|
พูดถึงงานช่าง สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ก็ทรงมีความชำนาญไม่น้อยหน้าใคร สิ่ง ที่ปรากฏเป็นอนุสรณ์แสดงฝีพระหัตถ์ ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวไว้ก็คือ เกริ่นบันไดนาค อันเป็นที่สำหรับยกพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิไชยราชรถ หรือ ยกขึ้นประดิษฐานบนพระแท่นโดยมิต้องเปลื้องเครื่องประกอบ เกริ่นบันไดนาคนี้ ว่าเป็นความคิดของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงประดิษฐ์ขึ้น
เรื่องความเป็นมาของเกริ่นบันไดนาคนี้ เดิมก็ไม่สู้สนใจนัก เมื่อได้อ่านพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ และหนังสือซึ่ง ม.จ.จงจิตรถนอม ดิศกุล นิพนธ์ไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงพระศพ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอดิศัยสุริยาภา จึงทำให้สดุดใจระลึกถึงพระคุณของพระองค์ท่านผู้เป็นต้นคิดประดิษฐ์ขึ้น ตามธรรมดาเกริ่นบันไดนาคนี้ ก็ไม่ค่อยมีความหมายอะไรมากนัก เพราะนานปีทีครั้งจึงได้ใช้ เพราะตามปกติ ถ้าไม่ใช่งานพระราชพิธีใหญ่ ก็คงจะถูกเก็บไว้ที่โรงเก็บราชรถในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเท่านั้น ถ้ามีโอกาสผ่านเข้าชมก็จะแลเห็นตั้งทิ้งไว้อย่างไร้ความหมายและคุณค่า ครั้งถึงเวลาเป็นการเป็นงาน เกริ่นบันไดนาคจะเป็นกำลังสำคัญช่วยอำนวยความสะดวก ทุ่นแรงงาน เพิ่มความสง่างามในการปฏิบัติงานขึ้นอีกเป็นอันมาก แต่ก็หาผู้ที่จะทราบว่าเกริ่นบันไดนาคนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร
ฉะนั้น จึงขอฝากเรื่องนี้ไว้ เพื่อเป็นการเทอดทูลพระเกียรติคุณของพระองค์ท่าน ผู้ทรงประดิษฐ์สมบัติอันหาค่ามิได้ชิ้นนี้ไว้ให้แก่ประชาชนชาวไทย
ตามพระราชพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ กล่าวถึงเรื่องเกริ่นบันไดนาคนี้ว่า
ครั้งรุ่งขึ้น วันขึ้น ๗ ค่ำ เชิญพระบรมศพพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ ๑) จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทขึ้นพระยานุมาศสามลำคานพระยานุมาศนี้ทำใหม่สำหรับบรมศพมีภาพสองชั้น ปักพระมหาเศวตฉัตร ๙ ชั้น กั้นพระบรมโกศ แห่ออกประตูศรีสุนทรไปขึ้นมหาพิไชยราชรถ ที่ถนนสนามไชยหน้าวัดพระ เชตุพน ฯ แต่นั้นแห่เป็นกระบวนอย่างใหญ่ ชักถึงพระเมรุแล้ว เชิญพระบรมโกศลงจากพระมหาพิไชยราชรถ ทรงพระยานุมาศเข้าสู่พระเมรุด้านบุรพทิศ แห่เวียนพระเมรุโดยอุตราวัฏสามรอบ แล้วเชิญพระบรมโกศขึ้นบนเกริ่นบันไดนาค จึงเป็นแบบอย่างมาจนทุกวันนี้ ขันช่อกว้านเกริ่นเลื่อนขึ้นสู่บันไดนาคสุดแล้ว เจ้าพนักงานกรมภูษามาลา เลื่อนพระบรมโกศไปประดิษฐานเหนือเบญจาทอง ภายใต้พระมหาเศวตฉัตรในพระเมรุทอง
ส่วนนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล ทรงกล่าวถึงการพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยความตอนหนึ่งว่า
ตอนนี้พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาวงษาภรณภูสิตภูษามาลา เชิญพระบรมโกศขึ้นเกริ่นประทับบนพระมหาพิไชยราชรถ ท่านได้เคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านกลัวจะขลุกขลักเวลาขึ้นเกริ่น ท่านได้จุดธูปเทียนกราบบังคมทูลพระบรมศพ ขอเชิญเสด็จโดยง่าย การก็เป็นไปโดยเรียบร้อย เวลาเสด็จขึ้นเกริ่นนั้นเป็นท่าที่งามนัก เห็นภูษามาลา ถวายบังคม ๓ ครั้ง มือดุนพระบรมโกศเสด็จเข้าในราชรถ แล้วเคลื่อนกระบวน
จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งได้ทรงพระนิพนธ์พระราชพงศาวดารเกี่ยวด้วยการพระบรมศพรัชกาลที่ ๑ ยังทรงออกพระนามท่านผู้เป็นต้นคิดเกริ่นบันไดนาคไว้
ส่วนพระนิพนธ์ของ ม.จ.หญิงจงจิตรถนอม ดิศกุล พระธิดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นิพนธ์เกี่ยวกับการพระบรมศพของรัชกาลที่ ๕ ไม่ได้ทรงกล่าวถึงท่านผู้ต้นคิด แต่ก็ยังกล่าวถึงความสง่างามเวลาเสด็จขึ้นเกริ่นนั้น ด้วยข้อความสั้น ๆ แต่กินใจ เพราะสามัญสำนึกทั่ว ๆ ไปว่า ถ้าเจ้าพนักงานภูษามาลา จะใช้วิธีเก่าซึ่งเป็นไม้ล้มลุก หรือเปลื้องประกอบออกแล้วเชิญพระบรมโกศเปล่า ๆ ไม่มีประกอบก็คงจะไม่น่าดู ไม่สมพระเกียรติยศของพระบรมศพ แต่เมื่อใช้วิธีเลื่อนพระบรมโกศ ซึ่งประกอบพระโกศทองใหญ่เข้าในพระมหาพิไชยราชรถ โดยที่ไม่ต้องใช้ผู้คนเข้าไปวุ่นวายจนเกินสมควร ประกอบกับเวลานั้น พระบรมวงศานุวงศ์หรืออาณาประชาราษฎร์ต่างก็อยู่ในความเศร้าโศก มีดวงตาจับต้องอยู่ที่พระบรมโกศจนแทบจะไม่หายใจก็ว่าได้ ซ้ำมาได้เห็นพระบรมโกศซึ่งประดิษฐาน อยู่บนเกริ่นซึ่งถูกเจ้าพนักงานขันช่อกว้านขึ้นอย่างช้า ๆ ประดุจพระบรมโกศนั้น เลื่อนลอยขึ้นไปบนนภากาศโดยลำพัง จึงเป็นภาพที่จับตาจับใจ ชวนให้ทวีความเศร้าโศกขึ้นได้อีกเป็นอันมาก
จึงเป็นอันกล่าวได้ว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงเป็นนักประดิษฐ์คิดค้นที่ปรีชาสามารถแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ |