ประวัติศาสตร์ควรบันทึกไว้
สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิัทักษ์มนตรี
องค์บูรณะปฏิสังขรณ์วัดสัมพันธวงศ์
(รวบรวมจากเอกสารที่พบในอินเตอร์เน็ต)
.......................

ทรงคิดค้น "เกรินบันไดนาค" ประกอบพระเมรุมาศ สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในยุคแรก บ้านเมืองยังคงอยู่ในภาวะศึกสงคราม จึงมิได้สร้างพระเมรุมาศสูงใหญ่เทียบเท่าพระเมรุมาศสมัยกรุงศรีอยุธยาระหว่างรัชกาลที่ 1 - 4 พระเมรุมาศเริ่มเป็นทรงปราสาท พระเมรุมาศองค์แรกที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์คือ พระเมรุมาศถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเพื่อถวายพระเพลิงพระบรมอัฐิถวายพระราชบิดาหลังจากบ้านเมืองสงบศึก โดยทรงอนุสรณ์คำนึงว่า พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ในระหว่างภาวะสงครามโดยมิได้ประทับร่วมกัน และเพื่อสนองพระคุณ จึงมีพระราชดำริจะบำเพ็ญพระราชกุศลถวายและยังมีการจัดงานพระศพเจ้านายสำคัญหลายพระองค์คือ งานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ส่วนการพระราชพิธีในงาน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ยึดหลักอย่างประเพณีอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา เพื่อฟื้นฟูประเพณีให้กลับรุ่งเรืองสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชนและเป็นเกียรติยศแก่บ้านเมือง และยังมีการประดิษฐ์สิ่งใหม่ขึ้นคือ การประดิษฐ์เกรินบันไดนาค สำหรับเชิญพระโกศ คิดค้นโดย สมเด็จพระสัมธวงศ์เธอ จ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตร

เกริน คือ อุปกรณ์ที่ใช้อัญเชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นหรือลงราชรถ และพระเมรุมาศแทนการใช้นั่งร้านไม้ต่อยกสูงแบบสมัยโบราณ ซึ่งใช้กำลังคนยกขึ้นลง และมีความยากลำบากและไม่สะดวก เกรินมีลักษณะเป็นรางเลื่อนขึ้นลงด้วยกว้านหมุน โดยมีแท่นที่วางพระโกศเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายขึ้นหรือลง ลักษณะเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ขอบฐานแกะสลักลายปิดทองประดับกระจก ท้ายเกรินเป็นพื้นลดระดับลงมา ซึ่งเป็นที่สำหรับเจ้าพนักงานภูษามาลาขึ้นนั่งประคองพระโกศพระบรมศพ มีลักษณะคล้ายท้ายสำเภา ด้านข้างบุผ้าตาดทอง มีราวทั้ง ๒ ข้างตกแต่งเป็นรูปพญานาค จึงเรียกว่า เกรินบันไดนาค

.............................................................................

 

ทรงเป็นผู้บัญชาการพระราชพิธีลงสรงครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์

พิธีลงสรง เป็นพิธีเสมือนการเตรียมพระองค์พระราชกุมารให้สะอาดบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสิริมงคล และเป็นการสะเดาะเคราะห์ อันอาจจะพึงมีต่อพระราชกุมารในการพระราชพิธีรับตำแหน่งอันสูงศักดิ์ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีพระราชพิธีนี้ครั้งแรกในรัชกาลที่ 2 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎฯ เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ พระชนมายุได้ 9 พรรษา ถึงกำหนดรับพระสุพรรณบัฎเฉลิมพระนาม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริให้จัดขึ้นเมื่อปีวอก พ.ศ.2355 โดยทำเต็มตามตำราครั้งเดียวเท่านั้น

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงพระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ ปีชวด ฉศก จุลศักราช 1166 ซึ่งตรงกับวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชบิดา เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรโดยพระนามก่อนการมีพระราชพิธีลงสรงเฉลิมพระนามว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่"

เมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จขึ้นครองสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 2 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเข้ามาอยู่ภายในพระบรมมหาราชวัง จนกระทั่ง พ.ศ. 2355 เมื่อพระองค์มีพระชนมายุได้ 9 พรรษา จึงได้จัดการพระราชพิธีลงสรงเพื่อเฉลิมพระนามเจ้าฟ้าอย่างเป็นทางการ พระราชพิธีในครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชดำริว่า พระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าได้ทำเป็นอย่างมีแบบแผนอยู่แล้ว แต่การพระราชพิธีลงสรงตั้งพระนามเจ้าฟ้าครั้งกรุงศรีอยุธยายังหาได้ทำเป็นแบบอย่างลงไม่ รวมทั้ง ผู้ใหญ่ที่เคยเห็นพระราชพิธีดังกล่าวก็แก่ชราเกือบจะหมดตัวแล้ว เกรงว่าแบบแผนพระราชพิธีจะสูญไป พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให ้สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี และ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (บุญรอด) เป็นผู้บัญชาการพระราชพิธีลงสรงในครั้งนี้เพื่อเป็นแบบแผนของพระราชพิธีลงสรงสำหรับครั้งต่อไป พระราชพิธีในครั้งนี้จึงนับเป็นพระราชพิธีลงสรงครั้งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยทูลกระหม่อมฟ้าใหญ่ได้รับการเฉลิมพระนามตามพระสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมุติวงศ์ พงอิศวรกระษัตริย์ ขัติยราชกุมาร"

.............................................................................

