สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าจุ้ย)
 

          ในรัชกาลที่ ๑ ประมาณ ร.ศ. ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฏศก จ.ศ.๑๑๕๘ พ.ศ.๒๓๓๙ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ทรงศรัทธาสถาปนาปฏิสังขรณ์ใหม่หมดทั้งพระอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคต หอระฆังด้วยก่ออิฐถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง จะทรงสถาปนาอยู่กี่ปีไม่มีหลักฐานปรากฏ เมื่อสถาปนาเสร็จแล้วทูลเกล้า ฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดเกาะแก้วลังการาม” มีการเฉลิมฉลองสมโภชพระอาราม เป็นงานมหกรรมใหญ่โต มีมหรสพคือ ละครเรื่องอิเหนา ประชัน ๒ โรง สมกับที่ท่านผู้ทรงสถาปนาปฏิสังขรณ์เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชานาฏศาสตร์และจินตกวี

          เพื่อเป็นการเทิดทูลพระเกียรติยศของท่านผู้ทรงสถาปนาปฏิสังขรณ์พระอารามนี้ให้เป็นที่ปรากฏแก้ผู้ที่สนใจตามควร จึงขอเชิญพระประวัติความเป็นไปของท่าน ซึ่งรวบรวมได้จากหนังสือพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์บ้าง หนังสือเจ้านายพระชันษายืนบ้าง มารวมพิมพ์ไว้ในหนังสือตำนานวัดสัมพันธวงศ์ด้วย

          พระประวัติของท่านมีสิ่งที่ควรสนใจหลายอย่าง แม้พระองค์ท่านจะล่วงลับสิ้นพระชนม์ไปนานนับเป็นร้อยปี แต่อนุสรณ์คุณความดีที่ทรงกระทำไว้ ยังปรากฏให้ชนรุ่นหลังได้เห็น ของบางสิ่งบางอย่างถ้าพิจารณาเผิน ๆ เราอาจจะมองไม่เห็นความสำคัญและอาจไม่มีความหมายสำหรับบางคน

          พระประวัติและผลงานของพระองค์ท่านเท่าที่ทราบก็ลางเลือน จนกระทั่งพระนามของพระองค์ท่านซึ่งชนในชั้นหลัง ๆ นี้ก็แทบจะไม่รู้จัก จะโทษใครก็ไม่ได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องหรือสนใจเป็นพิเศษ ใครก็ไม่อาจทราบได้ว่า พระองค์ท่านทรงทำอะไรไว้ให้เป็นสมบัติของชาติไทยบ้าง

          ด้วยเหตุนั้น จึงคิดที่จะเสนอผลงานของพระองค์ท่าน เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติยศแด่พระองค์ท่านบ้างตามสมควร

 
พระประวัติเบื้องต้น
 
          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี มีพระนามเดิมว่าจุ้ย เป็นพระโอรสพระองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ กับเจ้าขรัวเงิน แซ่ตัน ประสูติในสมัยกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๑๓ ค่ำ โทศก ปีขาล จ.ศ. ๑๑๓๒ (ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๓๑๓)

          ปรากฏในพงศาวดาร ร.๑ เมื่อ พ.ศ.๒๓๔๖ ได้รับพระราชทานสถาปนาพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิทักษ์มนตรี ต่อมา พ.ศ.๒๓๔๙ ได้รับพระราชทานเลื่อนเป็น สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

          ในรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ซึ่งเป็นพระเจ้าพี่นาง ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ความคุ้นเคยกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงทวีมากขึ้นตามลำดับ

          กล่าวกันว่าทรงกำกับการมหาดไทยและกรมวัง บางครั้งทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระองค์ด้วย เพราะทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ

          อีกอย่างหนึ่งซึ่งชาวไทยทุกคนทราบดีว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดการประพันธ์กาพย์ กลอนโคลง ฉันท์ ถ้าผู้ใดมีความชำนาญในด้านนี้ ก็เป็นที่ทรงโปรดปราน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงมีพระปฏิภาณไหวพริบชำนาญในการประพันธ์ด้วยพระองค์หนึ่ง จึงเป็นที่โปรดปราน ตามพระราชพงศาวดารกล่าวว่า

