว่าอาว์ว่าน้านั้นเปนคำไทยไพร่ใช้เรียกกันอยู่"

          ล่วงมาถึงในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปรากกหลักฐานในธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงบัญญัติคำนำพระนามเพิ่มเติมขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง คือ "พระประพันธวงศ์เธอ" จัดอันดับไว้ดังนี้ คือ พระบรมวงศ์เธอ พระราชวรวงศ์เธอ พระวรวงศ์เธอ พระบวรวงศ์เธอ พระประพันธวงศ์เธอ พระสัมพันธวงศ์เธอ ทรงอนุโลมตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบัญญัติไว้ โดยให้เหตุผลปรากฏตามพระราชนิพนธ์ตอนหนึ่ง ดังนี้

          "คำนำพระนามนั้นไม่มีกำหนดมากน้อยเท่าใดสุดแต่กาลเป็นไปในรัชกาลนั้นๆ ... ถ้าต่อไปภายหน้า พระเจ้าแผ่นดินสืบบรมราชวงศ์ลงไปอีกกี่ชั้นกี่ชั่ว ก็คงเกิดคำนำพระนามนี้ขึ้น แผ่นดินละอย่างสองอย่างทุกชั้น

          แต่เจ้าฟ้านั้นก็คงใช้ตามลำดับพระวงศ์เหมือนพระองค์เจ้า เติมแต่สมเด็จข้างหน้า เหมือนอย่าง สมเด็จพระเจ้าบรมอัยกาเธอเจ้าฟ้า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า เป็นต้น ใช้ดังนี้ตลอดไป

          คำซึ่งใช้เป็นคำนำพระนามนี้ ที่ใช้เป็นคำตรงดังเช่น อัยกาเธอ พี่ยาเธอ น้องยาเธอ ลูกยาเธอ หลานเธอ ดังนั้น ก็มีเป็นของเก่า เรียกเป็นพี่เป็นน้องของในหลวงตามที่เป็นจริง แต่ที่เป็นบรมวงศ์เธอ ราชวรวงศ์เธอ วรวงศ์เธอ บวรวงศ์เธอ ประพันธวงศ์เธอ สัมพันธวงศ์เธอ ดังนี้ ไม่ได้เป็นคำเรียกตรงว่าอะไรชัด เป็นแต่คำยกย่องว่าเป็นเชื้อสายใหญ่บ้าง กลางบ้าง เกี่ยวพันบ้าง เป็นของเกิดขึ้นใหม่ เพราะใช้คำตรงๆ ไม่เพราะ เหมือนหนึ่งจะใช้ว่าเจ้าป้าเธอ พระเจ้าลุงเธอ จึ่งได้ยักเสียเป็นบรมวงศ์เธอ

          ข้างฝ่ายราชวงศ์เธอนั้นเล่า ถ้าจะว่าหลานเธอก็ผิด ด้วยศักดินาสูงกว่าหลานเธอ จะเรียกว่าอะไรเธอก็เรียกตรงยาก จึ่งได้ยักเรียกไปอย่างนั้น

          จะว่าโดยพวกวรวงศ์เธอ บวรวงศ์เธอนั้นเล่า ยศบรรดาศักดิ์ก็เหมือนหลานเธอ แต่ถ้าจะเรียกหลานเธอก็ไม่ได้ เพราะพระวรวงศ์เธอทั้ง ๔ ชั้น ก็เป็นพระวงศ์ผู้ใหญ่ ครั้นจะไปเรียกรวมกันเข้ากับเจ้านายวังหลวงยศก็ผิดกันไป ต่างหมู่ต่างพวกไม่สมควร จึ่งได้ยกขึ้นเป็นชื่อเสียอย่างหนึ่ง ถึงประพันธวงศ์เธอ สัมพันธวงศ์เธอ ก็เหมือนกัน คำซึ่งเรียกต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นแต่เลือกหาคำที่เพราะที่สูงให้เป็นลำดับกัน"

          โดยสรุปแล้ว การบัญญัติคำนำพระนามขึ้นใหม่ ซึ่งเริ่มต้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา เกิดขึ้นด้วยต้องการหาคำนำพระนามที่เหมาะสม เพื่อใช้กับพระบรมวงศานุวงศตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา โดยจัดแยกชัดเจนว่า คำนำพระนามนี้เป็นของพระบรมวงศ์สายใด เพื่อไม่ซ้ำกับคำนำพระนามที่ใช้ในรัชกาลนั้นๆ ไม่ให้เกิดความสับสน และการเรียกคำนำพระนามดูไม่ต่ำศักดิ์ ไม่ห่างเหิน ถวายพระเกียรติไว้ให้ทราบต่อไปในอนาคตว่าเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสายใดในรัชกาลนั้นๆ

          เกี่ยวกับคำำนำพระนามว่า "พระสัมพันธวงศ์เธอ" นี้ มีการสถาปนาปรากฏในรัชกาลที่ ๔ และในรัชกาลที่ ๕ เท่านั้น พอลำดับเรื่องราวที่ทรงบัญญัติไว้ ดังนี้

          คำนำพระนามเจ้านายที่เป็นพระบรมวงศ์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ มีการเปลี่ยนไปตามแต่ละรัชกาลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชสัมพันธ์ คือ

          ในรัชกาลที่ ๑ พระโอรสธิดาในพระเชษฐภราดาในพระเชษฐภคินีในพระราชอนุชาและในพระกนิษฐภคินี ที่เป็นชั้นเจ้าฟ้าและพระองค์เจ้า มีคำนำพระนามว่า พระเจ้าหลานเธอ (หลานน้า หลานอา และหลานลุง) ทุกพระองค์ (เว้นแต่กรมพระราชวังหลัง หลานน้าพระองค์ใหญ่ ซึ่งโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข)

         ในรัชกาลที่ ๒ เจ้านายพระบรมวงศ์ชั้นนี้ ทรงอยู่ในฐานะ “ลูกพี่ลูกน้อง” พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

         ไม่ปรากฏว่าทรงมีคำนำพระนามอย่างใดในหมายรับสั่ง และในพระราชพงศาวดาร ก็เรียกแต่เจ้าฟ้าฯกรมหลวง เจ้าฟ้าฯกรมขุน ที่ทรงอิสริยยศเป็นพระองค์เจ้ารับกรม ก็ออกพระนามกรมว่า กรมหมื่นนั้น กรมหมื่นนี้ เช่น กรมหมื่นนรินทรเทพ (พระโอรสพระองค์ใหญ่ในพระองค์เจ้ากุ-กรมหลวงนรินทรเทวี พระเจ้าน้องนางเธอในรัชกาลที่ ๑)

          ถึงรัชกาลที่ ๓ ก็เช่นกัน ไม่ปรากฏว่ามีคำนำพระนามแสดงพระราชสัมพันธ์ คำนำพระนามเจ้านายพระบรมวงศ์ มีแต่ที่มีพระราชสัมพันธ์โดยตรง เช่น สมเด็จพระพันปีหลวง (แม่) พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอ พระเจ้าหลานเธอ (หลานปู่ที่เป็นพระองค์เจ้า ซึ่งมีเพียงพระองค์เดียว คือ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี) และพระหลานเธอ (หม่อมเจ้า หลานปู่หรือพระราชนัดดาโดยตรงลงมา)

          จนถึงรัชกาลที่ ๔ จึงได้โปรดให้ใช้คำนำพระนามเจ้านายขึ้นใหม่ คือ พระบรมวงศ์เธอ พระราชวรวงศ์เธอ พระบวรวงศ์เธอ พระวรวงศ์เธอ พระสัมพันธวงศ์เธอ พระวงศ์เธอ

          สำหรับคำนำพระนามว่า “พระสัมพันธวงศ์เธอ” เป็นคำนำพระนามเจ้านายที่เป็นพระเชษฐาและพระอนุชา ส่วนพระชนกชนนีของพระราชมารดา (สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี) และรวมทั้งที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของพระราชมารดาด้วย

          เจ้านายพระบรมวงศ์ หลานน้า หลานอา หลานลุง ในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งเป็นลุง เป็นน้า ในรัชกาลที่ ๔ ที่เป็น “พระสัมพันธวงศ์เธอ” ปรากฏพระนามมีอยู่ ๑๐ พระองค์ คือ

          ๑. พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมขุนรามินทรสุดา เป็นพระธิดาองค์เดียวของ พระเจ้ารามณรงค์ (ขุนรามณรงค์ แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา) พระเจ้ารามณรงค์ เป็น พระเชษฐาของรัชกาลที่ ๑ รองลงมาจาก สมเด็จพระพี่นาง พระองค์ใหญ่ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้า กรมพระยาเทพสุดาวดี) พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมขุนรามินทรสุดา นี้ คนทั้งหลายเรียกกันว่า “เจ้าครอกชี” สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาพระอัฐิเป็น “พระสัมพันธวงศ์เธอ”

          ๒. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงธิเบศรบดินทร์

          ๓. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงนรินทร์รณเรศ ต้นราชสกุล “นรินทรางกูร ณ อยุธยา”

          ๔. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงทองคำ

          ตั้งแต่พระองค์ที่ ๒ – ๔ เป็นพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระพี่นางเธอพระองค์ใหญ่ รัชกาลที่ ๑

          ๕. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงเทพหริรักษ์ ต้นราชสกุล “เทพหัสดิน ณ อยุธยา”

          ๖. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมขุนอนรรคฆนารี (หรือ อนัคฆนารี)

          ๗. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ต้นราชตระกูล “มนตรีกุล”

          พระองค์นี้ ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดเกาะ หรือ วัดเกาะแก้วลังการาม ในรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดฯ พระราชทานชื่อวัดว่า “วัดสัมพันธวงศาราม”  เรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดสัมพันธวงศ์”  เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ที่ทรงมีศรัทธาสถาปนาปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งพระอารามในสมัยรัชกาลที่ ๑

          ๘. พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมขุนอิศรานุรักษ์ ต้นราชสกุล “อิศรางกูร ณ อยุธยา”

          ตั้งแต่พระองค์ที่ ๕ - ๘ เป็นพระโอรสธิดา ในสมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อยรัชกาลที่ ๑ และเป็น “ลุง” เป็น “ป้า” เป็น “น้า” แท้ๆ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

          ๙. พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนรินทรเทพ

          ๑๐. พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนเรนทร์บริรักษ์

          สองพระองค์ที่ ๙ และ ๑๐ เป็นพระโอรสในพระองค์เจ้ากุ พระน้องนางเธอในรัชกาลที่ ๑ (ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาพระอัฐิเป็น กรมหลวงนรินทรเทวี)

          ราชสกุลซึ่งสืบเนื่องลงมาจาก กรมหลวงนรินทรเทวี คือ “นรินทรกุล ณ อยุธยา” ซึ่งคล้ายกันกับ “นรินทรางกูร ณ อยุธยา”

          นอกจากนี้ ยังมีพระองค์เจ้าพระโอรสพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งประสูติแต่พระอัครชายา “เจ้าครอกทองอยู่” อีก ๖ พระองค์ ซึ่งทรงมีคำนำพระนามว่า “พระสัมพันธวงศ์เธอ” เช่นกัน

          กรมพระราชวังหลังเป็นพระราชภาคิไนย (หลานน้า) พระองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข (วังหลัง) เป็นกรมพระราชวังหลังเพียงพระองค์เดียวในกรุงรัตนโกสินทร์

          พระโอรสพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ทั้ง ๖ พระองค์ คือ

          ๑. พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนราเทเวศร์ (พระองค์เจ้าชายปาน) ต้นราชสกุล “ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา”

          ๒. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงกระจับ

          ๓. พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่นนเรศร์โยธี (พระองค์เจ้าชายบัว) ว่าทรงเป็นหมันจึงไม่มีโอรสธิดา

          ๔. พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหลวงเสนีบริรักษ์ (พระองค์เจ้าชายแตง) ต้นราชสกุล “เสนีวงศ์ ณ อยุธยา”

          ๕. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฐมวงศ์

          พระองค์นี้ประสูติในปีที่ประดิษฐานพระบรมราชวงศ์จักรี จึงได้พระนามว่า “พระองค์เจ้าปฐมวงศ์” สุนทรภู่เคยตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี ได้แต่งนิราศธารทองแดงไว้เมื่อตามเสด็จครั้งนั้น พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงผนวชอยู่วัดระฆังโฆสิตารามจนสิ้นพระชนม์ ไม่มีโอรสธิดา

          ๖. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงจงกล

          พระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหมื่น และกรมหลวง (พระองค์ที่ ๑ พระองค์ที่ ๓ และพระองค์ที่ ๔) สามพระองค์นี้ คนทั่วไปมักเรียกกันว่า “เจ้าสามกรม” เพราะแยกวังประทับ ณ พระราชวังหลังด้วยกัน

          พระสัมพันธวงศ์เธอทุกพระองค์ดังกล่าวมานี้ เป็นพระสัมพันธวงศ์เธอ ในรัชกาลที่ ๔

          ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระเชษฐา และพระอนุชา พระกนิษฐาของ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชชนนีของพระองค์ เลื่อนจาก หม่อมเจ้า เป็นพระองค์เจ้า และโปรดฯให้ใช้คำนำพระนามว่า “พระสัมพันธวงศ์เธอ” จำนวน ๖ พระองค์ด้วยกัน คือ

          ๑. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้ามงคลเลิศ

          ๒. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชมชื่น

          ๓. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงพื้นพงศ์ประยุรวงศ์สนิท

          ๔. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพรรณราย พระชนนี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

          ๕. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าฉายเฉิด กรมหมื่นนฤบาลมุขมาตย์

          ๖. พระสัมพันธวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประเสริฐศักดิ์

          เป็นอันกล่าวได้ว่า คำนำพระนามว่า "พระสัมพันธวงศ์เธอ" ถือเป็นคำนำพระนามเฉพาะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงบัญญัติให้ใช้เป็นคำนำพระนามพระโอรสธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ พระเจ้าน้องนางเธอ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ และเป็นคำนำพระนามเฉพาะที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดให้เป็นคำนำพระนามพระเชษฐา พระอนุชา และพระกนิษฐา ของพระบรมราชชนนีของพระองค์

          ในปัจจุบัน จึงมีการขนานพระนามของพระองค์ว่า "สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี" ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระสกุลยศที่พระองค์ทรงเป็น "สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย" ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และอาจเรียกเป็นคำย่อได้ว่า "สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี"