 

เสด็จไปรับชาวมอญอพยพพร้อมเจ้าฟ้ามงกุฏ

ทุกวันนี้ ชนชาติมอญ ไม่มีอาณาเขตประเทศปกครองตนเอง เนื่องจากตกอยู่ในภาวะสงคราม และการแย่งชิงราชสมบัติกันเอง และการรุกรานของพม่า ชาวมอญอยู่อย่างแสนสาหัส ถูกกดขี่รีดไถ การเกณฑ์แรงงานก่อสร้าง ทำไร่นาหาเสบียงเพื่อการสงคราม และเกณฑ์เข้ากองทัพ โดยเฉพาะสงครามในปี พ.ศ. 2300 เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ที่คนมอญพ่ายแพ้แก่พม่าอย่างราบคาบ ชาวมอญส่วนหนึ่งจึงอพยพโยกย้ายเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในเมืองไทยหลายต่อหลายครั้ง เท่าที่มีการจดบันทึกเอาไว้รวมทั้งสิ้น 9 ครั้ง

ครั้งที่พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 เมื่อ มอญ ไม่พอใจที่ถูกพม่าเกณฑ์แรงงานก่อสร้างพระเจดีย์ ก่อกบฎที่เมืองเมาะตะมะ ถูกพม่าปราบ ต้องหนีเข้าไทยเป็นระลอกใหญ่มาก ราว 40,000 คนเศษ รัชกาลที่ 2 โปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎ (ต่อมาคือรัชกาลที่ 4) พระราชโอรส ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 11 พรรษา เป็นแม่ทัพคุมกำลังไพร่พลไปรับครอบครัวมอญ ที่ด่านเจดีย์สามองค์ เมืองกาญจนบุรี โดยมี สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี เป็นพระอภิบาล ครอบครัวมอญเหล่านี้มาตั้งรกรากที่สามโคก (ปทุมธานี) ปากเกร็ด และพระประแดง มอญที่อพยพเข้ามาครั้งนี้เรียกกันว่ามอญใหม่

.............................................................................

 

ทรงกำกับกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงวังเป็นหัวหน้าในราชการในสมัยรัชกาลที่ ๒

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เริ่มประชวรเมื่อเดือน ๘ แรม ๔ ค่ำ ปีวอป พ.ศ. ๒๓๖๗  แต่รู้สึกพระองค์ว่าเมื่อยมึนไป เสวยพระโอสถข้างที่ไม่ถูกโรค  เลยเกิดพระอาการเชื่อมซึมจนไม่สามารถจะตรัสได้แก้อย่างไรก็ไม่ฟื้น  ประชวรอยู่ ๘ วัน  ถึงวันพุธ เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ก็เสด็จสวรรคตไม่ได้ดำรัสสั่งมอบเวนราชสมบัติพระราชทานแก่เจ้านายพระองค์ใดให้เป็นที่รัชทายาท  พระราชวงศ์กับเสนาบดีหัวหน้าราชการทั้งปวงจึงต้องประชุมปรึกษากันตามธรรมเนียมโบราณ  ว่าจะควรเชิญเจ้านายพระองค์ใดขึ้นเสวยราชย์ครอบครองบ้านเมือง  ในเวลานั้นถ้าว่าตามนิตินับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานสมควรจะได้รับราชสมบัติ เพราะเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าราชโอรสองค์ใหญ่อันเกิดด้วยพระอัครมเหสี  แต่เผอิญในเวลานั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว)  ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่  เจริญพระชันษากว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึง ๑๗ ปี  ได้ทรงบังคับราชการต่างพระเนตรพระกรรณเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๒ ผู้คนยำเกรงนับถืออยู่โดยมาก  ที่ประชุมเห็นว่า ควรถวายราชสมบัติแก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทรบ้านเมืองจึงจะเรียบร้อยเป็นปกติ  จึงอาศัยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัทรงผนวชอยู่  ให้ไปทูลถามว่าจะทรงปรารถนาราชสมบัติหรือทรงผนวชต่อไป  ฝ่ายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบกิตติศัพท์อยู่แล้ว...ไปทูลปรึกษากรมหมื่นนุชิตชิโนรส พระปิตุลาซึ่งทรงผนวชอยู่  กับทั้งกรมหมื่นเดชอดิศร พระเชษฐาซึ่งทรงนับถือมาก  ทั้งสองพระองค์ ตรัสว่าไม่ใช่เวลาควรจะปรารถนา อย่าหวงราชสมบัติดีกว่า  เพราะฉะนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฟังคำถาม  จึงตรัสตอบว่ามีพระราชประสงค์จะทรงผนวชอยู่ต่อไป ก็เป็นอันสิ้นความลำบากในการที่จะถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