          ลักษณะที่ทรงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ ทราบว่า บางเรื่องแบ่งกันแต่งเป็นตอน ๆ แต่ผู้ที่ได้รับแบ่งนั้นน้อยตัว ได้ยินแต่ ๓ คือ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ และขุนสุนทร (ภู่) ประชุมแต่งหน้าพระที่นั่งหรือแต่งมาแล้วมาตรวจแก้หน้าพระที่นั่ง แต่โดยมากทรงพระราชนิพนธ์เอง เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องใดแล้ว พระราชทานไปให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีคิดวิธีรำทำบท บางทีบทใดรำขัดข้อง ต้องแก้บทเข้าหาวิธีรำก็มี ด้วยเหตุนี้บทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒ จึงเล่นละครได้เรียบร้อยดี

          นับว่าหนังสือบทละครที่ได้เล่นกันแพร่หลาย และละครรำที่เล่นได้แบบแผนถึงที่ มีแต่รัชกาลที่ ๒ เป็นต้นมา วิธีการประดิษฐ์ท่ารำให้ถูกกับบทที่ทรงพระราชนิพนธ์นั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี โปรดให้เอาพระฉายมาตั้ง ทรงท่ารำด้วยวิธีทอดพระเนตรดูกระบวนการรำของพระองค์จากเงาในพระฉาย เมื่อยังมีละครแม้ในรัชการที่ ๔ ที่ ๕ เวลาไหว้ครู พวกครูละครยังนบสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ด้วยพระองค์หนึ่ง ในปัจจุบันไม่ทราบว่านักเรียนนาฏศิลป์ของกรมศิลปากรยังจะทำพิธีนบไหว้พระองค์ท่านบ้างหรือไม่

 
พระองค์ท่านกับงานช่าง
 
          พูดถึงงานช่าง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ก็ทรงมีความชำนาญไม่น้อยหน้าใคร สิ่ง ที่ปรากฏเป็นอนุสรณ์แสดงฝีพระหัตถ์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ก็คือ “เกริ่นบันไดนาค” อันเป็นที่สำหรับยกพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถ หรือ ยกขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นโดยมิต้องเปลื้องเครื่องประกอบ เกริ่นบันไดนาคนี้ ว่าเป็นความคิดของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงประดิษฐ์ขึ้น

          เรื่องความเป็นมาของเกริ่นบันไดนาคนี้ เดิมก็ไม่สู้สนใจนัก เมื่อได้อ่านพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ และหนังสือซึ่ง ม.จ.จงจิตรถนอม ดิศกุล นิพนธ์ไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอดิศัยสุริยาภา จึงทำให้สดุดใจระลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่านผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์ขึ้น ตามธรรมดาเกริ่นบันไดนาคนี้ ก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไรมากนัก เพราะนานปีทีครั้งจึงได้ใช้ เพราะตามปกติ ถ้าไม่ใช่งานพระราชพิธีใหญ่ ก็คงจะถูกเก็บไว้ที่โรงเก็บราชรถในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเท่านั้น

          ถ้ามีโอกาสผ่านเข้าชมก็จะแลเห็นตั้งทิ้งไว้อย่างไร้ความหมายและคุณค่า ครั้งถึงเวลาเป็นการเป็นงาน เกริ่นบันไดนาคจะเป็นกำลังสำคัญช่วยอำนวยความสะดวก ทุ่นแรงงาน เพิ่มความสง่างามในการปฏิบัติงานขึ้นอีกเป็นอันมาก แต่ก็หาผู้ที่จะทราบว่าเกริ่นบันไดนาคนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร

          ฉะนั้น จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้ เพื่อเป็นการเทอดทูลพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน ผู้ทรงประดิษฐ์สมบัติอันหาค่ามิได้ชิ้นนี้ไว้ให้แก่ประชาชนชาวไทย

          ตามพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ กล่าวถึงเรื่องเกริ่นบันไดนาคนี้ว่า