 

ทรงเป็นปฐมในการบูรณะปฏิสังขรณ์สถาปนาวัดสัมพันธวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๑

 

          ตามข้อมูลของประวัติวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร หรือที่เรียกทั่วไปเรียกว่า "วัดเกาะ" ได้กล่าวว่า

          "พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อได้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี สถาปนาราชจักรีวงศ์แล้ว มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ขึ้นใหม่หลายวัด

          รัตนโกสินทร์ศก ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฏศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี) พระนามเดิมจุ้ย ต้นราชสกุล มนตรีกุล ผู้เป็นพระโอรสองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ไปบูรณปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดทั้งอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคต หอระฆังด้วยก่ออิฐถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง

          ทรงบูรณปฏิสังขรณ์อยู่กี่ปีไม่มีหลักฐานปรากฎ เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดเกาะที่บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วนั้น ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" มีการเฉลิมฉลองสมโภชพระอาราม เป็นงานมหกรรมใหญ่โต มีมหรสพคือ ละครเรื่องอิเหนา ประชัน ๒ โรง สมกับที่ท่านผู้เป็นแม่กองงานบูรณะปฏิสังขรณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชานาฏศาสตร์และจินตกวี

          ในรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาทำการปฏิสังขรณ์อีก แต่จะทรงพระกรุณาปฏิสังขรณ์เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เพียงแต่พบหลักฐานในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่องการปฏิสังขรณ์และสร้างพระอารามความว่า

          “วัดเกาะแก้ว เป็นวัดของกรมหลวงพิทักษ์มนตรี บูรณะไว้ก่อนชำรุดไป ให้ซ่อมแซมและทำกุฏิสงฆ์ขึ้น”

          ล่วงมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีก เสร็จแล้วทรงพระราชดำริว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้แรกสถาปนาวัดนี้ให้งดงาม มีเกียรติประวัติ

          เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุผล และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม" ซึ่งจักให้เกิดปีติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุลในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษบุพพการีของตนได้สร้างกุศลไว้ เป็นเหตุชักจูงศรัทธาปสาทะ ให้เกิดแก่พระประยูรญาติ และนำให้บำเพ็ญบุญกุศลในวัดนี้ตามกำลัง"

          จากข้อมูลของประวัติวัดสัมพันธวงศ์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทางวัดยังได้บันทึกเรื่องหลักฐานที่พบในคราวรื้อพระอุโบสถหลังเก่าไว้ด้วย ดังนี้

          "อายุของพระอุโบสถเดิมสร้างมาเป็นเวลานานชำรุดทรุดโทรมอยู่ทุกขณะ เจ้าอาวาสแต่ละยุคก็ได้ซ่อมแซมบูรณะเป็นเสมอมา แต่ก็ยากลำบากแก่ทางวัดเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาสภาพของโครงสร้าง ภาพเขียนต่างๆ ก็ชำรุดผุร่วงมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นพระอุโบสถเดิมต่ำ เวลาฝนตก น้ำท่วมพื้นภายในภายนอก อิฐที่ก่อเป็นผนังดูดน้ำขึ้นไป ทำให้ปูนเสื่อมค่าหมดยางเวลาประกอบสังฆกรรมบางครั้งต้องโยกย้ายหยุดทำสังฆกรรมก็มี เหตุเพราะหลังคารั่ว คานเพดานก็ผุกร่อน

          พระวิหาร เป็นรูปตึกก่ออิฐถือปูน ทรวดทรงลักษณะเดียวกันกับพระอุโบสถเป็นแต่เล็กกว่า ผนังไม่มีภาพเขียนใดๆหน้าบันมีมีการะเบื้องประดับ หลังคาลดหลั่นเป็น ๓ ชั้น พื้นลาดซีเมนต์ ชำรุดมากเช่นเดียวกันกับพระอุโบสถ ประตูหน้าต่างส่วนใหญ่เปิดใช้การไม่ได้ เพราะความทรุดตัว

          ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙ ได้ดำเนินการเสนอเรื่องผ่านเจ้าคณะฝ่ายสงฆ์และรัฐบาลตามลำดับ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตรื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และพร้อมกันนั้นก็ขอสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ เป็นอาคารแบบจัตุรมุข ทรงไทย ๓ ชั้น

          เมื่อทางวัดได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียบร้อยแล้วจึงได้ทำการรื้อพระวิหาร พระเจดีย์ออกก่อน จัดสร้างพระอุโบสถเฉพาะร่วมในขึ้น เมื่อพระอุโบสถหลังใหม่เสร็จพอใช้ประกอบสังฆกรรมได้ จึงได้ทำการรื้อพระอุโบสถหลังเดิมออก

          พระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถเดิมไม่ปรากฏพระนาม ต่อมา ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร ได้ถวายพระนามว่า “พระพุทธนราสภะทศพล” บนฐานแท่นชุกชีที่พระพุทธรูปประทับนั่งลดหลั่นกันลงมาเป็น ๓ องค์ มีพระอัครสาวกยืนซ้ายขวา ๒ องค์ พระอัครสาวกนั่งซ้ายขวา ๔ องค์ รวมบนฐานชุกชีมีพระทั้งหมด ๙ องค์

          สำหรับพระประธานองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปทีสร้างด้วยไม้ เป็นซุงคว้านไส้กลวง ภายนอกถือปูนทับ พระพาหาเป็นไม้ทั้งลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๑๑ นิ้ว สูงแต่ที่ประทับสุดพระรัศมี ๔ ศอก ๒ นิ้วครึ่ง

          พระพุทธรูปองค์รองลงมาซึ่งเป็นองค์กลาง ห้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๕ นิ้ว ปางมาวิชัย ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง องค์ล่าสุดเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ หน้าพระเพลากว้าง ๑ ศอก ๕ นิ้ว ใต้ฐานองค์พระโปร่ง มีพระมงกุฎ เครื่องราชูปโภคเบญจราชกกุธภัณฑ์ จำลองเป็นส่วนเล็ก ทำด้วยทองคำ สำหรับพระมงกุฎภายในและบริเวณรอบๆ บรรจุพระอังคารของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ยอดพระมงกุฎบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๒ องค์ โดยมีผอบเป็นแก้วครอบอีกชั้นหนึ่ง

          เดิมที่เดียวทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีสิ่งต่างๆ และพระอังคารบรรจุอยู่ภายใน ต่อมาในวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๒ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (สกุลเดิม มนตรีกุล หม่อมมารดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์) ผู้เป็นกุลทายาทในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้สถาปนาวัดนี้ ได้มาบำเพ็ญกุศลฉลองชนมายุครบ ๗ รอบ ที่พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์

          ก่อนที่พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ได้แจ้งแก่ทางวัดว่า ประสงค์จะบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานกิจ สดับปกรณ์พระอังคารสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ผู้ทรงเป็ตนต้นราชสกุลของท่าน โดยให้พนักงานโยงผ้าภูษาโยงไปที่พระพุทธรูปองค์ล่างสุด ท่านกล่าวยืนยันเป็นแม่นยำว่า พระพุทธรูปองค์นี้ภายในบรรจุพระอังคารของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ต้นราชสกุล “มนตรีกุล” สำหรับพระอัฐินั้นประดิษฐานอยู่ที่หอพระนาก ในพระบรมมหาราชวัง (ซึ่งแต่เดิมที่เดียวประดิษฐานอยู่ที่วังหน้าจนหอชำรุดรื้อลง ในรัชกาลที่ ๕ จึงได้เชิญไปไว้ที่หอพระนาก)

          ดังนั้น ในคราวอัญเชิญพระพุทธรูปจากพระอุโบสถหลังเดิมขึ้นไปประดิษฐานบนพระอุโบสถหลังใหม่ ได้พบปูชนียวัตถุต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้น จึงนับว่าหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ท่านมีความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของต้นสกุลท่านเป็นเยี่ยม แม้จะมีอายุชราถึง ๘๔ พรรษา (ขณะที่มาบำเพ็ญกุศลในวันนั้น)

          สำหรับแผ่นเงิน แผ่นนาก และแผ่นทองคำ ที่พบรวมอยู่กับพระมงกุฎ ได้จารึกอักษรขอม กล่าวถึงพระสูตร พระอภิธรรมต่างๆ ซึ่งบรรดาของมีค่าเหล่านั้น ทางวัดได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะนำเข้าบรรจุไว้ในพระพุทธรูปองค์เดิมที่พบโดยจะได้บำเพ็ญกุศลถวายเป็นกรณีพิเศษ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ มีพระประสงค์ในคราวที่ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร) เมื่อยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพปัญญามุนี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และคณะ ได้นำสิ่งต่างๆไปถวายที่วังเพื่อของพระวินิจฉัยในอันที่ปฏิบัติต่อปูชนียวัตถุนั้น ทั้งนี้โดยที่พระวรวงศ์บพิตร เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นกุลทายาทผู้สูงศักดิ์ และทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของวัดสัมพันธวงศ์มาเป็นเวลาช้านาน"

          จึงถือได้ว่า ชื่อวัดสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน เป็นคำนำพระนามขององค์ท่าน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หับ รัชกาลที่ ๔ ได้ทรงประทานให้ใหม่ในคราวแปลงชื่อวัดต่างๆ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ที่พระองค์ท่านทรงเป็นปฐมในการบูรณะปฏิสังขรณ์และสถาปนาพระอารามแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑

          คำนำพระนามของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี นอกจากเป็นที่มาของชื่อวัดสัมพันธวงศ์แล้ว นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นที่มาของชื่อเขตสัมพันธวงศ์ด้วย ด้วยเหตุว่า เมื่อก่อนนั้น ที่ว่าการอำเภอสัมพันธวงศ์ ซึ่งสร้างเมื่อประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ตั้งอยู่ที่สามแยกถนนทรงวาดกับถนนปทุมคงคา ตำบลศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งอยู่ในเขตใกล้กับวัดสัมพันธวงศ์ จึงสันนิษฐานว่าอำเภอสัมพันธวงศ์เมื่อครั้งก่อน หรือ เขตสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน ตั้งชื่อว่า “สัมพันธวงศ์” ตามชื่อ ”วัดสัมพันธวงศ์” ซึ่งเป็นที่ตั้งนั่นเอง

          ครั้นประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๖๗ ย้ายไปตั้งที่ว่าการอำเภอขึ้นใหม่ในบริเวณป้อมปิดปัจจนึก ตำบลตลาดน้อย แต่ยังคงใช้ชื่อว่าอำเภอสัมพันธวงศ์หรือเขตสัมพันธวงศ์ตามเดิม

 

ทรงเป็นผู้อำนวยการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกรัชกาลที่ ๒

 

          ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๑๗๑ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๕๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสวรรคตที่พระที่นั่งสิบเอ็ดห้อง ซึ่งทุกวันนี้เรียกว่าพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ณ วันพฤหัสบดีที่ ๗ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๓๕๒ ตรงกับวันทางจันทรคติ เดือน ๙ แรม ๑๓ ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๑๑๗๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล (คือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่ ๒ เพราะพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุึฬาโลกมหาราช ได้ทรงสถาปนาเป็นพระมหาอุปราชผู้เป็นรัชทายาทไว้ ถึงประมาณ เดือน ๑๐ ปีเดียวกัน จึงได้มีการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

          พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ นี้ มีทั้งที่คล้ายกับที่ประกอบขึ้นในรัชกาลที่ ๑ และที่มีเปลี่ยนแปลงแก้ไขและเพิ่มเติมบ้าง แต่การประกอบพระราชพิธีทำ ๓ วันก่อนวันพระฤกษ์เช่นเดียวกัน

          สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้มีพระนิพนธ์เรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ไว้ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาล ๒ ไว้ว่า

่          พระราชพิธีบรมราชาภิเศกที่ทำในรัชกาลที่ ๒ มีการเปลี่ยนแปลงข้อสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ย้ายสถานมาทำพิธีราชมณเฑียรหมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ด้วยพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๑ แทนพระที่นั่งอมรินทราภิเศกมหาปราสาทที่ไฟไหม้นั้น เปนที่ประดิษฐานพระบรมศพ

          โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี เปนผู้อำนวยการพระราชพิธี เริ่มด้วยการพระราชพิธีจาฤกพระสุพรรณบัตร ข้าราชการผู้ใหญ่ประชุมพร้อมกันที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ราวเดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ ครั้นได้ฤกษ์โหรลั่นฆ้อง ชาวประโคมๆ สังข์แตรแลพิณพาทย์ อาลักษณจาฤกพระสุพรรณบัตรพระบรมราชนามาภิไธยว่า

          “พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาษกรวงษ์ องค์ปรมาธิเบศร์ ตรีภูวเนตวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลย์คุณอกนิฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร์ โลกเชฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประเทศคตา มหาพุทธางกูร บรมบพิตร”

          สำหรับพระนามาภิไธยนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์อรรถาธิบายไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับเดียวกันนี้ว่า

          "พระนามตามที่จาฤกในพระสุพรรณบัตรนี้ เหมือนกับพระนามที่จาฤกในพระสุพรรณบัตรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ ๑ ไม่ได้แก้ไข พระนามที่ปรากฎว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็ดี พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยก็ดี พึ่งมาถวายเมื่อในรัชกาลที่ ๓"

          สรุปความได้ว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งดำรงพระอิสริยยศในขณะนั้นว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงรับหน้าที่สำคัญเป็นผู้อำนวยการจัดการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้เป็นไปอย่างสมพระเกียรติถูกต้องตามพระราชพิธีทุกประการ

          มีเรื่องราวในพระราชพิธีครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ชนรุ่นหลังควรศึกษาไว้เป็นความรู้ เช่น

          - หลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทร (พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย) ได้สืบทอดบัลลังก์ในทันที มีพระนามาภิไธยในเบื้องต้นว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล" ต่อมา ธรรมเนียมนี้ได้กลายเป็นราชประเพณีว่าพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ได้ผ่านพิธีพระบรมราชาภิเษกจะได้รับพระอิศริยยศชั่วคราวเป็น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แทน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          - การพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลที่ ๒ ได้ย้ายมาทำพิธีที่หมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เนื่องจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ซึ่งสร้างขึ้นแทนพระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาทอันเป็นสถานที่ทำพิธีปราบดาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น ใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกอยู่ ในรัชกาลต่อ ๆ มา จึงใช้หมู่พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานเป็นสถานที่จัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และใช้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเป็นสถานที่ตั้งพระบรมศพ