การที่ถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งนั้น  เมื่อพิจารณาในเรื่องพงศาวดารไม่น่าพิศวงด้วยในรัชกาลที่ ๒ นั้น  มีเจ้านายเป็นหลักราชการมาแต่แรก ๓ พระองค์  คือสมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์พระองค์ ๑  เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชาสมเด็จพระศรีสุริเยนพรมราชินีพระองค์ ๑
  และพระองค์เจ้าทับ พระเจ้าลูกยาเธอองค์ใหญ่ซึ่งสถาปนาเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระองค์ ๑  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดฯให้กรมพระราชวังบวรฯทรงกำกับราชการแผ่นดินต่างพระเนตรพระกรรณทั่วไป  โปรดฯใหเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงกำกับกระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงวัง  และโปรดฯให้กรมหมื่นเจษฎาบดินทรทรงกำกับกระทรวงพระคลัง  เป็นเช่นนั้นมา ๘ ปี  ถึงปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐ กรมพระราชวังบวรฯสวรรคต ต่อนั้นเจ้าฟ้ากรมหวงพิทักษ์มนตรีก็เป็นหัวหน้าในราชการ  ต่อมาอีก ๕ ปี ถึงปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๖๔ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีสิ้นพระชนม์  เหลือแต่กรมหมื่นเจษฎาบดินทรก็ได้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณต่อมาถึง ๓ ป

.............................................................................

 

ทรงประดิษฐ์ท่ารำ "ระบำดาวดึงส์" ์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒

เพลงประกอบลีลาของระบำ เรียกว่า "ระบำดาวดึงส์" บางทีเรียกว่า เพลงตับดาวดึงส์ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธฮ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ได้ประดิษฐ์ท่ารำขึ้น โดยเลียนท่าการทุบอกของมุสลิมนิกายเจ้าเซ็นให้ผสมผสานกับลีลาท่ารำของไทย ต่อมา สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระนิพนธ์บทร้องขึ้นใหม่ แล้วทรงบรรจุเพลงกำกับไว้ให้เป็นเพลงประกอบระบำ สำหรับละครดึกดำบรรพ์ของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์แสดงประกอบละครดึกดำบรรพ์ใหม่ ณ ตำบลบ้านหม้อ ในรัชกาลที่ ๕ บทร้องพรรณนาความงามของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ระบำชุดนี้ประกอบด้วยเพลงเหาะ เพลงตะเขิ่ง เพลงเจ้าเซ็น เพลงเร็ว

.............................................................................

 

ในสมัยรัชกาลที่ 2 เป็นยุคทองแห่งศิลปะการละคร

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่องต่อกันมาเป็นลำดับตั้งแต่ การละครต่างๆ ล้วนได้รับการสนับสนุนจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์สืบเนื่องต่อกันมาเป็นลำดับ

สมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญรุ่งเรือง เป็นยุคทองแห่งศิลปะการละคร มีนักปราชญ์ราชกวีที่ปรึกษา 3 ท่าน คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี และสุนทรภู่ มีบทละครในที่เกิดขึ้น ได้แก่ เรื่องอิเหนา ซึ่งวรรณคดีสโมสรยกย่องว่าเป็นยอดของบทละครรำ และเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนบทละครนอก ได้แก่ เรื่องไกรทอง คาวี ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง และมณี

.............................................................................

 

รูปแบบการแสดงละครผู้ชายที่สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน

ละครผู้ชาย เป็นละครของเจ้านายหรือขุนนาง ตลอดจนผู้มีบรรดาศักดิ์ต่างๆ ซึ่งต้องการที่จะนำเรื่อง ละครใน โดยเฉพาะเรื่อง อิเหนา มาจัดแสดงตามจารีตประเพณีที่เป็นข้อยึดถือปฏิบัติมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ละครในที่ใช้ผู้หญิงแสดงจะมีได้เฉพาะพระมหากษัตริย์เท่านั้น แม้แต่พระบรมวงศ์ ในระดับเจ้าฟ้า มหาอุปราช ก็มิสามารถมีขึ้นได้ ดังจะเห็นหลักฐานในพงศาวดารในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ให้หัดเด็กหญิงไว้แสดงละคร ความทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ทรงกริ้วและมีพระราชดำรัสห้ามเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร จึงต้องทรงเลิก ด้วยเหตุนี้ เจ้านายจึงทรงเลี่ยงจารีตประเพณี โดยการหัดผู้ชายให้เล่นละครใน เรื่องอิเหนา ซึ่งเป็นเรื่องที่มีตัวเอกเป็นเพียงเจ้าชาย เพื่อให้เหมาะสมกับพระฐานะซึ่งเรื่องรามเกียรติ์และอุณรุท ตัวเอกเป็นกษัตริย์