          “ครั้งรุ่งขึ้น วันขึ้น ๗ ค่ำ เชิญพระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๑) จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นพระยานุมาศสามลำคานพระยานุมาศนี้ทำใหม่สำหรับบรมศพมีภาพสองชั้น ปักพระมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้น กั้นพระบรมโกศ แห่ออกประตูศรีสุนทรไปขึ้นมหาพิไชยราชรถ ที่ถนนสนามไชยหน้าวัดพระ เชตุพน ฯ แต่นั้นแห่เป็นกระบวนอย่างใหญ่ ชักถึงพระเมรุแล้ว เชิญพระบรมโกศลงจากพระมหาพิไชยราชรถ ทรงพระยานุมาศเข้าสู่พระเมรุด้านบุรพทิศ แห่เวียนพระเมรุโดยอุตราวัฏสามรอบ แล้วเชิญพระบรมโกศขึ้นบนเกริ่นบันไดนาค จึงเป็นแบบอย่างมาจนทุกวันนี้ ขันช่อกว้านเกริ่นเลื่อนขึ้นสู่บันไดนาคสุดแล้ว เจ้าพนักงานกรมภูษามาลา เลื่อนพระบรมโกศไปประดิษฐานเหนือเบญจาทอง ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรในพระเมรุทอง”

          ส่วนนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงกล่าวถึงการพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยความตอนหนึ่งว่า

          “ตอนนี้พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาวงษาภรณภูสิตภูษามาลา เชิญพระบรมโกศขึ้นเกริ่นประทับบนพระมหาพิไชยราชรถ ท่านได้เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านกลัวจะขลุกขลักเวลาขึ้นเกริ่น ท่านได้จุดธูปเทียนกราบบังคมทูลพระบรมศพ ขอเชิญเสด็จโดยง่าย การก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เวลาเสด็จขึ้นเกริ่นนั้นเป็นท่าที่งามนัก เห็นภูษามาลา ถวายบังคม ๓ ครั้ง มือดุนพระบรมโกศเสด็จเข้าในราชรถ แล้วเคลื่อนกระบวน”

          จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ทรงพระนิพนธ์พระราชพงศาวดารเกี่ยวด้วยการพระบรมศพรัชกาลที่ ๑ ยังทรงออกพระนามท่านผู้เป็นต้นคิดเกริ่นบันไดนาคไว้

          ส่วนพระนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นิพนธ์เกี่ยวกับการพระบรมศพของรัชกาลที่ ๕ ไม่ได้ทรงกล่าวถึงท่านผู้ต้นคิด แต่ก็ยังกล่าวถึงความสง่างามเวลาเสด็จขึ้นเกริ่นนั้น ด้วยข้อความสั้นๆ แต่กินใจ เพราะสามัญสำนึกทั่วๆ ไปว่า ถ้าเจ้าพนักงานภูษามาลา จะใช้วิธีเก่าซึ่งเป็นไม้ล้มลุก หรือเปลื้องประกอบออกแล้วเชิญพระบรมโกศเปล่าๆ ไม่มีประกอบก็คงจะไม่น่าดู ไม่สมพระเกียรติยศของพระบรมศพ แต่เมื่อใช้วิธีเลื่อนพระบรมโกศ ซึ่งประกอบพระโกศทองใหญ่เข้าในพระมหาพิไชยราชรถ โดยที่ไม่ต้องใช้ผู้คนเข้าไปวุ่นวายจนเกินสมควร ประกอบกับเวลานั้น พระบรมวงศานุวงศ์หรืออาณาประชาราษฎร์ต่างก็อยู่ในความเศร้าโศก มีดวงตาจับต้องอยู่ที่พระบรมโกศจนแทบจะไม่หายใจก็ว่าได้ ซ้ำมาได้เห็นพระบรมโกศซึ่งประดิษฐาน อยู่บนเกริ่นซึ่งถูกเจ้าพนักงานขันช่อกว้านขึ้นอย่างช้าๆ ประดุจพระบรมโกศนั้น เลื่อนลอยขึ้นไปบนนภากาศโดยลำพัง จึงเป็นภาพที่จับตาจับใจ ชวนให้ทวีความเศร้าโศกขึ้นได้อีกเป็นอันมาก

          จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นที่ปรีชาสามารถแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

 
พระองค์ท่านกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 

          เมื่อปีวอก จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๗๔ พุทธศักราช ๒๓๕๕ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริว่า พระราชพิธีโสกันต์ เจ้าฟ้าได้ทำเป็นอย่างมีแบบแผนอยู่แล้ว แต่การพระราชพิธีลงสรงตั้งพระนามเจ้าฟ้า ยังหาได้ทำเป็นแบบอย่างลงไม่ พระราชประสงค์จะใคร่ทำไว้ให้เป็นพระเกียรติยศสืบไปเบื้องหน้า จึงทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ซึ่งในขณะนั้นเรียกว่า สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ และเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เป็นผู้บัญชาการตั้งพระราชพิธีลงสรงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการใหญ่ เฉลิมพระนามาภิธัยจารึกในพระสุบรรณบัฏว่า

          สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามกุฏสมมุติเทววงศ์พงศ์อิศวรกษัตริย์ขัตติยราชกุมาร ฯลฯ

          ครั้นปีกุน สัปดศก จุลศักราช ๑๑๗๗ พุทธศักราช ๒๓๕๘ พวกรามัญพากันอพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทางเมืองตาก เมืองอุทัยธานี เมืองกาญจนบุรี เจ้าเมืองกรมการมีใบบอกเข้ามาให้กราบบังคมทูล ได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คุมกองทัพและเสบียงอาหารไปรับครัวรามัญซึ่งเข้ามาเมืองกาญจนบุรี โปรดให้มีเรือตั้งเสด็จสามคู่ และตำรวจหอกแห่ เป็นพระเกียรติยศ

          ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ มีพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา นับโดยเรียงปี จึงดำรัสสั่งให้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เสด็จไปด้วย ครั้นเสด็จมาถึงกรุงเทพพระมหานครแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้ครัวรามัญเหล่านั้นขึ้นไปตั้งอยู่เมืองปทุมธานีบ้าง แขวงนนทบุรีบ้าง

          ถึงปีชวด อัฐศก จุลศักราช ๑๑๗๘ พุทธศักราช ๒๓๕๙ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุได้ ๑๓ พรรษานับโดยเรียงปี ครบกำหนดโสกันต์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มีพระบรมราชโองการ ดำรัสสั่งให้ตั้งพระราชพิธีโสกันต์เป็นการใหญ่ ทำเขาไกรลาสหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตรงประตูสุวรรณบริบาลเป็นที่สรงและทรงเครื่องเวลาบ่าย แห่มาทรงฟังพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทสามวัน

          รุ่งขึ้นวันศุกร์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เวลาเช้า แห่มาโสกันต์บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสร็จแล้วเสด็จไปสรงน้ำที่สระอโนดาต แล้วท่านอัครมหาเสนาบดีเสด็จขึ้นสู่พระมณฑปยอดเขาไกรลาส สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี รับที่สมมติพระอิศวรรับเสด็จ ทรงเครื่องต้นบนพระมณฑปยอดเขาไกรลาสเสร็จแล้ว แห่เวียนเขาไกรลาสสามรอบแล้วแห่กลับ เวลาบ่ายแห่มาประทับนั่งที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมวงศานุวงศ์และเข้าทูลละอองธุลีพระบาท พร้อมกันเวียนเทียนสมโภชวันนั้น เวลาหนึ่ง วันที่เจ็ดจึงแห่พระเกศาไปลอยตามราชประเพณี

          จากหนังสือเทศนาพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ถวายเทศน์ในพระราชกุศลฉลองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระบรมชนกมหาราชาธิราช พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วันเสาร์ เดือน ๘ ปีมะเมีย จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๔๔ พุทธศักราช ๒๔๕๒ ที่กล่าวมาแล้วนี้ จะแสดงให้เห็นว่า

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นที่วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และเป็นผู้ที่ใกล้ชิดสนิทสนมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่มาก แม้พระราชพงศาวดารซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้บางตอนก็แสดงให้ปรากฏชัดว่า สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นผู้จงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ เมื่อครอเฟิดเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ พระยาพระคลังได้ถามว่า ครอเฟิดมีประสงค์จะเข้าเฝ้าเจ้านายพระองค์ใดบ้าง ครอเฟิดสืบทราบความอยู่ก่อนแล้วว่าในเวลานั้น ผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ แบ่งกันเป็น ๒ พวก คือพวกหนึ่งนับถือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามกุฏฯ (หรือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นหัวหน้าในพวกนี้ แต่พวกหนึ่งนับถือพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งเป็นพวกเดียวกับพระยาพระคลัง ฯลฯ

          นอกจากนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในรัชกาล ต่อมา ได้ทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรสในสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ขึ้นเป็นพระวงศ์เธอกรมหมื่นมนตรีรักษา ก็ยังทรงพระมหากรุณาโปรดให้ประกาศพระเกียรติคุณโดยความว่า

          สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นพระโอรสในสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกีกรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และเป็นพระกนิษฐาธิบดีอันสนิทในกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนีด้วย แลสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้มีพระเดชพระคุณเป็นอุปการในพระองค์แต่ยังทรงพระเยาว์มา ด้วยอาการที่ควรนับว่าเป็นคุณต่าง ๆ ทรงระลึกถึงพระเดชพระคุณเป็นอันมาก ยังหาทรงลืมไม่ เพื่อจะทรงเชิดชูพระเกียรติยศสมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกี กรมสมเด็จพระศรีสุดารักษ์ และกรมสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์บรมราชชนนี และสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ให้ปรากฏไปในภายหน้า จึงทรงสถาปนาหม่อมเจ้าพยอม พระโอรสเป็นเจ้าต่างกรมดังกล่าวแล้ว ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระอารามที่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นทรงสถาปนาไว้ใหม่ว่า “วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร”

 
สิ้นพระชนม์
 
          ในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อปีมะเส็ง ตรีศก จุลศักราช ๑๑๘๓ พุทธศักราช ๒๓๖๔ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ประชวรพระยอดในพระศอ มีพระอาการประชวรต่อมาจนถึงวันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะเมีย จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๘๔ เวลาเช้า ๕ โมง ๔ บาท (ตรงกับวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๓๖๕) จึงสิ้นพระชนม์ รวมพระชันษา ๕๒ ปี

          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระเกียรติยศแด่ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นเอนกประการ นัยว่าได้พระราชทานพระโกศทองใหญ่ให้ทรงพระศพ ทั้งยังทรงโปรดให้สร้างพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ ณ ท้องสนามหลวงเมื่อ เดือน ๓ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เข้าใจว่า จะเป็นศกเดียวกันกับการสิ้นพระชนม์ หลังจากนั้นต่อมาอีก ๒ ปีเศษ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ก็เสด็จสวรรคตสิ้นรัชกาล

          ในรัชกาลที่ ๓ กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชศรัทธาทำการปฏิสังขรณ์อีก แต่จะทรงพระกรุณาปฏิสังขรณ์เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เพียงแต่พบหลักฐานในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ………. หน้า ๓๕๐ เรื่องการปฏิสังขรณ์และสร้างพระอารามความว่า

          “วัดเกาะแก้ว เป็นวัดของกรมหลวงพิทักษ์มนตรี บูรณะไว้ก่อนชำรุดไป ให้ซ่อมแซมและทำกุฏิสงฆ์ขึ้น”

.......................................................................................................................................................................................

หมายเหตุ : - ข้อมูลพระประวัตินี้ เป็นฉบับที่คัดลอกมาจากหนังสือที่จัดพิมพ์ในโอกาสต่างๆ ของวัดสัมพันธวงศ์
                     รวบรวมโดยพระบูรพาจารย์วัดสัมพันธวงศ์มาแต่อดีต ถือเป็นข้อมูลดั้งเดิมของทางวัด
                  ในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ได้มีการรวบรวมเพิ่มเติมเพื่อจัดพิมพ์ในหนังสือฉลองอายุวัฒนมงคลครบ ๑๐๐ ปี
                    ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
                    วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยพระมหาสำรวย นาควโร โดยอาศัยข้อมูลเดิมของวัดเป็นข้อมูล
                    หลัก เพิ่มเติมข้อมูลที่พบหลักฐานใหม่ และยังไม่ได้กล่าวถึงในข้อมูลข้างต้น
                  ในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ พระมหาสำรวย นาควโร ได้อาศัยข้อมูลจากการรวบในปี ๒๕๖๐ มาปรับปรุงอีกครั้ง
                    แล้วรวบรวมลงในเว็บไซต์ของวัดสัมพันธวงศ์ สามารถเข้าไปอ่านตามลิงค์นี้
                    พระประวัติ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าจุ้ย) ปรับปรุง ปี ๒๕๖๑
 
สถิติผู้เยี่ยมชมหน้านี้ จำนวน 65 ครั้ง
ปรับปรุงข้อมูลหน้านี้ครั้งล่าสุด 6/9/18 11:52