 

พระองค์ท่านกับพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

 

         ในรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี (ต่อมา ในรัชกาล ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงโปรดสถาปนาพระอัฐิเป็น กรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์) ซึ่งเป็นพระเจ้าพี่นางของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทั้งทรงเป็นพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงมีพระปรีชาสามารถที่จะช่วยบริหารราชการต่างพระเนตรพระกรรณเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยได้ รวมทั้งสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีความสามารถและชำนาญในจินตกวีและนาฏศาสตร์ เป็นที่ถูกพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นอย่างยิ่ง ความคุ้นเคยกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงทวีมากขึ้นตามลำดับ

 

พระองค์ท่านกับพระราชวังเดิม

 

         ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ จดหมายเหตุเรื่องปราบฮ่อ พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง กล่าวว่า ได้ทราบว่า เมื่อในรัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างวังแต่ท้ายเขตตำหนักแพลงไปจนท่าเตียน ๒ วัง วังเหนือพระราชทานเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี วังใต้พระราชทานเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ อันเปนพระโอรสสมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อย ถึงรัชกาลที่ ๒ ไฟไหม้วังเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี และเวลานั้นพระราชวังเดิมที่ใต้วัดอรุณฯ ว่างอยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาัลัย จึงโปรดให้เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรีเสด็จไปประทับที่พระราชวังเดิม ที่วังที่ไฟไหม้นั้นโปรดให้สร้างเปนโรงวิเสทกับคลังสินค้า

         ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ฉบับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประทับอยู่ที่พระราชวังเดิมจนตลอดพระชนมายุ

          พระราชวังเดิม  หรือ พระราชวังกรุงธนบุรี เป็นพระราชวังหลวง ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดให้สร้างพระราชวังนี้ขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ภายหลังจากที่ทรงกอบกู้เอกราชให้ชาติไทย เพื่อใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการ ต่อมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ได้ทรงย้ายราชธานีมาอยู่ฝั่งพระนคร โดยสร้างพระบรมมหาราชวังขึ้นเป็นที่ประทับ พระราชวังกรุงธนบุรีจึงได้ชื่อว่า "พระราชวังเดิม" ตั้งแต่บัดนั้น

          พระราชวังเดิมนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทรงแต่งตั้งพระราชวงศ์ชั้นสูงที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยมาประทับที่นี่  เนื่องจากเห็นว่าพระราชวังนี้มีความสำคัญทางด้านทำเลที่ตั้ง ตำแหน่งของพระราชวังนี้ เป็นจุดสำคัญทางยุทธศาสตร์ สามารถสังเกตการณ์ได้ในระยะไกล อีกทั้งยังใกล้กับเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการเดินทัพที่สำคัญด้วย ได้แก่

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงธิเบศรบดินทร์ พระโอรสในกรมพระเทพสุดาวดี ประทับอยู่จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘

          - พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ประทับอยู่ขณะทรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯกรมหลวงอิศรสุนทร วังหน้าในรัชกาลที่ ๑ จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.ศ. ๒๓๕๒

          - สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประทับอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๒ จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๓๖๕

          - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ขณะทรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามงกุฎ ในรัชกาลที่ ๒ จนกระทั่งทรงผนวชเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๘

          - พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับอยู่ขณะทรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑามณี ในสมัยรัชกาลที่ ๓ จนกระทั่งทรงพิธีบวรราชาภิเษก และเสด็จไปประทับที่วังหน้าเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๔

          - กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ประทับอยู่ตั้งแต่ประสูติ จนเสด็จไปประทับที่วังใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชทาน

          - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ประทับอยู่ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๔๑๔

          - สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ ประทับอยู่ขณะทรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๒๔ จนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๓

          จนในรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ หลังจากสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯกรมพระจักรพรรดิพงศ์สิ้นพระชนม์ ทรงพระราชทานพระราชวังเดิมให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานจากนายพลเรือตรี พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙

          ในปัจจุบัน หลังจากโรงเรียนนายเรือย้ายออกไปอยู่สัตหีบและสมุทรปราการแล้ว จึงได้ใช้พระราชวังเดิมแห่งนี้เป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองทัพเรือ

          ด้วยความสำคัญของพระราชวังเดิมดังกล่าวข้างต้น การที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ประทับอยู่นั้นจนถึงสิ้นพระชนม์ นอกจากจะเป็นการสมพระเกียรติที่ทรงเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่แล้ว นอกจากนี้ ยังเพราะพระองค์ท่านมีพระปรีชาสามารถ ด้วยเหตุที่จุดที่ตั้งดังกล่าวมีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์หลายด้าน ต้องมีบุคคลที่สามารถจัดการได้และไว้วางพระราชหฤทัยมาประจำการคอยดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ

 

ทรงกำกับราชการมหาดไทยและกรมวังเป็นหัวหน้าราชการ ในรัชกาลที่ ๒

 

          ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระองค์ได้ทรงมีพระนิพนธ์ไว้ว่า

          “เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี เป็นพระโอรสสมเด็จกรมพระศรีสุดารักษ์ และเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ตามที่ปรากฎในหนังสือพระราชพงษาวดาร เป็นเจ้านายผู้ใหญ่ในราชการพระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ ๒ ได้ทรงกำกับราชการมหาดไทยและกรมวังด้วย ที่กล่าวกันว่าเปนผู้สำเร็จราชการก็มี ด้วยเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทรงปรึกษาหารือราชการทั่วไปทุกอย่าง”

         กล่าวกันว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นพระบรมวงศ์ที่มีพระอำนาจมากในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพราะได้ทรงกำกับกรมวังและกรมมหาดไทยต่างพระเนตรพระกรรณ ทั้งยังเป็นที่ปรึกษา มีหน้าที่ถวายความเห็นในการบริหารราชการทุกๆ ด้าน

          ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ หลายๆ ฉบับ กล่าวตรงกันว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น มีเจ้านายเป็นหลักราชการมาแต่แรก ๓ พระองค์  คือ

          ๑. สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจุ้ย กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์

          ๒. สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชาในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

          ๓. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓)

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้กรมพระราชวังบวรฯ ทรงกำกับราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไป  โปรดให้เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงกำกับกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงวัง  และโปรดให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงกำกับกระทรวงพระคลัง เป็นเช่นนั้นมา ๘ ปี

          ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ กรมพระราชวังบวรฯ สวรรคต ต่อจากนั้น เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงเป็นหัวหน้าในราชการต่อมาอีก ๕ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๖๔ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี สิ้นพระชนม์  เหลือแต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทรก็ได้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณต่อมาถึง ๓ ปี

          ในหนังสือชีวิตของประเทศ เล่ม ๑ โดย วิษณุ เครืองาม ซึ่งประพันธ์ประกอบเรื่องราวขึ้นจากประวัติศาสตร์ต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นฉากๆ บางส่วนใช้เรื่องราวที่บันทึกในพงศาวดารต่างๆ ของไทย บางส่วนเป็นประวัติศาสตร์จากบันทึกของชาวต่างประเทศ บางส่วนเป็นเรื่องเก่าเล่าใหม่ในวงการผู้เกี่ยวข้องที่เรียกว่าพงศาวดารกระซิบ บางส่วนได้รับจากเกร็ดความรู้จากผู้ใหญ่ในสกุลวงศ์ต่างๆ ได้เล่าเรื่องของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ในเหตุการณ์ช่วงนั้น พอสรุปได้ดังนี้

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเสนานุรักษ์ เป็นกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระมหาอุปราชในแผ่นดินที่ ๒

          กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ดำรงพระยศอยู่ ๘ ปี ก็เกิดมีพระอาการประชวรขึ้น และประชวรอยู่เพียงเดือนเศษเท่านั้นก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๖๐ มีพระชนมายุเพียง ๔๔ พรรษา

          การสวรรคตของสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเสนานุรักษ์ วังหน้า นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่บ้านเมืองครั้งใหญ่ เดิมทีเมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ก็หมายมั่นกันว่า ต่อไปจะได้เสด็จขึ้นผ่านพิภพเป็นแผ่นดินที่สามของพระบรมรางวงศ์นี้ ครั้นเมื่อเสด็จสวรรคตก่อนพระชนมายุอันสมควร ทุกฝ่ายก็จับตาดูว่า ผู้ใดจะได้รับอุปราชาภิเกษกเป็นวังหน้าพระองค์ใหม่ เพราะผู้นั้น ย่อมอยู่ในฐานะจะสืบราชสมบัติต่อไป

          แรกๆ นั้น กระแสหนึ่งก็ว่าเห็นจะได้แก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่สุด พระชนมายุขณะนั้น ๓๐ พรรษา ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอก อีกกระแสหนึ่งก็ว่าน่าจะได้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ามกุฏสมมติเทวาวงศ์ ทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่ พระชนมายุ ๑๓ พรรษา เพราะทรงเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ ประสูติแต่พระอัครมเหสีบุญรอด นับเป็นอุภโตสุชาติ คือ เป็นผู้สืบเชื้อสายเจ้ามาจากทั้งฝ่ายพระบรมชนกและพระราชชนี

          หลังจากคาดการณ์กันไปต่างๆ นานาไม่นาน พอพระราชทานเพลิงพระศพวังหน้าแล้ว กลับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชาในพระมเหสีบุญรอด ชาววังออกพระนามเรียก "ทรงกรมหลวง" ก็เป็นอันรู้ว่าหมายถึงผู้ใด ทรงเป็นศิลปินใหญ่ในราชสำนัก ทรงชำนาญการนาฏศิลป์หาผู้ใดเสมอเหมือนได้ยาก ทำหน้าที่อย่างผู้สำเร็จราชการทั้งปวงต่างพระเนตรพระกรรณ หน้าที่นี้มิใช่สมเด็จพระมหาอุปราชวังหน้า แต่ก็นับว่ามีพระอำนาจยิ่งใหญ่ รองลงมาก็แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...

          ขณะเดียวกัน ทางกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ก็มิได้ทรงด้อยพระอำนาจลง กลับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระราชโอรสพระองค์ใหญ่นี้เป็นผู้กำกับราชการเหนือเสนาบดีอีกชั้นหนึ่งในกรมพระคลัง และโปรดให้เป็นผู้รับพิจารณาฎีกาทั้งปวง ทั้งจากจากนักโทษและผู้ขอพระราชทานความเป็นธรรม ตลอดถึงโปรดให้ว่าการกรมพระตำรวจด้วย นับว่ามีพระอำนาจเป็นรองก็แต่เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี

          จากหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวมา จึงถือได้ว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงสนองพระเดชพระคุณต่างประเนตรพระกรรณในหน้าที่สำคัญต่างๆ ดังกล่าวแล้ว เป็นบุคคลสำคัญของแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๒ มากพอสมควร

 

ทรงเป็นผู้บัญชาการทัพหลวง ณ เมืองเพชรบุรี

 

          พระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ฉบับของพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้มีพระนิพนธ์ไว้ว่า

          เมื่องานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เสร็จในเดือน ๑๐ ถึงเดือน ๑๑ ปีมะเส็ง เอกศก ตรงกับ พ.ศ.๒๓๕๒ มีข่าวว่าพม่ายกกองทัพมาตีเมืองถลางและเมืองชุมพร

          ทางกรุงเทพฯ เมื่อทราบข่าวศึกพม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงโปรดให้เกณฑ์กองทัพยกออกไปต่อสู้ข้าศึก ให้พระยาจ่าแสนยากร (บัว) คุมพล ๕,๐๐๐ คน ให้เดินทัพทางบกลงไปก่อน ให้เจ้าพระยาพลเทพไปอยู่รักษาเมืองเพชรบุรี โปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสด็จไปจัดการคอยส่งกองทัพอยู่ที่เมืองเพชรบุรี ถ้าการหนักแน่นมาประการใดให้เจ้าพระยาพลเทพเป็นทัพหน้า เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีเป็นทัพหลวงยกหนุนออกไปอีกทัพหนึ่ง แล้วจะโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเป็นจอมพล เสด็จยกกองทัพหลวงออกไปทางสถลมารคอิกทัพหนึ่ง รวม ๒ ทัพเป็นจำนวน ๒๐,๐๐๐ คน

          จากพระราชพงศาวดารเรื่อง “ศึกพม่า” สรุปว่า สุดท้ายกองทัพพม่าต้องพ่ายแพ้สงครามต่อไทยและยกทัพกลับไป

          ในศึกพม่าครั้งนี้ นอกจากจะมีเรื่องการศึกแล้ว นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารฉบับเดียวกันนี้ เรื่อง “ข่าวศึกพม่า” เรื่องสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี แจ้งเรื่องทหารมีความประพฤติไม่ดีอยู่ด้วย พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้พระนิพนธ์ไว้ว่า

          อนึ่ง ในเรื่องขัดทัพคราวนี้ ความปรากฎในพระราชพงษาวดารฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ว่า เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรีมีลายพระหัดถ์ไปให้ทูลกรมหมื่นศักดิพลเสพฉบับหนึ่ง ว่าด้วยความประพฤติของพวกกองทัพที่ออกไปตั้งอยู่หัวเมือง เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ท่านได้ลงลายพระหัดถ์ไว้เต็มสำเนา ข้าพเจ้าเห็นว่ามีคติอยู่บ้างไม่ควรจะยกเสีย จึงได้คัดมาลงไว้ต่อไปนี้

          “เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี ทรงทราบความประพฤติของพวกกองทัพที่ตั้งอยู่เมืองเพ็ชรบุรี จึงมืจดหมายบอกไปถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี พระยาเสนาภูเบศร์ ให้กราบทูลกรมหมื่นศักดิพลเสพ ใจความว่า