ประวัติของละครผู้ชาย เรื่อง อิเหนา นั้น มีหลักฐานว่า เกิดจากเจ้านาย ๓ พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงอิศรสุนทร ซึ่งต่อมาได้เฉลิงฉวัลยราชสมบัติขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชการที่ ๒ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ต้นราชสกุลเทพหัสดินทร์ และเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ต้นราชสกุลมนตรีกุล ทั้งสองพระองค์เป็นพระเจ้าหลานเธอในรัชกาลที่ ๑

ตัวละครที่เป็นตัวละครชั้นครู ในสำนักนี้มีชื่อกล่าวไว้ในหนังสือตำนานละครอิเหนาพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า

"นายทองอยู่" เป็นตัวอิเหนาละครเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ต่อมาได้เป็นที่ปรึกษาและเป็นผู้นำแบบอย่างวิธีรำของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีไปหัดละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ ครั้งถึงรัชกาลที่ ๓ ได้เป็นครูละครในที่ฝึกหัดกันขึ้นแทบทุกโรง นายทองอยู่ชำนาญทั้งแต่งกลอนและขับเสภาได้ดี จึงนับได้ว่านายทองอยู่เป็นครูเสภาด้วยอีกอย่างหนึ่ง

"นายรุ่ง" เป็นตัวนางเอกละครเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ต่อมาได้เป็นครูนางอย่างเดียวกับนายทองอยู่ เป็นครูยืนเครื่อง เป็นครูคู่กันมาแต่ในรัชกาลที่ ๒ จนรัชกาลที่ ๓ (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ.๓๓๗:๒๕๔๖)

นายทองอยู่ และนายรุ่ง ทั้งสองท่านนี้ ในหนังสือตำนานละครอิเหนาได้กล่าวว่า ท่านได้เป็นครูละครหลวง ในรัชกาลที่ ๒

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือเป็นยุคทองแห่งนาฏศิลป์ไทยด้วยเหตุที่พระองค์ท่านโปรดปรานการกวี และนาฏกรรมทุกแขนง ตั้งแต่เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ทรงมีละครผู้ชายในสังกัด ต่อมาเมื่อเสวยราชสมบัติ จังได้ตั้งคณะละครหลวง เพื่อประกอบพระอิสริยยศเป็นมหรสพสำหรับแผ่นดิน เป็นที่ยกย่องไปทั่วนานาประเทศราชทั้งปวง คณะละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ ได้ครูท่านสำคัญในคณะของเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ ซึ่งต่อมาตกทอดมรดกมาถึงเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชา ครูทองอยู่ ครูรุ่งนี้ได้เข้ามาเป็นครูละครหลวง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา เพื่อให้เหมาะสมกับวิธีการแสดง จึงพระราชนิพนธ์บทให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ครูทองอยู่ ครูรุ่ง ร่วมกันคิดกระบวนท่ารำให้เหมาะสมกับบทพระราชนิพนธ์ เมื่อติดขัดหรือควรปรับปรุงอย่างไร ก็นำขึ้นกราบบังคมทูล ทรงร่วมกันแก้ไขจนเป็นที่ยุติ จึงโปรดเกล้าฯ ให้หัดละครหลวงใช้แสดงเป็นแบบแผนสืบมา

ถึงแม้ว่าละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ จะมีชื่อเสียงมาก แต่ตามวังเจ้านาย บ้านข้าราชการผู้ใหญ่ก็น่าเชื่อว่าละครผู้ชายยังคงมีอยู่ ดังที่ปรากฎหลักฐานในรัชกาลต่อมา

บรรดาตัวละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ ที่เชื่อว่าเป็นศิลย์ของเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ครูทองอยู่ ครูรุ่ง ที่มีชื่อเสียงและได้เป็นครูละครหลวงใรรชกาลที่ ๔ ต่อมาคือ เจ้าจอมมารดาแย้ม (อิเหนา) คุณเอี่ยม (บุษบา) คุณมาลัย เป็นตัวย่าหรันและพระสังข์ ต่อมาได้เป็นท้าววรจันทร์ในรัชกาลที่ ๔ และเลื่อนเป็นท้าววรคณานันท์ในรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้อำนวยการละครหลวงในรัชกาลที่ ๔-๕ ครูขำ (เงาะ) คุณภ ู่(หนุมาน) คุณองุ่น (สีดา) และผู้อื่นอีกหลายท่าน สามารถหารายละเอียดได้จากหนังสือตำนานละครอิเหนา

เจ้าจอมมารดาแย้ม (อิเหนา) หรือคุณโตแย้ม นี้นับได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญยิ่ง ด้วยเหตุที่ท่านได้เป็นครูของศิลย์ที่มีชื่อเสียงยิ่ง คือ ท้าววรจันทร์ฯ หรือเจ้าจอมมารดาวาด (อิเหนา) ในรัชากลที่ ๔ เจ้าจอมมารดาเขียน (อิเหนา) ในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งต่อมาได้เป็นครูให้กับคณะละครวังสวนกุหลาบและมีศิลย์ที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ที่วางรากฐานการเรียนการสอน ตลอดจนรูปแบบการแสดง ตามแนวละครหลวงให้กับกรมศิลปากรต่อมาถึงปัจจุบัน คือ คุณครูลมุล  ยมะคุปต์ คุณครูน้อม  ประจายกฤต คุณครูเฉลย  ศุขวณิช และท่านผู้หญิงแผ้ว  สนิทวงศ์เสนี ดังนั้น จังเป็นหลักฐานได้ว่ารุปแบบละครหลวงที่ใช้ผู้หญิงแสดงของกรมศิลปากร ในปัจจุบันเป็นรูปแบบที่สืบทอดมาจากละครหลวงในรัชกาลที่ ๒ อย่างชัดเจน และเชื่อได้ว่า "ละครผู้ชาย" ซึ่งมีตัวละครที่เป็นครู คือ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ครูทองอยู่ ครูรุ่ง ซึ่งเป็นครูละครหลวงรัชกาลที่ ๒ ได้ถ่ายทอดกระบวนท่า วิธีแสดงให้ปรากฎอยู่ในละครหลวงสืบมาแต่ครั้งนั้นเช่นกัน

.............................................................................

 

ประวัติบุคคลสำคัญด้านดนตรี : หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (มนตรีกุล)

หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (มนตรีกุล) เป็นชาวบางกอกใหญ่ ธนบุรี เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีแรม 14 ค่ำ เดือน 9 ปีจอ ตรงกับวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2417 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นธิดาของม.ร.ว.ตาบ มนตรีกุล มารดาชื่อยิ้ม (สกุลเดิมศิริวันต์) สายราชสกุลมนตรีกุล ของหม่อมหลวงต่วนศรี เป็นสายที่มีความสามารถสูงในเชิงละครมาตั้งแต่ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้เป็นต้นราชสกุลนี้ หม่อมเจ้าแบน มนตรีกุล และ ม.ร.ว.ตาบ มนตรีกุล ซึ่งเป็นท่านปู่และท่านพ่อของหม่อมหลวงต่วนศรี ก็มีความรู้ความสามารถและสนใจปลูกฝังวิชาการละครตกทอดมาตามลำดับจนถึงหม่อมหลวงต่วนศรี ท่านจึงรอบรู้ทั้งในกระบวนรำและดนตรีตลอดจนการขับร้อง โดยเฉพาะจะเข้นั้นหม่อมหลวงต่วนศรี เล่นได้ดีมาก เมื่อท่านได้มาเป็นหม่อมของพระราชวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ นั้น ท่านได้เป็นศิษย์ของเจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 4 ซึงเป็นพระมารดาของสมเด็จในกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เจ้าจอมมารดาเขียนก็เป็นตัวละครเอกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นตัวเอก(เรียกกันเป็นสมญาว่า เขียนอิเหนา เขียนสังคามารตา) จึงได้มรดกการร่ายรำและเพลงการ ตกทอดมาอีกเป็นอันมาก ความรู้ของหม่อมหลวงต่วนศรี จึงมีอุดมสมบูรณ์ในเชิงละครทุกประการ เมื่อเสด็จในกรมพระนราฯ ทรงตั้งคณะละครนฤมิตรขึ้น ท่านก็เป็นกำลังสำคัญในการแต่งเพลงในละครร้องทุกเรื่อง บทละครนั้น เสด็จในกรมฯทรงนิพนธ์อย่างรวดเร็วและท่านก็บรรจุเพลงได้อย่างรวดเร็วทันท่วงทีด้วย เรียกว่าไวกันกันทั้งคู่ วิธีการนั้นคือ ท่านจะเป็นผู้ดีดจะเข้และร้องเพลงไปพร้อมกัน รวมทั้งคิดท่ารำตีบทให้เสร็จที่ขั้นชื่อมากคือเรื่องพระลอ ละครเรื่องแรกที่ท่านมีส่วนช่วยเหลือมากคือเรื่องอาหรับราตรี ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเรื่องเป็นละครหลวงนฤมิตร จนเมื่อเกิดเป็นโรงละครปรีดาลัยขึ้น ก็เรียกละครปรีดาลัย เพลงต่างๆ ในเรื่อง สาวเครือฟ้า ตุ๊กตายอดรัก พระเจ้าสีป๊อมินทร์ ขวดแก้วเจียรนัย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือของท่านทั้งสิ้น ความเป็นอัจฉริยะทางดนตรีของท่านเห็นได้จากการแต่งเพลงและบรรจุเพลงลงในละครแต่ละเรื่อง เพราะปรากฏว่า ท่านแต่งเพลงเร็วมากและมีลูกเล่นยักเยื้องแพรวพราว เพลงสำเนียงลาวต่างๆ ที่ท่านนำมาบรรจุลงในละครเรื่องพระลอนั้น จริงอยู่ของเก่าก็มีอยู่บ้างแล้วเหมือนกัน แต่ท่านสามารถเปลี่ยนทำนองจนเกิดเป็นเพลงแนวใหม่ขึ้นได้อย่างฉับไว คุณสมบัติข้อนี้จะเห็นได้จากละครเรื่องพระเจ้าสิป๊อมินทร์ อีกเรื่องหนึ่ง เพราะท่านให้กำเนิดเพลงสำเนียงพม่าขึ้นมาใหม่ มีชื่อแปลกๆถึงกว่า 50 เพลง อาทิ พม่าพ้อ พม่าวอน พม่าพิโรธ พม่าตังคียก พม่าพรึม พม่าเหเฮ พม่าละห้อย ฯลฯ มากมายสุดจะพรรณนา ท่านมีอายุยืนมาก และความจำดีจนวาระสุดท้ายเมื่อท่านอายุเกิน 90 ปี ยังนั่งดูละครโทรศัน์ของกรมศิลปากรบ่อยๆ ท่านสามารถติชมวิจารณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะถ้าเล่าเรื่องพระลอ แล้ว ท่านจะตั้งใจดูเป็นพิเศษ ถ้าเห็นผิดไปจากแนวเดิมของท่านก็แสดงความขุ่นข้องในใจทุกคราวไป ท่านมีโอรสและธิดา คือพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์และหม่อมเจ้าศิวากร วรวรรณ ท่านถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวาย เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2517 รวมอายุได้ 99 ปี 4 เดือน)