          มีหนังสือห้ามปรามเตือนสติออกมาเกลือกว่าจะไม่เห็นด้วย จะว่าอิจฉาแกล้งใส่ความ ด้วยไม่มีตัวว่า เป็นคำเล่าฦๅ บัดนี้ได้ความชัดรู้ด้วยกันมากแล้ว ว่ากักเรือราษฎรเก็บเรือจะลำเลียงเข้า เจ้าของเรือก็เป็นบ่าวนายทัพนายกอง ต่างมีอาญาสิทธิคุ้มครองเสียสิ้น เวียนแต่ลากไปลากมาเกือบจะวิวาทชกต่อยกัน ที่ใครโฉดเขลาเก็บได้ก็ส่งไปลำเลียง ที่มีสติปัญญาชํ่าชองถึงใจก็รอดตัว โดยแต่เรือจะเข้าออกก็ต้องเสียเบิกล่องน้ำตาลหม้อหนึ่งจึงได้เข้ามา แล้วราษฎรมีเข้าอยู่เกวียนหนึ่งก็ต้องจัดซื้อเอาเสียบั้นหนึ่ง น้ำตาลราษฎรซื้อขายกัน ๖ หม้อเป็นเงินบาทเฟื้อง ก็จัดซื้อว่าเป็นหลวง ๗ หม้อบาท จะปฤกษาราชการก็เป็นพวกๆ กัน ถ้อยความเก่าใหม่ก็เอามาว่าสับสน บรรดาสิ่งของในเมืองเพ็ชรบุรีหาพอความคิดนายทัพนายกองจะประโยชน์ชไม่ เลยยึดลงไปจนไม้ไผ่แลเขาโคก็เป็นของต้องการไปเสียสิ้น

          ในข่าวเล่าฦๅว่าดังนั้นก็พลอยวิตกกลัวจะเสียรังวัดด้วย ด้วยเป็นผู้กราบทูลพระกรุณาให้ออกมาสำเร็จราชการ แล้วเห็นว่ามิใช่ผู้อื่น ตั้งพระไทยให้มีความดีไปภายน่า จะได้ช่วยราชการแผ่นดินเบาแรง ครั้นความเป็นดังนี้ทรงพระวิตกอยู่ ด้วยทางปากแพรกเมืองราชบุรี (คือกองทัพกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) นั้น มีแต่คำไพร่บ้านพลเมืองสร้องสาธุการสรรเสริญ ไม่เหมือนทางเมืองเพ็ชรบุรี มีแต่ต่างคิดต่างทำ ด้วยเหตุว่าหามีผู้เตือนสติไม่ จึงเกิดความฟุ้งเฟื่องเข้าไปถึงกรุงเทพฯ ดังนี้ ไม่ควรที่จะให้เกิดความเคืองใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท แลอายแก่ชาวเมืองเพ็ชรบุรี ด้วยการข้างน่ายังมีอยู่มาก ซึ่งว่ากล่าวมาทั้งนี้ ใช่จะเอาความผิดนายทัพนายกองฤๅก็หาไม่ ด้วยเห็นว่าพึ่งแรกออกโรงใหม่ ได้พลั้งเกินไปคนละเล็กละน้อยแล้ว ให้พระเจ้าน้องยาเธอฯ หาตัวมาพร้อมกันสะสางผ่อนปรนเสีย โดยควรโดยชอบแก่ราชการ”

          การศึกครั้งนี้ ยังปรากฏในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ ตอนพงศาวดารมอญพม่า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้แปลจากภาษารามัญออกเป็นภาษาไทย เมื่อปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๒๑๙ พ.ศ. ๒๔๐๐ ดังนี้

          "ลุศักราช ๑๑๗๓ ปีมแมตรีศก มีพราหมณ์เทศมาแต่ทิศตวันตกเอาหนังสือเรื่องพงษาวดารเมืองพราหมณ์มาแปลถวาย เจ้าอังวะ ว่าสาสนาพระสมณโคดมสิ้นเสียแล้ว ซึ่งกุลบุตรบวชเปนสงฆ์ทุกวัน อุปสมบทหาขึ้นไม่ ให้ไปไหว้บูชาถวายทานแก่พระพุทธรูปเท่านั้นจึงจะควร ปะดุงก็เชื่อถือ จึงให้สึกพระสงฆ์พม่าพระสงฆ์รามัญเสียครั้งนั้นมาก ครั้นถึงเดือนอ้ายให้กองทัพยกมาตั้งค่ายทำยุ้งฉาง ณ ตำบลท้องชาตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งให้กรมหลวงพิทักษมนตรียกกองทัพออกไปตีค่ายพม่า ล้อมจับได้ตัวนายแลไพร่เข้ามาได้มาก ที่เหลือนั้นก็แตกหนีไปสิ้น"

         สำหรับตำบลท้องชาตรีที่ปรากฏในพงศาวดารนั้น ปัจจุบัน คือ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี (เป็นชื่อเดิมของ อ.จอมบึง)

 

ทรงมีความชำนาญเรื่องจินตกวีและนาฏศาสตร์ชั้นครู

 

          ในตำนานละครอิเหนา พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ หอสมุดวชิรญาณจัดพิมพ์ครั้งแรก ในงานฉลองพระชันษาซายิด พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี พ.ศ. ๒๔๖๔ ภาคที่ ๓ ว่าด้วยตำนานละครครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนปลายถึงรัชกาลที่ ๕ ความว่า

          เข้าใจว่าเมื่อรัชกาลที่ ๑ ก็เห็นจะมีละครมากโรงด้วยกัน แต่ปรากฏชื่อต่อมาแต่ ๒ โรง คือละครของเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเทพหริรักษ์โรงหนึ่ง เล่นเป็นละครใน เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว ตกมาเป็นของเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี อีกโรงหนึ่ง คือ ละครนายบุญยัง เล่นเป็นละครนอก ที่ปรากฏชื่อละคร ๒ โรงนี้ เพราะเหตุที่ได้เป็นครูละครชั้นหลังมา

          ตัวละครครั้งรัชกาลที่ ๑ ที่ได้เป็นครูละครต่อมามีชื่อเสียงปรากฏหลายคน คือ

          ๑. เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี มิใช่เป็นแต่เจ้าของละครที่ได้ทรงรับมรดกของพระเชษฐาเท่านั้น แต่ทรงชำนาญกระบวนละคร ถึงอาจจะคิดแบบแผนวิธีฟ้อนรำได้ แบบอย่างละครในที่รำกันมาทุกวันนี้ ต้นตำราเป็นของเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรีโดยมาก จึงนับถือกันว่าเป็นครูละครออกพระนามบูชาเวลาไหว้ครูละครในเป็นนิจพระองค์หนึ่ง

          ๒. นายทองอยู่ เป็นตัวอิเหนาละครเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ต่อมาได้เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้นำแบบอย่างวิธีรำของเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี ไปหัดละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ ครั้นถึงรัชกาลที่ ๓ ได้เป็นครูละครในที่ฝึกหัดกันขึ้นแทบทุกโรง นายทองอยู่นี้ ชำนาญแต่งกลอนและขับเสภาดีด้วย จึงนับถือกันว่า เป็นครูเสภาด้วยอีกอย่าง ๑

          ๓. นายรุ่ง เป็นตัวนางเอกละครเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเทพหริรักษ์ ต่อมาได้เป็นครูนาง อย่างเดียวกับนายทองอยู่เป็นครูยืนเครื่อง เป็นครูคู่กันมาแต่ในรัชกาลที่ ๒ จนรัชกาลที่ ๓

          ๔. นายบุญยัง เป็นนายโรงละครนอกครั้งรัชกาลที่ ๑ ต่อมาเล่นละครจนสร้างวัดได้วัด ๑ เรียกชื่อว่า วัดละครทำ อยู่ข้างหลังบ้านขมิ้น จังหวัดธนบุรี นายบุญยังได้เป็นครูฝึกหัดละครนอกที่เล่นกันชั้นหลังต่อมา

          ๕. นายบุญมี ( เห็นจะเป็นพี่หรือน้องนายบุญยัง ) เป็นครูนางละครนอกมาด้วยกันกับนายบุญยัง และมีชื่อยู่ในคำไหว้ครูด้วยกัน

         เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี ครูทองอยู่ ครูรุ่ง ครูบุญยัง ครูบุญมี ทั้ง ๕ นี้ นับว่าเป็นครูละครในกรุงรัตนโกสินทร์ที่เล่นต่อมาทั้งบ้านทั้งเมือง นอกจากทั้ง ๕ ที่กล่าวมา ยังมีชื่อละครรัชกาลที่ ๑ ที่ได้เป็นครูต่อมาอีก ๗ คน คือ :

          ๖. คุณมรกต เป็นตัวยืนเครื่องละครผู้หญิงของหลวง มีชื่ออยู่ในคำไหว้ครู แต่จะวิเศษอย่างใดหาปรากฏไม่

          ๗. คุณเพ็ง เป็นตัวพระรามละครผู้หญิงของหลวง อยู่มาได้เป็นครูละครของกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ด้วยคนหนึ่ง

          ๘. คุณเรือง เป็นตัวนางละครหลวง ได้เป็นครูเจ้าจอมมารดาลูกจันทน์เล็ก รัชกาลที่ ๒

          ๙. เจ้าจอมมารดาอัมพา รัชกาลที่ ๒ เป็นตัวนางกัญจหนา ละครหลวงรัชกาลที่ ๑ ในรัชกาลที่ ๒ ไม่ได้เป็นละคร ถึงรัชกาลที่ ๓ เมื่อท่านออกไปอยู่วัง เป็นครูหัดละครขึ้นโรงหนึ่ง ละครของท่านได้เป็นครูละครโรงอื่นหลายโรง

          ๑๐. เจ้าจอมมารดาลูกจันทน์เล็ก รัชกาลที่ ๒ เป็นตัวนางวิยะดา ละครหลวงชั้นเล็กในรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๒ เป็นตัวนางมะดีหวี ได้เป็นครูละครหลวงแต่รัชกาลที่ ๔ มาจนรัชกาลที่ ๕ และเป็นครูละครสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้วย

          ๑๑. เจ้าจอมมารดาภู่ ในกรมพระราชวังบวรฯ รัชกาลที่ ๒ เป็นตัวอิเหนา เห็นจะเป็นละครหลวงชั้นเล็กในรัชกาลที่ ๑ ได้เป็นครูละครหลวงในรัชกาลที่ ๔

          ๑๒. คุณเอี่ยม เป็นตัวนางละครหลวงชั้นเล็กในรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๒ ได้เป็นตัวนางบุษบา อยู่มาได้เป็นครูละครหลวงแต่รัชกาลที่ ๔ จนถึงรัชกาลที่ ๕ และได้เป็นครูละครสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ด้วย

          ๑๓. คุณจุ้ย เป็นตัวหนุมาน อยู่มาเป็นครูละครวังหน้าในรัชกาลหลัง

          นอกจากที่กล่าวมาคงจะยังมีผู้อื่นอีก แต่หากชื่อสูญไปเสีย จึงสืบไม่ได้ความ

          ล่วงมาถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ถือว่าเป็นยุคทองของศิลปะทุกแขนง เพราะบ้างเมืองสงบสุข มีการตั้งเจ้านายช่วยสนองงานต่างพระเนตรพระกรรณในด้านต่างๆ แผ่นดินมีความเจริญรุ่งเรือง

          ในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ กล่าวว่า นอกจากสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีมีความสามารถช่วยบริหารราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณแล้ว นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีความชำนาญในด้านจินตกวีและนาฏศาสตร์ด้วย

          เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดการประพันธ์กาพย์ กลอนโคลง ฉันท์ ถ้าผู้ใดมีความชำนาญในด้านนี้ ก็เป็นที่ทรงโปรดปราน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีพระปฏิภาณไหวพริบชำนาญในการประพันธ์ด้วยพระองค์หนึ่ง จึงเป็นที่โปรดปรานมาก

          ตามพระราชพงศาวดารและตำนานละครในยุคนั้น กล่าวว่า ลักษณะที่ทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ทราบว่า บางเรื่องแบ่งกันแต่งเป็นตอนๆ แต่ผู้ที่ได้รับแบ่งนั้นน้อยตัว ได้ยินแต่ ๓ คือ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และขุนสุนทร (ภู่) ประชุมแต่งหน้าพระที่นั่งหรือแต่งมาแล้วมาตรวจแก้หน้าพระที่นั่ง แต่โดยมากทรงพระราชนิพนธ์เอง เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใดแล้ว พระราชทานไปให้เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีคิดวิธีรำทำบท บางทีบทใดรำขัดข้อง ต้องแก้บทเข้าหาวิธีรำก็มี ด้วยเหตุนี้บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ จึงเล่นละครได้เรียบร้อยดี

          นับว่าหนังสือบทละครที่ได้เล่นกันแพร่หลาย และละครรำที่เล่นได้แบบแผนถึงที่ มีแต่รัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา วิธีการประดิษฐ์ท่ารำให้ถูกกับบทที่ทรงพระราชนิพนธ์นั้น สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี โปรดให้เอาพระฉายมาตั้ง ทรงท่ารำด้วยวิธีทอดพระเนตรดูกระบวนการรำของพระองค์จากเงาในพระฉาย เมื่อยังมีละครแม้ในสมัยรัชการที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ เวลาไหว้ครู พวกครูละครยังนบสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีด้วยพระองค์หนึ่ง

          กาลต่อมาภายหลัง ความสามารถทางการละครและจินตกวีนี้ ยังได้ตกทอดมายังพระโอรส พระธิดา และผู้สืบเชื้อสาย โดยเฉพาะหม่อมเจ้าแบน หม่อมราชวงศ์ตาบ มาจนถึงหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (มนตรีกุล) และหม่อมหลวงตาด วรวรรณ (มนตรีกุล) โดยสองท่านหลังนี้ ต่อมาได้เป็นหม่อมในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พระบิดาแห่งการละครร้องของไทย

          ขอยกตัวอย่างผู้สืบเชื้อสายมาจากราชตระกูลมนตรีกุล ซึ่งมีความสามารถทางการละครและจินตกวี เช่น

          พระนางเธอลักษมีลาวัณ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าวรรณพิมล วรวรรณ เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ กับหม่อมหลวงตาด วรวรรณ (สกุลเดิม มนตรีกุล) ทรงเป็นที่รู้จักในฐานะพระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ และพระขนิษฐาต่างชนนีของอดีตพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี

          พระองค์เป็นผู้ริเริ่มรื้อฟื้น คณะละครปรีดาลัย ของพระบิดาขึ้นมาอีกครั้ง ทรงปลีกพระองค์ประทับอยู่เพียงลำพัง ทรงใช้เวลาที่มีอยู่ในการประพันธ์นวนิยาย ร้อยกรอง และบทละครจำนวนมาก โดยใช้นามปากกาว่า ปัทมะ วรรณพิมล และพระนางเธอลักษมีลาวัณ