.............................................................................

 

วิวัฒนาการองค์ความรู้แห่งโหรสยาม

โหราศาสตร์หรือศาสตร์แห่งการทำนายอนาคตโดยใช้ ความสัมพันธ์ของตำแหน่งดวงดาว มาเป็นหลักใน การพยากรณ์นั้น  เข้ามาเผยแพร่ในสุวรรณภูมิแต่เมื่อใดนั้นยังไม่มีใครหาหลักฐานมาอ้างอิงได้ แต่ก็มีการหาหลักฐานคร่าวๆว่า มีหลักศิลาจารึกภาษาสันสฤตอักษรขอม มีการจารึกตำแหน่งดวงดาว ที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่า การผูกดวงนั้น ก็มีที่ปราสาทบันทายศรี ซึ่งก็มีอายุกาลมากว่า หนึ่งพันปีขึ้นไปแล้ว

การนับปีของไทย เช่น ปีชวด ฉลู ขาล เถาะ ฯลฯ หรือที่เราเรียกกันว่า ปีนักษัตร เป็นการนับปีทางระบบจันทรคติ เช่นเดียวกับระบบทางประเทศจีน  มีผู้รู้ทางภาษาศาสตร์บางท่านสันนิฐานว่าศัพท์พวกนี้เป็นภาษาเขมร  ส่วนการใช้ศักราชก็มีวิวัฒนาการไปหลายอย่าง เช่นมีการใช้มหาศักราชซึ่งรับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดีย หรือจุลศักราช ซึ่งสถาปนาขึ้นใน สมัยอาณาจักรพุกามของพม่า โดยพระเจ้าบุรพโสระหัน ซึ่งจุลศักราชนี้ไทยเรารับมาใช้