          พระนางเธอลักษมีลาวัณ ถูกลอบปลงพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๔ สิริพระชนมายุ ๖๒ พรรษา

          และหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (มนตรีกุล) ผู้เป็นเหลนทวดของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี

          หม่อมต่วนศรี (มนตรีกุล) วรวรรณ เป็นชาวบางกอกใหญ่ ธนบุรี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๑๗ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นธิดาของหม่อมราชวงศ์ตาบ มนตรีกุล มารดาชื่อยิ้ม (สกุลเดิมศิริวันต์)

          หม่อมเจ้าแบน มนตรีกุล และ หม่อมราชวงศ์ตาบ มนตรีกุล ซึ่งเป็นท่านปู่และท่านพ่อของหม่อมหลวงต่วนศรี ก็มีความรู้ความสามารถและสนใจปลูกฝังวิชาการละครตกทอดมาตามลำดับจนถึงหม่อมหลวงต่วนศรี ท่านจึงรอบรู้ทั้งในกระบวนรำและดนตรีตลอดจนการขับร้อง โดยเฉพาะจะเข้นั้นหม่อมหลวงต่วนศรี เล่นได้ดีมาก

          เมื่อกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงตั้งคณะละครนฤมิตรขึ้น ท่านก็เป็นกำลังสำคัญในการแต่งเพลงในละครร้องทุกเรื่อง บทละครนั้น กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ทรงนิพนธ์อย่างรวดเร็วและท่านก็บรรจุเพลงได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

          ละครเรื่องแรกที่ท่านมีส่วนช่วยเหลือมากคือเรื่องอาหรับราตรี ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็นละครหลวงนฤมิตร จนเมื่อเกิดเป็นโรงละครปรีดาลัยขึ้น ตามชื่อโรงละครสร้างใหม่ แต่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า “ละครหม่อมต่วน” ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้มีอัจฉริยะด้านการแต่งเพลง มีความสามารถด้านการละครที่เหมือนกับเสด็จทวดของท่าน

          หม่อมหลวงต่วนศรี (มนตรีกุล) วรวรรณ ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๗ รวมอายุได้ ๙๙ ปี ๔ เดือน มีโอรส/ธิดากับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ๒ พระองค์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ และ หม่อมเจ้าศิวากร วรวรรณ

 

พระทรงชำนาญในงานช่าง คิดค้นและประดิษฐ์ "เกรินบันไดนาค" เป็นที่ปรากฏมาจนถึงปัจจุบัน

 

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีความชำนาญในงานช่างเป็นที่ปรากฏ สิ่งที่เป็นอนุสรณ์แสดงฝีพระหัตถ์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ก็คือ “เกรินบันไดนาค” อันเป็นที่สำหรับยกพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถ หรือ ยกขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นโดยมิต้องเปลื้องเครื่องประกอบ

          เกรินบันไดนาคที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้คิดค้นและสร้างขึ้นตั้งแต่อดีต ยังใช้เป็นอุปกรณ์ที่เชิญพระโกศของพระบรมศพขึ้นหรือลงจากราชรถจนถึงปัจจุบัน

          จากหนังสือ “คำศัพท์ที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ ๒ (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๕๙ ได้กล่าวไว้ว่า

          “กรินบันไดนาค คือ อุปกรณ์ที่ใช้เชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นหรือลงจากราชรถ และพระเมรุมาศแทนการใช้นั่งร้านไม้ต่อยกสูงแบบสมัยโบราณ ที่ใช้กำลังคนยกขึ้นลง ซึ่งมีความยากลำบาก ไม่สะดวก เกรินมีลักษณะเป็นรางเลื่อนขึ้นลงด้วยกว้านหมุน โดยมีแท่นที่วางพระโกศเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายขึ้นหรือลง ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ขอบฐานแกะสลักลายปิดทองประดับกระจก ท้ายเกรินเป็นพื้นลดระดับลงมา ซึ่งเป็นที่สำหรับเจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งประคองพระโกศพระบรมศพมีลักษณะคล้ายท้ายสำเภา ด้านข้างบุผ้าตาดทอง มีราวทั้ง ๒ ข้างตกแต่งเป็นรูปพญานาค จึงเรียกว่า “เกรินบันไดนาค” คิดค้นโดยสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๔ ใช้ครั้งแรกในงานพระเมรุพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ. ๒๓๕๕”

          เรื่องความเป็นมาของเกริ่นบันไดนาคนี้ เมื่อได้อ่านพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ และหนังสือซึ่ง ม.จ.จงจิตรถนอม ดิศกุล นิพนธ์ไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอดิศัยสุริยาภา จึงทำให้สดุดใจระลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่านผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์ขึ้น ตามธรรมดาเกริ่นบันไดนาคนี้ ก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไรมากนัก เพราะนานปีทีครั้งจึงได้ใช้ เพราะตามปกติ ถ้าไม่ใช่งานพระราชพิธีใหญ่ ก็คงจะถูกเก็บไว้ที่โรงเก็บราชรถในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเท่านั้น

          ถ้ามีโอกาสผ่านเข้าชมก็จะแลเห็นตั้งทิ้งไว้อย่างไร้ความหมายและคุณค่า ครั้งถึงเวลาเป็นการเป็นงาน เกริ่นบันไดนาคจะเป็นกำลังสำคัญช่วยอำนวยความสะดวก ทุ่นแรงงาน เพิ่มความสง่างามในการปฏิบัติงานขึ้นอีกเป็นอันมาก แต่ก็หาผู้ที่จะทราบว่าเกริ่นบันไดนาคนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

          ฉะนั้น จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้ เพื่อเป็นการเทอดทูลพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน ผู้ทรงประดิษฐ์สมบัติอันหาค่ามิได้ชิ้นนี้ไว้ให้แก่ประชาชนชาวไทย

          ตามพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ กล่าวถึงเรื่องเกริ่นบันไดนาคนี้ว่า

          “ครั้งรุ่งขึ้น วันขึ้น ๗ ค่ำ เชิญพระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๑) จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นพระยานุมาศสามลำคานพระยานุมาศนี้ทำใหม่สำหรับบรมศพมีภาพสองชั้น ปักพระมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้น กั้นพระบรมโกศ แห่ออกประตูศรีสุนทรไปขึ้นมหาพิไชยราชรถ ที่ถนนสนามไชยหน้าวัดพระเชตุพนฯ แต่นั้นแห่เป็นกระบวนอย่างใหญ่ ชักถึงพระเมรุแล้ว เชิญพระบรมโกศลงจากพระมหาพิไชยราชรถ ทรงพระยานุมาศเข้าสู่พระเมรุด้านบุรพทิศ แห่เวียนพระเมรุโดยอุตราวัฏสามรอบ แล้วเชิญพระบรมโกศขึ้นบนเกริ่นบันไดนาค จึงเป็นแบบอย่างมาจนทุกวันนี้ ขันช่อกว้านเกริ่นเลื่อนขึ้นสู่บันไดนาคสุดแล้ว เจ้าพนักงานกรมภูษามาลา เลื่อนพระบรมโกศไปประดิษฐานเหนือเบญจาทอง ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรในพระเมรุทอง”

          ส่วนนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงกล่าวถึงการพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยความตอนหนึ่งว่า

          “ตอนนี้พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวงษาภรณภูสิตภูษามาลา เชิญพระบรมโกศขึ้นเกริ่นประทับบนพระมหาพิไชยราชรถ ท่านได้เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านกลัวจะขลุกขลักเวลาขึ้นเกริ่น ท่านได้จุดธูปเทียนกราบบังคมทูลพระบรมศพ ขอเชิญเสด็จโดยง่าย การก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เวลาเสด็จขึ้นเกริ่นนั้นเป็นท่าที่งามนัก เห็นภูษามาลา ถวายบังคม ๓ ครั้ง มือดุนพระบรมโกศเสด็จเข้าในราชรถ แล้วเคลื่อนกระบวน”

          จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ทรงพระนิพนธ์พระราชพงศาวดารเกี่ยวด้วยการพระบรมศพรัชกาลที่ ๑ ยังทรงออกพระนามท่านผู้เป็นต้นคิดเกริ่นบันไดนาคไว้

          ส่วนพระนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นิพนธ์เกี่ยวกับการพระบรมศพของรัชกาลที่ ๕ ไม่ได้ทรงกล่าวถึงท่านผู้ต้นคิด แต่ก็ยังกล่าวถึงความสง่างามเวลาเสด็จขึ้นเกริ่นนั้น ด้วยข้อความสั้นๆ แต่กินใจ เพราะสามัญสำนึกทั่วๆ ไปว่า ถ้าเจ้าพนักงานภูษามาลา จะใช้วิธีเก่าซึ่งเป็นไม้ล้มลุก หรือเปลื้องประกอบออกแล้วเชิญพระบรมโกศเปล่าๆ ไม่มีประกอบก็คงจะไม่น่าดู ไม่สมพระเกียรติยศของพระบรมศพ แต่เมื่อใช้วิธีเลื่อนพระบรมโกศ ซึ่งประกอบพระโกศทองใหญ่เข้าในพระมหาพิไชยราชรถ โดยที่ไม่ต้องใช้ผู้คนเข้าไปวุ่นวายจนเกินสมควร ประกอบกับเวลานั้น พระบรมวงศานุวงศ์หรืออาณาประชาราษฎร์ต่างก็อยู่ในความเศร้าโศก มีดวงตาจับต้องอยู่ที่พระบรมโกศจนแทบจะไม่หายใจก็ว่าได้ ซ้ำมาได้เห็นพระบรมโกศซึ่งประดิษฐาน อยู่บนเกริ่นซึ่งถูกพนักงานขันช่อกว้านขึ้นอย่างช้าๆ ประดุจพระบรมโกศนั้น เลื่อนลอยขึ้นไปบนนภากาศโดยลำพัง จึงเป็นภาพที่จับตาจับใจ ชวนให้ทวีความเศร้าโศกขึ้นได้อีกเป็นอันมาก

          จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีความชำนาญในงานช่าง เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นที่ปรีชาสามารถแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 

พระองค์ท่านกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔

 

          พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงอยู่ในฐานะที่ทรงเป็น "หลานน้า" ของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ด้วยพระองค์ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ซึ่งเป็นพระพี่นางเธอในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี มีพระราชสัมพันธ์ผูกพันธ์มาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระเยาว์ เป็นเหมือนพระอภิบาลที่คอยช่วยกำกับดูแลมาโดยตลอด

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ยังทรงระลึกถึงคุณูปการที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงได้ทรงยกย่องเชิดชูพระเกียรติยศให้เป็นที่ปรากฏสืบต่อไปในภายภาคหน้าเป็นอเนกประการ

          จากหนังสือเทศนาพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ถวายเทศน์ในพระราชกุศลฉลองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระบรมชนกมหาราชาธิราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วันเสาร์ เดือน ๘ ปีมะเมีย จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๔๔ พุทธศักราช ๒๔๕๒ กล่าวว่า

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นที่วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่มาก แม้พระราชพงศาวดารซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้บางตอนก็แสดงให้ปรากฏชัดว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้จงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ เมื่อครอเฟิดเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พระยาพระคลังได้ถามว่า ครอเฟิดมีประสงค์จะเข้าเฝ้าเจ้านายพระองค์ใดบ้าง ครอเฟิดสืบทราบความอยู่ก่อนแล้วว่าในเวลานั้น ผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ แบ่งกันเป็น ๒ พวก คือ พวกหนึ่งนับถือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฏฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นหัวหน้าในพวกนี้ แต่พวกหนึ่งนับถือพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นพวกเดียวกับพระยาพระคลัง ฯลฯ

          นอกจากนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในรัชกาล ต่อมา ได้ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรสในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ขึ้นเป็นพระวงศ์เธอกรมหมื่นมนตรีรักษา ก็ยังทรงพระมหากรุณาโปรดให้ประกาศพระเกียรติคุณโดยความว่า

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกีกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และเป็นพระกนิษฐาธิบดีอันสนิทในกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนีด้วย แลสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้มีพระเดชพระคุณเป็นอุปการในพระองค์แต่ยังทรงพระเยาว์มา ด้วยอาการที่ควรนับว่าเป็นคุณต่าง ๆ ทรงระลึกถึงพระเดชพระคุณเป็นอันมาก ยังหาทรงลืมไม่ เพื่อจะทรงเชิดชูพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกี กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนี และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ให้ปรากฏไปในภายหน้า จึงทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรส เป็นเจ้าต่างกรมดังกล่าวแล้ว ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระอารามที่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นทรงสถาปนาไว้ใหม่ว่าวัดสัมพันธวงศาราม

 

ทรงเป็นผู้บัญชาการพระราชพิธีลงสรงครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์

 

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๔๓ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงพระราชสมภพในรัชกาลที่ ๑ เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ฉศก จุลศักราช ๑๑๖๖ ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ ณ พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชบิดา เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทร โดยพระนามก่อนการมีพระราชพิธีลงสรง เฉลิมพระนามว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่"

         เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จขึ้นครองสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๒ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว ทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่ได้เสด็จเข้ามาอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่งพระองค์มีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงได้โปรดให้จัดการพระราชพิธีลงสรงเพื่อเฉลิมพระนามเจ้าฟ้าอย่างเป็นทางการ

         พระราชพิธีในครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชดำริว่า พระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าได้ทำเป็นอย่างมีแบบแผนอยู่แล้ว แต่การพระราชพิธีลงสรงตั้งพระนามเจ้าฟ้าครั้งกรุงศรีอยุธยายังหาได้ทำเป็นแบบอย่างลงไม่ รวมทั้งผู้ใหญ่ที่เคยเห็นพระราชพิธีดังกล่าวก็แก่ชราเกือบจะหมดตัวแล้ว เกรงว่าแบบแผนพระราชพิธีจะสูญไป

          เมื่อปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๗๔ พุทธศักราช ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงโปรดฯ ให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งในขณะนั้นดำรงพระอิสริยยศสกุลยศว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี และเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) เป็นผู้บัญชาการตั้งพระราชพิธีลงสรงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ เฉลิมพระนามาภิธัยจารึกในพระสุบรรณบัฏว่า

          “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติเทววงศ์ พงศ์อิศวรกษัตริย์ขัตติยราชกุมาร”

           พระราชพิธีในครั้งนี้จึงนับเป็นพระราชพิธีลงสรงครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

ทรงเป็นพระอภิบาลเจ้าฟ้ามงกุฏฯ ไปรับครอบครัวชาวมอญที่เมืองกาญจนบุร

 

          ในปัจจุบัน ชนชาติมอญไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม การแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานจากพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ มีการเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียง เพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในสมัยพระเจ้าอลองพญาของพม่า ในปี พ.ศ. ๒๓๐๐ ถือเป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่ชาวมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง

          จากหลักฐานที่บันทึกไว้ของไทย การอพยพของมอญมายังพระราชอาณาจักรไทย มีการจดบันทึกเอาไว้ ๙ ครั้ง คือ สมัยกรุงศรีอยุธยา ๖ ครั้ง สมัยกรุงธนบุรี ๑ ครั้ง และสมัยรัตนโกสินทร์ ๒ ครั้ง อพยพเข้ามาโดยมีสาเหตุและเส้นทางการอพยพเข้ามาที่แตกต่างกันไป

          การอพยพของชาวมอญเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ครั้งที่ ๙ พุทธศักราช ๒๓๕๗ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของการอพยพ เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เมื่อชาวมอญไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ประมาณ ๔๐,๐๐๐ คนเศษ

          พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ มีเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้

          ในสมัยรัชกาลที่ ๒ พระเจ้าปะดุงตั้งชาวพม่าคนหนึ่งลงมาเป็นเจ้าเมืองเมาะตมะ พม่าเจ้าเมืองเมาะตมะคนนั้นเบียดเบียนพวกมอญให่ได้ความเดือดร้อนต่างๆ ชาวมอญไม่มีกำลังพอจะต่อสู้พม่าได้ สมิงสอดเบาซึ่งเป็นหัวหน้าของชาวมอญในขณะนั้น จึงปรึกษากันเพื่อจะอพยพครอบครัวชาวมอญเข้ามาพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงสยาม

          สมิงสอดเบามีหนังสือลับเข้ามาถึงพระยากาญจนบุรี เมื่อณเดือน ๑๑ ปีจอฉศก จุลศักราช ๑๑๗๖ พ.ศ. ๒๓๕๗ พระยากาญจนบุรีได้มีหนังสือกราบทูลเข้ามายังกรุงเทพฯ จึงโปรดให้พระยากาญจนบุรีมีหนังสือลับตอบไปถึงสมิงสอดเบาว่า ถ้ามอญเดือดร้อนก็ให้อพยพเข้ามาเถิด จะทรงพระกรุณาโปรดรับเป็นที่พึ่ง ให้พวกมอญได้อยู่ในพระราชอาณาจักรโดยความผาสุก

          ครั้นถึงปีกุน สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พุทธศักราช ๒๓๕๘ ชาวมอญที่เมืองเมาะตมะถูกพม่ากดขี่หนักเข้า จึงพร้อมใจกันจับเจ้าเมืองกรมการพม่าฆ่าเสียแล้ว พากันอพยพครอบครัวเข้ามาในพระราชอาณาจักร เดินเข้ามาทางเมืองตากบ้าง ทางเมืองอุไทยธานีบ้าง แต่โดยมากมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์เข้าแขวงเมืองกาญจนบุรี

          เมื่อได้ทรงทราบข่าวว่าครัวมอญอพยพเข้ามา จึงโปรดให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จขึ้นไปคอยรับครัวมอญอยู่ที่เมืองนนทบุรี จัดจากและไม้สำหรับปลูกสร้างบ้านเรือน พร้อมเสบียงอาหารของพระราชทานขึ้นไปด้วย

          ทางเมืองกาญจนบุรีโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (นับพระชันษาโดยเรียงปี ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ มีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา) คุมไพร่พลสำหรับป้องกันครัวมอญ และเสบียงอาหารของพระราชทานออกไปรับครัวมอญทางหนึ่ง โดยโปรดให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้ใหญ่เสด็จกำกับไปด้วย โปรดให้มีเรือตั้งเสด็จสามคู่ และตำรวจหอกแห่ เป็นพระเกียรติยศ ส่วนทางเมืองตากนั้นโปรดให้เจ้าพระยาอภัยภูธรที่สมุหนายกเป็นผู้ขึ้นไปรับ

          ครอบครัวมอญมาถึงเมืองนนทบุรี เมื่อวันพุธ เดือน ๙ แรม ๓ ค่ำ ปีกุน สัปตศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พุทธศักราช ๒๓๕๘ เป็นจำนวนคน ๔๐,๐๐๐ เศษ โปรดให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในแขวงเมืองประทุมธานีบ้าง (เข้าใจว่าเป็นปีเดียวกับที่มีการตั้งจังหวัด) เมืองนนทบุรีบ้าง เมืองนครเขื่อนขันธ์บ้าง (อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ) ส่วนสมิงสอดเบาที่เป็นหัวหน้านั้น ทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นพระยารัตนจักร ทั้งเจ้านายชารามัญที่เป็นผู้ใหญ่มียศอยู่ในเมืองเดิม ก็ทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้เป็นพระยาทุกคน

 

ทรงที่สมมติพระอิศวรในพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้ามงกุฏฯ

 

          งปีชวด อัฐศก จุลศักราช ๑๑๗๘ พุทธศักราช ๒๓๕๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษานับโดยเรียงปี ครบกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย มีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้ตั้งพระราชพิธีโสกันต์เป็นการใหญ่ ทำเขาไกรลาสหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตรงประตูสุวรรณบริบาลเป็นที่สรงและทรงเครื่องเวลาบ่าย แห่มาทรงฟังพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสามวัน

          รุ่งขึ้นวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เวลาเช้า แห่มาโสกันต์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสร็จแล้วเสด็จไปสรงน้ำที่สระอโนดาต แล้วท่านอัครมหาเสนาบดีเสด็จขึ้นสู่พระมณฑปยอดเขาไกรลาส สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี รับที่สมมติพระอิศวรรับเสด็จ ทรงเครื่องต้นบนพระมณฑปยอดเขาไกรลาสเสร็จแล้ว แห่เวียนเขาไกรลาสสามรอบแล้วแห่กลับ เวลาบ่ายแห่มาประทับนั่งที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมวงศานุวงศ์และเข้าทูลละอองธุลีพระบาท พร้อมกันเวียนเทียนสมโภชวันนั้น เวลาหนึ่ง วันที่เจ็ดจึงแห่พระเกศาไปลอยตามราชประเพณี

 

ทรงมีความชำนาญด้านวิชาโหราศาสตร์

 

          โหราศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการทำนายและการพยากรณ์โชคชะตาของมนุษย์ และปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลก โดยอาศัยตำแหน่งของดวงดาวต่างๆ เป็นเครื่องชี้ เกิดขึ้นมาหลายพันปีแล้ว

          ในประเทศไทย ปรากฏหลักฐานเรื่องวิชาโหราศาสตร์ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าลือไทย แห่งราชวงศ์พระร่วง ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง ด้านที่สอง มีคำกล่าวสรรเสริญพระปัญญาของพระยาลือไทยว่า “เรียนพระวินัย พระอภิธรรม โดยโลกาจารย์มีพราหมณ์และดาบส สมเด็จบพิตรพระราชบัญญัติคัมภีร์เพทศาสตราคม ธรรมนิยายมีโชติศาสตร์ (ตำราโหร)” เป็นต้น

          ในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๔ และหลักที่ ๕ มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาลือไทยทรงเชี่ยวชาญในคัมภีร์สุริยยาตร์ เช่น ได้เปลี่ยนวันขึ้นต้นปีใหม่ ศักราชใหม่ โดยกำหนดวันขึ้นปีใหม่ เป็นวันเดือน ๕ ขึ้นค่ำ ๑ และตัดปีเก่าให้สิ้นสุดลงในวันสิ้นเดือน ๔ (ผาลคุณานุต) ตามหลักที่นิยมกันในคัมภีร์สุริยยาตร์ นอกจากนั้น ในกำหนดพิธีการต่างๆ ที่จารึกในหลักศิลาดังกล่าว ยังได้คำนวณฤกษ์พระจันทร์ไว้ทุกตอนด้วย

          พระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาธรรมราชาลือไทยในวิชาโหราศาสตร์ที่ยังเหลืออยู่เป็นหลักฐานจนถึงปัจจุบันนี้ ได้ทรงไว้เป็นภาษาบาลี ก็มีอยู่ ๒ เรื่อง คือ  ๑. ทกฺษาสงฺคหปกรณ ได้แก่ ตำราทักษาที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้  ๒. พระคัมภีร์จักรทีปนีฉบับบาลี

          ล่วงมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ ๒ พระราชนิพนธ์ฉบับภาษาบาลีทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงถอดความเป็นภาษาไทยไว้เป็นกวีนิพนธ์เรื่องแรก ทรงเป็นลิลิต ชื่อ  “ลิลิตทักษาพยากรณ์” เป็นตำราทักษาของไทย ซึ่งมีกลวิธีพยากรณ์อย่างพิสดาร อันจัดเป็นของไทยโดยบริสุทธิ์ แม้จะมีส่วนคล้ายคลึงกับ “อัษโฏตรีทศา” ของภารตะก็ตาม แต่กฎเกณฑ์และศิลปะในการพยากรณ์ไม่ได้ใกล้เคียงกันแต่อย่างใด แม้ของพม่าหรือมอญ ก็เป็นคนละแบบ จึงจัดว่าตำรานี้เป็นของคนไทยที่ค้นคว้ากลวิธีพยากรณ์ขึ้น เป็นแบบของเราโดยเฉพาะแบบหนึ่ง  ส่วนตำราเล่มที่ ๒  สมเด็จพระสัมพันธวงเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงถอดเป็นคำฉันท์ ชื่อ “จักรทีปนีคำฉันท์” อันเป็นตำราหลักของไทยในภาคพยากรณ์ ตำราทั้งสองเล่มนี้ ถือเป็นปรมาจารย์ของโหรไทยทั่วราชอาณาจักร สำหรับผู้พยากรณ์ในระบบโหราศาสตร์ไทย

          กล่าวกันว่า ในบั้นปลายพระชนม์ชีพของพระองค์ท่าน สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ทรงมีพระอุตสาหะวิริยะแรงกล้า ทรงพระนิพนธ์พระคัมภีร์จักรทีปนี จากนัยอรรถภาษาบาลี เป็นพากย์ภาษาไทย และได้เรียบเรียงเป็นลำนำ อินทรวิเชียรฉันท์ กาพย์ฉบัง กาพย์สุรางคนางค์ โตฎกฉันท์ วสันต์ดิลกฉันท์ มีความไพเราะเป็นวรรณกรรมเอก ตามความเชี่ยวชาญในเชิงกวีของพระองค์ท่าน

          ในวงการโหราศาสตร์ยกย่องพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้าสัมพันธ์วงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีพระปรีชาสามารถหลายด้านและทรงเชี่ยวชาญในด้านโหราศาสตร์ชั้นโหร

          จึงถือได้ว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี นอกจากจะทรงเป็นปรมาจารย์ในด้านจินตกวีและนาฏศิลป์แล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์เรื่องจักรทีปนีคำฉันท์และลิลิตทักษาพยากรณ์ ซึ่งเหล่าผู้ศึกษาวิชาโหรในรุ่นต่อมายังคงใช้อ้างอิงกันจนถึงทุกวันนี้ วงการโหรยกย่องพระองค์เป็นพระปรมาจารย์ชั้นโหร ถึงกับมีพระนามอยู่ในการกล่าวโองการไหว้ครูโหร

 

ทรงเป็นผู้ชำนาญในตำราไม้ดัดพระองค์หนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น

 

          ในหนังสือ "โครงตำราไม้ดัด" แต่งโดย หลวงมงคลรัตน์ (ช่วง ไกรฤกษ์) สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะนายกราชบัณฑิตยสภา ได้ทรงนิพนธ์เป็นคำนำไว้ พอสรุปได้ดังนี้

          การตกแต่งต้นไม้เป็นไม้ดัดรูปทรงต่างๆ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ส่วนที่มีหลักฐานปรากฏชัดเจน คือ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดต้นไม้ดัดให้ปลูกไว้ในพระบรมมหาราชวัง ยังปรากฏอยู่รอบสนามหญ้าริมพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยจนทุกวันนี้ และปรากฏต่อมาว่า เมื่อถึงรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและเจ้านายตลอดจนข้าราชการก็ชอบเล่นต้นไม้ดัดกันมาก โดยชอบเล่นเป็นไม้ปลูกในกระถางเป็นพื้น แม้ในหนังสือบทกลอนซึ่งแต่งในรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ ก็ชอบกล่าวถึงไม้ดัด เช่นกล่าวในเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอน ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง และตอน ขุนแผนพานางวันทองหนี เป็นต้น

         แต่การเล่นไม้ดัดกันในสมัยนั้น ไม่มีใครแต่งเป็นหนังสือตำราไว้ หนังสือตำราต้นไม้ดัดเพิ่งมาเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ แต่งโดย หลวงมงคลรัตน์ (ช่วง ไกรฤกษ์) แต่งเป็นโคลงและ้เขียนรูปต้นไม้ดัดตามบัญญัติิไว้ในตำรานั้น ตำราไม้ดัดจึงมีขึ้น และตำราดังกล่าวนี้ มหาเสวกเอก พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) ผู้เป็นบุตรได้มอบถวายไว้ในหอพระสมุึดสำหรับพระนครนานมาแล้ว

          เนื้อหาตอนต้นของโคลง พอสรุปเป็นความหมายได้ว่า เรื่องไม้ดัดนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงกำหนดลักษณะไม้ดัดแบบต่างๆ ขึ้น และเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงจดจำลักษณะของไม้ดัดนี้ไว้ ต่อมา จึงได้ทรงสอนนายด้วง ซึ่งเป็นข้าในกรมทรงใช้สอยเรื่องต้นไม้ดัด ครั้นกรมหลวงพิทักษ์มนตรีสิ้นพระชนม์แล้ว นายด้วงได้บวชเป็นพระภิกษุ หลวงมงคลรัตนจึงได้ไปสืบถามเรื่องไม้ดัดจากพระภิกษุด้วง และเรียบเรียงขึ้นเป็นคำโคลง เพื่อจะัให้ปรากฏอยู่ถาวรสืบต่อไป