ในการคำนวณหาตำแหน่งของการโคจรของดาวพระเคราะห์ จากคัมภีร์พระสุริยยาตร์ ซึ่งคงได้รับมาใช้ในสมัยกรุงสุโขทัย ในรัชกาลที่ 5 คือพระเจ้าลือไทย แห่งราชวงศ์พระร่วง เพราะมีศิลาจารึก หลักที่ 4 ,5 และ 6 กล่าวไว้ว่า พระองค์ได้แตกฉานมีพระอัจฉริยภาพในการคำนวณคัมภีร์พระสุริยยาตร์ ถึงกับทรงเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งจากเดิม เราเปลี่ยนศักราชเมื่อ วันขึ้น 1 ค่ำเดือน อ้าย มาเป็น วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 โดยเริ่มใช้ ตั้งแต่ วันอาทิตย์ เดือน 5 ขึ้น 1ค่ำ ปีฉลู มหาศักราช 1283 ตรงกับวันที่ 7 มีนาคม พุทธศักราช 1904 ทางสุริยคติ ( สมัยนั้น ยังเรียกว่า 1905 เพราะแต่โบราณ นั้น นับตามปีขึ้นต้นจาก 1 ซึ่งต่างจากปัจจุบันที่ นับต้นพุทธศักราช จาก 0 ) นอกจากนี้พระองค์ยังทรงคิดเกณฑ์เลขที่เรียกว่า สรุปอัป อันเป็นการย่นย่อ ขั้นตอนการคำนวณ ลัด โดยที่เกณฑ์เลขหลักต่างๆ ยังคงเดิม  ยิ่งในส่วนเรื่องของคัมภีร์พยากรณ์นั้น ทรงนิพนธ์คัมภีร์จักรทีปนี และคัมภีร์ทักษสังคหปกรณ์ ซึ่งพระคัมภีร์ทั้ง 2 นี้ ทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นภาษาบาลี ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสืนทร์ นี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงแปลเป็นภาษาไทย และนิพนธ์เป็นแบบฉันทลักษณ์ คือ ตำราจักรทีปนีคำฉันท์ และลิลิตทักษาพยากรณ์  และเมื่อทรงกล่าวอ้างที่มาของตำรานี้ ทรงนิพนธ์เอาไว้ว่า " คัมภีร์โพ้นเร้นลี้ " ซึ่งทรงหมายถึงว่า ที่มานั้นเป็นที่รู้กันมา นานนมแล้ว จนกล่าวได้ว่าเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยไปแล้วก็ว่าได้...

...ในสมัยรัชกาลที่ 2 มีโหรสำคัญ 2 องค์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส งานนิพนธ์ของ พระองค์ท่านหลายชิ้นได้แสดงถึงพระอัจฉริยภาพทางวิชาโหรฯ อีกพระองค์หนึ่งคือ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระองค์นอกจากจะทรงเป็นปรมาจารย์ในการประดิษฐ์ท่ารำแล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง จักรทีปนีคำฉันท์ และลิลิตทักษาพยากรณ์ ซึ่งเหล่าผู้ศึกษาวิชาโหร ในรุ่นต่อๆมายังคงใช้ อ้างอิงกันจนถึงทุกวันนี้ ถึงกับมีพระนามอยู่ใน การกล่าวโองการไหว้ครูโหร จนถึงปัจจุบัน...

.............................................................................

 

กรมโหร

วิชาโหราศาสตร ์มีความเจริญรุ่งเรืองมาอีกยาวนาน  จากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เข้าสู่ยุคแห่งกรุงรัตนโกสินทร์อัน เป็นยุคที่วิชาโหราศาสตร์เฟื่องฟูมากกว่าครั้งสุโขทัย  ดังปรากฏหลักฐานในพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ ความว่า

" เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จเถริงถวัลย์ราชสมบัติแล้ว  ก็ทรงมีพระกระแสรับสั่งให้ขุนโลกประทีปเป็นพระโหราธิบดี  ให้การไชยโยคเป็นขุนโลกทีปโหราจารย์ประจำ "

ความอีกตอนหนึ่งกล่าวถึง " กรมโหร " ไว้ว่า " ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์   ตำแหน่งโหรประจำราชสำนักก็ยังมีอยู่ทั้งฝ่ายวังหน้าและวังหลัง  เรียกว่า " กรมโหร "  ดังที่กล่าวไว้ความทำเนียมว่าสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ผู้ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ขนาดเขียนตำราได้นั้นมีอยู่หลายท่าน  แต่ที่มีหลักฐานแน่ชัดได้ว่า "กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส" ซึ่งได้ทรงพระนิพนธ์ตำราจักร อันว่าด้วยลัคนาสภิตย์ในราศีต่าง ๆ และดวงที่อยู่ในราศีนั้น ๆ และสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี  ซึ่งเป็นพระอนุชาของสมเด็จพระศรีสุริยนทรานวมราชินี  ได้ทรงพระนิพนธ์ "ลิลิตทักษาพยากรย์"  ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓  อีกกลุ่มหนึ่ง   บรรดาโหราจารย์ต่างลงความเห็นว่าทรงพระนิพนธ์ขึ้นภายหลังตำราจักรทีปนี  เพื่อแก้ใขความคลาดเคลื่อนแห่งคำพยากรณ์  ของจักรทีปนีนั้นเอง ( บรรยง บุญฤทธิ์ , ๒๕๓๔ : ๑๖๔ - ๑๖๗ )

.............................................................................