          โคลงตำราไม้ดัดกล่าวถึงไม้ดัดแบบต่างๆ ที่เป็นที่นิยมของคนไทยมาแต่โบราณจำนวน ๙ แบบได้แก่ ไม้ขบวน ไม้ฉาก ไม้หกเหียน ไม้เขน ไม้ป่าข้อม ไม้ญี่ปุ่น ไม้กำมะลอ ไม้ตลก และไม้เอนชาย

          สำหรับเนื้อหาในโคลงที่หลวงมงคลรัตน์ได้ประพันธ์เป็นโคลงไว้ เนื้อหาตอนต้น กล่าวไว้ดังนี้

      พระบาทบรมนารถเจ้า
ทรงแบบไม้ดัดงาม
ขบวนดัดคัดจัดตาม
โปรดแบบบรรยายถ้อย

      กรมหลวงพิทักษ์สร้อย
เขนกับญี่ปุ่นที
หกเหียนพับดัดดี
สิบเอ็ดกิ่งพริ้งพร้อม

      พระด้วงรองบาทไท้
ฝึกหัดสันทัดปวง
แสดงบอกบ่หันหวง
จึงประจักษ์เหตุแท้

      ไม้ขบวนวาดเอี้ยว
ตอต่ำตัดเรือนเจียน
ทีกิ่งชอบใช้เนียน
ทรงพุ่มชิดเชิดช้อย

      
ฉากแบบโคนทอดน้อย
ที่คดคบขดตาม
ตอย่อกิ่งต่อสาม
ต้นชดเค้ากิ่งหย้อม
      
หกเหียนเห็ดดัดคู้
ตอเพล่เร่เรือนรับ
ทียอดทอดทวนทับ
ดูดุจหมัดมวยงิ้ว

      ไม้เขน เบนกิ่งท้าย
โคนปุ่มภูต้นตรง
ทียอดทอดหวนหง
ดุจมฤคเหลียวชะเง้อ
      
      
ป่าข้อม โคนปุ่มต้น
คบแยกสามกิ่งจง
จังหวะระยะวง
จัดช่องไฟให้เท่า
      
      ไม้ญี่ปุ่น รวบทั้ง
ตลกรากเอนชายมอ
ท่วงทีที่ขันพอ
คงกิ่งจังหวะได้

      เก้าชนิดนับชื่ออ้าง
โดยบุราณเรียกตาม
คิดดัดแต่งตัดงาม
พอประจักษ์นามน้อย

       ขุนท่องสื่อเก่าแจ้ง
ลิขิตโคลงไม้ดัด
เคยฝึกเล่นโดยจัด
เพื่อจะดัดคงไว้

จอมสยาม
เรียบร้อย
กรุงเก่า มาแฮ
ถูกแล้วเกณฑ์หา ฯ

มนตรี ทรงเฮย
ป่าข้อม
ถวายเทียบ แบบแฮ
แยกใช้ กิ่งสาม ฯ

กรมหลวง
ปลูกแก้
สอนหัด ชินเฮย
ท่านอ้างออกองค์ ฯ

วนเวียน ต้นนา
เรียบร้อย
สนิทช่อง ไฟแฮ
ช่องชั้นจังหวะวาง

หนึ่งงาม
หักค้อม
สมแบบ เดิมนอ
อย่าซ้ำเสียคม ฯ

คัดทับ
ลอดพลิ้ว
ทบกิ่ง กลแฮ
ผงาดง้ำผงกหงาย ฯ

ทวนลง
เกร่อเก้อ
เห็นขด คู้แฮ
ชะโงกเงื้อมมาหลังฯ

ตามตรง
จัดเก้า
เวียนรอบ กลมแฮ
ส่วนต้นตัดเรือน ฯ

กำมะลอ
มากใช้
ภูมตลก
ช่องพร้อมเรือนเสมอ ฯ

ออกนาม ไม้เฮย
ต่อถ้อย
คงเงื่อน นั้นนา
เนื่องไม้มีเดิม ฯ

จำถนัด
แต่งไว้
จวบพระ ด้วงนา
ดุจถ้อยกลอนแถลง ฯ
ฯลฯ

          ตามหลักฐานที่ปรากฏนี้ ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นเจ้านายพระองค์หนึ่งที่นิยมเล่นไม้ดัด และมีความชำนาญในการตกแต่งไม้ดัดตามตำราโบราณ ตามแบบที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาพลัยได้ทรงกำหนดไว้พอสมควร

          ตำราไม้ดัดโบราณทั้ง ๙ แบบ ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงจดจำไว้ และสืบทอดกันมาตามลำดับนี้ ถือเป็นหลักอ้างอิงที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นักเล่นไม้ดัดทั้งหลายยังใช้ตำรานี้เป็นหลักในการเทียบเีคียงมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทรงเป็นต้นราชตระกูล “มนตรีกุล”

 

          ราชตระกูล หมายถึง สกุลที่มิได้สืบเชื้อสายโดยตรงจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โดยมีการสืบสายจากสมเด็จพระเชษฐภคินี พระอนุชา และพระขนิษฐา ผู้เป็นพระโอรสและพระธิดาในสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก สำหรับสายพระพี่พระน้องนี้ บางครั้งก็เรียกกันว่า “ราชตระกูลสายพระปฐมวงศ์” หรือ “พระปฐมบรมราชวงศ์”

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นต้นราชตระกูล “มนตรีกุล”  ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๖ ราชสกุลสาย “ปฐมวงศ์” หรือ “พระปฐมบรมราชวงศ์” คือ 

 


ราชตระกูล


พระนามต้นราชสกุล


นรินทรางกูร


พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าทองจีน กรมหลวงนรินทรรณเรศร์
พระโอรสใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระยาเทพสุดาวดี
(พระเชษฐภคินี พระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)

 


เทพหัสดิน






พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าตัน กรมหลวงเทพหริรักษ์ (พระองค์เจ้าตัน)
พระโอรสใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสุดารักษ์
(พระเชษฐภคินี พระองค์รอง ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)


มนตรีกุล



พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี
พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสุดารักษ์

 


อิศรางกูร





พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าเกศ กรมขุนอิศรานุรักษ์
พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯกรมพระศรีสุดารักษ์


เจษฎางกูร




สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าลา กรมหลวงจักรเจษฎา(พระองค์เจ้าลา)
พระอนุชาต่างพระชนนี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

 


นรินทรกุล




พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุ กรมหลวงนรินทรเทวี (พระองค์เจ้าหญิงกุ)
พระน้องนางเธอต่างพระชนนี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

 

          ราชตระกูล “มนตรีกุล (Montrikul)” หรือ "มนตรีกุล ณ อยุธยา" นี้ หลวงศักดิ์ นายเวร (หม่อมหลวงเชื้อ) มหาดเล็ก กองตั้งเครื่อง กรมมหาดเล็ก เป็นผู้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เพื่อใช้เป็นนามสกุลพระราชทานสำหรับหม่อมหลวงผู้สืบสกุลจาก "เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษมนตรี" เป็นนามสกุลพระราชทานลำดับที่ ๑๐๕ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๕๖ (ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๒ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๓๐ หน้า ๖๙๑ วันที่ ๖ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖)

          สำหรับหลวงศักดิ์ นายเวร (หม่อมหลวงเชื้อ มนตรีกุล) นี้ เท่าที่พอจะสืบค้นได้ในเบื้องต้นนั้น ในกาลต่อมา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์มาตามลำดับ ดังนี้

          - เป็น "เจ้าหมื่นไวยวรนาถ" หัวหมื่นมหาดเล็กปลายเชือกเวรฤทธิ์ ถือศักดินา ๑๐๐๐ (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๓๔ หน้า ๒๕๑๔ วันที่ ๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐)

          - เป็น "พระยาอิศรพัลลภ" มีราชการในกรมมหาดเล็ก ถือศักดินา ๑๐๐๐ (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๓๖ หน้า ๒๓๓๓ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๖๒)

          - เป็น "พระยานรรัตนราชมานิต (ม.ล.เชื้อ มนตรีกุล) " จางวางตรี เจ้ากรมวรภาชน์และครัวพระข้าวต้น (ตามข้อมูลของผู้ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์วัลลภาภรณ์ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๓๗ หน้า ๓๒๓๕ วันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๓)

          - เป็น "พระยาราโชทัย (ม.ล.เชื้อ มนตรีกุล) " มีราชการในกรมมหาดเล็ก ถือศักดินา ๓๐๐๐ (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๓๙ หน้า ๓๑๓๕ วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๔๖๕)

 

พระโอรส - พระธิดา

 

            สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีพระโอรส พระธิดา รวม ๓๗ พระองค์ เป็นหม่อมเจ้าชาย ๑๕ พระองค์ หม่อมเจ้าหญิง ๒๒ พระองค์

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงสถาปนาขึ้นเป็นพระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชาย ๑ พระองค์ คือ พระวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพยอม กรมหมื่นมนตรีรักษา

ในการที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าชายพยอมขึ้นเป็นเจ้าต่างกรมนี้ มิได้ทรงสถาปนาเป็นพระองค์เจ้าก่อน แต่ในรัชกาลต่อๆ มา ไม่ปรากฏว่าได้สถาปนาหม่อมเจ้าขึ้นเป็นเจ้าต่างกรม เว้นแต่จะได้สถาปนาพระยศขึ้นเป็นพระองค์เจ้าเสียก่อน แล้วจึงจะตั้งกรม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระองค์เจ้าพยอม กรมหมื่นมนตรีรักษา พระโอรสในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเขมาภิรตาราม ตามประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ เรื่องสถานที่และวัดถุซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๔ ความว่า

"๒๔.วัดเขมาภิรตาราม วัดเขมาเปนวัดโบราณ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีทรง บุรณปฏิสังขรณ์ เมื่อรัชกาลที่ ๒ ครั้นนานมาชำรุดทรุดโทรมไป ถึงรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดให้กรมหมื่นมนตรีรักษาซึ่งเป็นพระโอรสเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษมนตรี เปนแม่กองทำการบุรณปฏิสังขรณ์ต่อมา คือ โปรดให้ถ่ายอย่างพระเจดีย์ที่วัดศรีอโยธยา (คือวัดเดิม) ในกรุงเก่า มาสร้างข้างหลังพระอุโบสถ สูง ๑๕ วา มีพระเจดีย์น้อยประจำทิศ ๔ องค์ ที่ในพระอุโบสถโปรดให้สร้างพระพุทธรูปมีพระอสีติสาวก และเขียนฝาผนังทำบานประตูน่าต่างใหม่ สร้างกำแพงแก้วแลประตูรอบพระอุโบสถ และสร้างการเปรียญศาลาทั้งปวงให้บริบูรณ์ทั้งพระอาราม"

พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ ฉะบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ความว่า

"ล้วทรงพระราชดำริว่า วัดเขมาของสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ทรงปฏิสังขรณ์ไว้แต่ก่อนชำรุดซุดโทรมไป จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กรมหมื่นมนตรีรักษา ซึ่งเป็นสัมพันธวงศ์พระยาราชภักดีไปบุรณะปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมของเก่านั้นให้เปลี่ยนเสีย ทำให้ดีขึ้นไป แล้วให้ช่างขึ้นไปถ่ายอย่างพระเจดีย์วัดเดิมกรุงเก่าองค์ระฆังเป็นกลีบบัว ให้ก่อหุ้มพระเจดีย์เก่าหลังพระอุโบสถสูง ๑๕ วา มีพระเจดีย์อีก ๔ องค์ตามอย่าง โปรดให้ต่อชุกชีในพระอุโบสถให้ยาวออกมา ทรงสถาปนาพระอสีติมหาสาวกล้อมพระพุทธเจ้า แล้วสร้างวิหารการเปรียญ เรือนระฆัง เจดีย์ ศาลารายและกุฏิสงฆ์ขึ้นใหม่เป็นอันมาก และการที่กระทำทั้งปวงนั้นทั่วไปเป็นอันดีแล้ว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รื้อพระตำหนักกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ ขึ้นไปปลูกไว้ในพระอารามนั้นเสร็จแล้ว ให้ชื่อวัดเขมาภิรตาราม จึงตั้งพระสงฆ์ธรรมยุติกาเป็นเจ้าอธิการ เป็นพระราชาคณะ ชื่อว่าพระเขมาภิมุขธรรม ทรงถวายเครื่องบริกขารแก่พระสงฆ์ที่ไปอยู่ใหม่นั้นด้วย"

 

สิ้นพระชนม์

 

          ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประชวรเป็นพระยอดในพระศอมาตั้งแต่เดือน ๓ ปีมะเส็ง ตรีศก จุลศักราช ๑๑๘๓ พุทธศักราช ๒๓๖๔ ประชวรต่อเนื่องมา และสิ้นพระชนม์ในวันจันทร์ เดือน ๗ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะเมีย จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๘๔ เวลาเช้า ๕ โมง ๔ บาท ตรงกับวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๖๕ พระชันษา ๕๒ ปี

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติยศแด่ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นเอนกประการ ได้พระราชทานพระโกศทองใหญ่ให้ทรงพระศพ (ได้รับพระราชทานพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพ เป็นพระองค์ที่ ๖ ในสมัยรัตนโกสินทร์ และพระองค์ที่ ๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๒) ทั้งยังทรงโปรดให้สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ณ ท้องสนามหลวงเมื่อ เดือน ๓ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ศกเดียวกันกับการสิ้นพระชนม์

          หลังจากนั้นต่อมาอีก ๒ ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย ก็เสด็จสวรรคตสิ้นรัชกาล.

 
 

 

ข้อมูลประกอบการเขียนพระประวัติเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๑

 

ข้อมูลหลัก

 

          - ข้อมูลพระประวัติจากหนังสือของวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดพิมพ์ในโอกาสต่างๆ มาตั้งแต่อดีต เป็นข้อมูลรวบรวมที่อ้างอิงจากพระราชพงศาวดารบ้าง จากเจ้านายพระชันษายืนบ้าง

          - หนังสือ ตำนานและประวัติโดยสังเขปของวัดสัมพันธวงศ์ คณะสงฆ์วัดสัมพันธวงศ์จัดพิมพ์เ็ป็นที่ระลึกในการสมโภชหิรัณยบัฎ พระมหารัชชมังคลาจารย์ พ.ศ. ๒๕๐๗

          - หนังสือ อนุสรณ์งานวันอดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ปีที่ ๗๐ พ.ศ. ๒๕๓๐

 

ข้อมูลประกอบการเขียนพระประวัติเพิ่มเติม

 

          - ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ (ตอนพงศาวดารมอญม่า) สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา สมเด็จพระมาตุฉา มีรับสั่งให้กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณรวบรวมพิมพ์ เมื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล ในงานศพหม่อมเจ้าดนัยวรนุช ท.จ, พ.ศ. ๒๔๕๗ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณ สพานยศเส กรุงเทพ ฯ

          - ประชุมพระราชพงศาวดาร ภาค ๘ พระยาศรีภูริปรีชารามาธิปติราชภักดี ศรีสาลักษณวิสัย อภัยพิริยพาห พิมพ์แจกในงานศพ คุณหญิงศรีภูริปรีชา ปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณ ถนนรองเมือง

          - ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๔ จดหมายเหตุเรื่องปราบฮ่อ พระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียง สำหรับพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ จอมพล เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต ฯ ( ม.ร.ว อรุณ ฉัตรกุล ณกรุงเทพ ) เสนาบดีกระทรวงกลาโหม แล ราชองครักษพิเศษ ณพระเมรุท้องสนามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๕ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

          - ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ เรื่องสถานที่แลวัดถุซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๔ นายเซี้ยง กรรณสูตร พิมพ์ในงานปลงศพสนองคุณบิดา เมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ โสภณพิพรรฒธนากร

          - ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘๐ จดหมายเหตุฟอร์บัง พิมพ์ที่โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี สี่แยกราชวิถี ถนนสามเสน พระนคร พ.ศ. ๒๕๐๗

          - ประชุมประกาศรัชกาลที่ ๔ ภาคปกิรณกะ ส่วนที่ ๑ ฉบับสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้า พระบรมราชเทวี โปรดให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท้าวทรงกันดาน (เจ้าจอมมารดา หุ่น รัชกาลที่ ๔) เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๖๗ พิมพ์ที่โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ

          - ประชุมพงษาวดารเรื่องไทยรบพม่า พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คัดจากฉบับพิมพ์ครั้งแรก ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖ พลโท พระยาสีหราชฤทธิไกร มสม, ทจว, ภช, รรป๓, รจม, พิมพ์ครั้งแรกแจกในงานปลงศพสนองคุณมารดา พ.ศ. ๒๔๖๐, ภายหลังได้ปรับปรุงและขยายความขึ้นเป็นหนังสือเรื่อง "ไทยรบพม่า"

          - พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๑ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เรียบเรียง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงตรวจชำระและทรงพระนิพนธ์อธิบาย พิมพ์ครั้งที่ ๖ โดย กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๓๑

          - พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๒ พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปีมโรง อัฐศก พ.ศ. ๒๔๕๙ พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทย ณ สพานยศเส

          - พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทรื รัชชกาลที่ ๓ ฉะบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พิมพ์แจกเปนที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ ท่านผู้หญิงวงษานุประพัทธ์ (ตาด สนิทวงศ์ ณอยุธยา) วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๑ ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

          - พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ รัชชกาลที่ ๔ พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ ฉะบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พิมพ์เป็นที่ระลึก ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค) วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๗ ณวัดประยูรวงศาวาส พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์ พระนคร

          - ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๓ บุรพภาคพระธรรมเทศนา เฉลิมพระเกียรดิพระบาทสมเด็จ ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระวิมาดาเธอฯ กรมพระสุทธาสินีนาฎ ปิยมหาราชปดิวรัดา โปรดให้พิมพ์ในงานพระชนมายุสมมงคล เมื่อ ปี ขาล พ.ศ. ๒๔๖๙ พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนาก

          - ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม พระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะพระภิกษุสามเณรวัดบวรนิเวศวิหาร พิมพ์อุทิศถวายส่วนกุศล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ในงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุสุสานหลวง วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๑

          - ความทรงจำ พระนิพนธ์ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์สมาคมสัมคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
พ.ศ. ๒๕๐๕

          - ราชสกุลพระบรมราชวงศ์จักรี พิมพ์ครั้งที่ ๑ โดย บรรเจิด อินทุจันทร์ยง โรงพิมพ์องค์การค้าของคุรุสภา พ.ศ. ๒๕๓๙

          - นิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับที่ ๒๔๒๑ ปีที่ ๔๗ ประจำวันอังคารที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๔๔ บทความ-สารคดี เรื่อง "พระสัมพันธวงศ์เธอ โดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์

          - นิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ ฉบับที่ ๒๔๒๒ ปีที่ ๔๗ ประจำวันอังคารที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๔ บทความ-สารคดี เรื่อง "พิทักษ์มนตรี - พิทักษ์เทเวศน์" โดย จุลลดา ภักดีภูมินทร์

          - เชื้อเจ้า เล่ม ๑ โดย สมประสงค์ ทรัพย์พาลี สำนักพิมพ์ ๒๓๒๕ พ.ศ. ๒๕๕๗

          - บทความคอลัมน์ "พระพุทธรูปประจำพระองค์สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี : ของชิ้นเอกในกรมศิลปากร" นิตยสารศิลปากร ปีที่ ๕๗ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗

          - “คำศัพท์ที่เกี่ยวกับงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งที่ ๒ (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๕๙

          - พระราชบัญญัติขนานนามสกุล พุทธศักราช ๒๔๕๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๒๙ หน้า ๒๘๓ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๕๕ (ประกาศ วันที่ ๒๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๕๕)

          - ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๓๐ หน้า ๖๙๑ วันที่ ๖ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๔๕๖

          - วิทยานิพนธ์เรื่อง "ศึกษาความสอดคล้องของหลักการพยากรณ์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทและวิชาโหราศาสตร์ไทย" โดยนางกฤติกาวลัย หิรัญสิ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๔

          - บทละครเรื่องพระลอ พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ จัดพิมพ์ในงานพระราชทาน เพลิงศพหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันจันทร์ที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๗

         - ชีวิตของประเทศ เล่ม ๑ โดยวิษณุ เครืองาม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. ๒๕๕๙

         - โครงตำราไม้ดัด หลวงมงคลรัตน (ช่วง ไกรฤกษ) แต่ง พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา โปรดให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เสวกตรี พระยาราชสัมภารากร (ชม ไกรฤกษ) ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๗๒ โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

 

แหล่งข้อมูลออนไลน์

 

          - หอสมุดวชิรญาณ (สืบค้นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             http://vajirayana.org/

          - วิกิซอร์ซ (สืบค้นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             https://th.wikisource.org/wiki/พงศาวดาร

          - วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (สืบค้นข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             https://th.wikipedia.org/wiki/

          - พระราชวังพญาไท เรื่องนามสกุลพระราชทาน (ข้อมูล ณ วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             http://www.phyathaipalace.org/นามสกุลพระราชทาน/namenorse.html

          - ประวัติสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ (ข้อมูล ณ วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             http://203.155.220.217/samphanthawong/HispSPDO.html

          - พระราชประวัติรัชกาลที่ ๔ จัดทำโดย สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
            (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๑ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             http://3king.lib.kmutt.ac.th/King4_200/main.html

          - การเฉลิมพระยศเจ้านาย (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
            https://th.wikipedia.org/wiki/การเฉลิมพระยศเจ้านาย

          - รายพระนามเจ้านายที่ได้รับการเฉลิมพระยศในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
            https://th.wikipedia.org/wiki/รายพระนามเจ้านายที่ได้รับการเฉลิมพระยศในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

          - พระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง การตั้งเจ้าต่างกรม
            (ข้อมูล ณ วันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑)
             https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rattanakosin225&month=07-06-2007&group=2&gblog=60

.......................................................................................................................................................................................

หมายเหตุ : - อ่านข้อมูลพระประวัติเดิมของพระองค์ท่าน ซึ่งเป็นพระประวัติฉบับเดิมของวัด "คลิกที่นี่"
 
                   - ตราวัดสัมพันธวงศ์ด้านบน เป็นตราวัดเก่าของวัด ซึ่งปรากฏพระนามของพระองค์ท่าน และสัญลักษณ์ในตราวัด เป็นสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระองค์ท่าน ปัจจุบันมีการเปลี่ยนมาใช้แบบใหม่ แต่ยังถึงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพระองค์ท่านอยู่เหมือนเดิม
 

                   - เพื่อป้องกันความสับสน จึงบันทึกข้อมูลนี้ไว้ด้วย คือ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ มีพระบรมวงศ์ชั้นเจ้าฟ้าที่มีพระนามพ้องกันว่า "เจ้าฟ้าจุ้ย" อยู่สองพระองค์ พระองค์หนึ่งเป็น "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ" และอีกพระองค์หนึ่งเป็น "สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ"

                   พระองค์แรก คือ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ ทรงพระสกุลยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย เป็นพระโอรสพระองค์ที่ ๗ ตามลำดับเจ้าฟ้าสมเด็จพระราชโอรสธิดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินีเป็นสมเด็จพระราชชนนี ประสูติก่อนพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จปราบดาภิเษก ซึ่งเรียกตามสำนวนอีกนัยหนึ่งว่า “ประสูตินอกเศวตรฉัตร” เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัตินั้น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย พระองค์นี้ มีพระชนมายุเพียง ๙ พรรษา ต่อมาราวปีพุทธศักราช ๒๓๓๕ โปรดเกล้าฯ พระราชทานกรมเจ้าฟ้าลูกเธอหลานเธอ ๔ พระองค์ คือเจ้าฟ้าหญิง ๒ พระองค์ เจ้าฟ้าชาย ๒ พระองค์ เจ้าฟ้าชายทั้งสองพระองค์มีพระนามพ้องกันว่า จุ้ย พระองค์ ๑ คือ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นกรมขุนเสนานุรักษ์ อีกพระองค์ ๑ คือ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นกรมขุนพิทักษ์มนตรี

                   ต่อมา ถึงปีขาลอัฐศก พุทธศักราช ๒๓๔๙ ในรัชกาลที่ ๑ นั้น เมื่อกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทสวรรคต และกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงอิศรสุนทรรับพระราชทานอุปราชาภิเษก ถึงปีเถาะนพศก พุทธศักราช ๒๓๔๐ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนเจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ ขึ้นเป็นกรมหลวง และโปรดเกล้าฯ ให้รับพระบัณฑูรน้อยด้วย

                   พระองค์ที่สอง คือ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุ้ย กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงพระสกุลยศเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าจุ้ย" ในรัชกาลที่ ๑

 
 

คำปรารภของผู้รวบรวมพระประวัติ ในการปรับปรุงเนื้อหา พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๑

          ท่านพระบูรพาจารย์ ท่านอดีตเจ้าอาวาส และพระมหาเถระ พระเถระ ของวัดสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน ได้มีการรวบรวมและจัดพิมพ์พระประวัติของพระองค์ท่านในโอกาสต่างๆ ของวัดหลายคราว เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติยศของพระองค์ท่านผู้ทรงสถาปนาปฏิสังขรณ์พระอารามแห่งนี้ให้เป็นที่ปรากฏแก่ผู้ที่สนใจตามสมควร โดยใช้ข้อมูลหลักฐานจากหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์บ้าง หนังสือเจ้านายพระชันษายืนบ้าง ข้อมูลที่ทางวัดได้เคยรวบรวมและจัดพิมพ์มานั้น มีการเพิ่มข้อมูลเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีเอกสารอ้างอิงปรากฏให้เห็นมาตามลำดับ

          ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นปีมหามงคลของวัดสัมพันธวงศ์ ในโอกาสที่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์และกรรมการมหาเถรสมาคม มีอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี ในวันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ ทางวัดได้มีการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกในงานดังกล่าว และผู้เขียนได้รับมอบหมายให้รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดพิมพ์หนังสือเล่มหลัก เพื่อแจกเป็นธรรมบรรณาการให้แก่ผู้มาร่วมงาน โดยเนื้อหาในหนังสือดังกล่าวนี้ พระเถระผู้ใหญ่ได้ให้จัดพิมพ์พระประวัติของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ลงไปด้วย

          ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสรวบรวมพระประวัติของพระองค์ท่าน เป็นเอกสารบ้าง จากสื่อออนไลน์ต่างๆ บ้าง เห็นมีข้อมูลบางอย่างที่อาจจะยังมิได้กล่าวถึงในข้อมูลหนังสือเดิมของวัด หรือบางส่วนมีข้อมูลที่กล่าวไว้แล้ว แต่ยังไม่ลงรายละเอียดมาก จึงถือเป็นโอกาสดีที่จะรวบรวมเข้าไปประกอบกับเนื้อหาเดิมของวัดที่มีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีเวลาในช่วงดังกล่าวน้อย ทำให้การรวบรวมยังเป็นการรวบรวมผสมกันระหว่างเนื้อหาเดิมของวัดกับเนื้อหาใหม่ยังดูไม่สมบูรณ์มากนัก

          จึงถือโอกาสนำข้อมูลดังกล่าวมาขัดสำนวนและเพิ่มเติมข้อมูลอื่ีนๆ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติของพระองค์ท่านให้ปรากฏแก่ชนรุ่นหลัง โดยรวบรวมลงไว้ในเว็บไซต์ของวัดสัมพันธวงศ์ แม้อาจจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ แต่ก็จักเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการค้นหาเรื่องราวต่อไปในอนาคต

          การรวบรวมลงเว็บไซต์ของวัดครั้งนี้ ได้ยึดเอาข้อมูลพระประวัติของพระองค์ท่านจากหนังสือและข้อมูลของวัดเป็นสำคัญ เพิ่มเติมในส่่วนรายละเอียดบางอย่างและข้อมูลบางอย่างที่ยังขาดอยู่เข้าไปเท่านั้น หากมีข้อมูลส่วนที่เพิ่มเติมส่วนใดขาดตกบกพร่องไป ขอน้อมรับในความผิดพลาดนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว และหากจะจัดพิมพ์เป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ ขอได้โปรดนำข้อมูลส่วนนี้ ถวายให้ท่านผู้ใหญ่ในวัดได้ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง

   
พระมหาสำรวย นาควโร (บานชัยภูมิ)
วัดสัมพันธวงศ์
กรุงเทพมหานคร
๑ กันยายน ๒๕๖๑

 

 .......................................................................................................................................................................................
 
สถิติผู้เยี่ยมชมหน้านี้ จำนวน 380 ครั้ง
ปรับปรุงข้อมูลหน้านี้ครั้งล่าสุด 29/9/18 20:34 โดย พระมหาสำรวย นาควโร