 

...ถึงสมัยรัชกาลที่ 2 พม่าได้ยกกองทัพมาอีก คราวนี้ยกไปตีหัวเมืองปักษ์ใต้ถึงเมืองถลาง รัชกาลที่ 2 โปรดฯ ให้พระยาจ่าแสนยากร (บัว) คุมกองทัพล่วงหน้าลงไปก่อน ให้พระยาพลเทพลงมารักษาเมืองเพชรบุรีไว้ และโปรดฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิทักษ์มนตรีเสด็จไปคอยจัดการสั่งกองทัพอยู่ ณ เมืองเพชรบุรี กองทัพที่มาตั้ง ณ เมืองเพชรบุรีนี้ จากการรายงานของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีว่าทหารมีความประพฤติไม่ดี คือ ได้กักเรือบรรทุกข้าว น้ำตาลของชาวบ้านเก็บค่าผ่านทาง แม้แต่สินค้าพวกไม้ไผ่ เขาวัว ก็ไม่เว้น การกระทำดังกล่าวเป็นที่น่าอับอายขายหน้าแก่ชาวเมืองเพชรบุรียิ่งนัก สู้กองทัพที่ตั้งอยู่ที่เมืองราชบุรีไม่ได้ ทหารที่เมืองเพชรบุรีต่างคนต่างทำต่างคนต่างคิดมิได้สามัคคีกัน ทางฝ่ายพม่าได้เขียนหนังสือมาแขวนไว้ที่แดนเมืองตะนาวศรี เพื่อให้ไทยเลิกจับกุมพลลาดตระเวนของตน ไทยได้มีหนังสือตอบไปโดยนำไปแขวนไว้ที่ชายแดนเช่นกัน โดยให้พระยาพลสงครามแห่งเมืองเพชรบุรีเป็นผู้ตอบ...

.............................................................................


ไม้ดัด : ศิลปะสร้างสรรค์จากธรรมชาต

ความนิยมทำไม้ดัดขึ้นเป็นเครื่องชมเล่นในหมู่คนไทยนั้น สันนิษฐานว่าคงจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วกลับมาฟื้นตัวขึ้นใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ความนิยมยิ่งแพร่หลายกว้างขวางมากขึ้น ทั้งเจ้านาย ขุนนางข้าราชการ คหบดีและพระสงฆ์ ต่างก็นิยมเล่นและทำไม้ดัดตามแบบแผนครั้งกรุงเก่า ดังมีพระนามและนามผู้เล่นและทำไม้ดัดรายสำคัญ ๆ หลายราย เช่น กรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (จุ้ย) พระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต้นสกุลมนตรีกุล) กรมพระพิพิธ (พระองค์เจ้าชายพนมวัน กรมพระพิพิธภูเบนทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ต้นสกุล พนมวัน ณ อยุธยา) กรมพระพิทักษ์ (พระองค์เจ้าชายกุญชร กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหน้านภาลัย ต้นสกุล กุญชร ณ อยุธยา) พระด้วง (นายด้วง  ขุนท่องสื่อ) (นายช่วง  ไกรฤกษ์) ฯลฯ โดยเฉพาะขุนท่องสื่อนั้น เป็นผู้รวบรวมและรจนาตำราไม้ดัดตามแบบแผนแต่โบราณขึ้นใหม่ในช่วงรัชกาลที่ ๓ คือ “ตำราไม้ดัดฉบับขุนท่องสื่อ” ซึ่งเป็นแบบแผนไม้ดัดอันเป็นที่ยอมรับและเป็นมาตรฐานในการทำไม้ดัดในยุคต่อมาจวบ

 
.............................................................................
 
หมายเหตุ : สิ่งที่รวบรวมไว้นี้ ผู้ดูแลเว็บไซต์ของวัดสัมพันธวงศ์ได้ค้นหาเพิ่มเติมในอินเตอร์เน็ตจากประวัติที่เคยมีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นฉบับของทางวัด เมื่อค้นหาในอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม ได้พบข้อมูลรายละเอียดอื่น ๆ ปรากฏอยู่ในอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม จะรวบรวมเพิ่มเติมก็เข้าในประวัติ ก็เกรงว่าข้อมูลจะไม่สมบูรณ์ เพราะเราเป็นคนคราวหลัง จุดประสงค์เพียงต้องการให้ทราบเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติของพระองค์ท่าน จึงเพียงรวบรวมไว้เป็นส่วน ๆ ดั่งที่ปรากฏให้เห็น หากจะพึงมีข้อมูลใดผิดพลาดไป ผู้ดูแลเว็บไซต์ของวัดสัมพันธวงศ์ขอน้อมรับคำแนะนำ เพราะจุดประสงค์เพียงต้องการรวบรวมไว้ให้อ่านเพิ่มเติม เป็นการทำความรู้จักประวัติของพระองค์ท่านมากขึ้น สำหรับการอ้างอิงที่มาของข้อมูลนั้น ได้ใส่ลิงค์อ้างอิงไว้ตามหัวข้อนั้น ๆ ด้วยแล้ว