ฉบับที่ 2481 ปีที่ 48 ประจำวันอังคารที่ 7 พฤษภาคม 2545  

บทความ-สารคดี
โดย  จุลลดา ภักดีภูมินทร์

คลองบางกอกใหญ

คลองบางกอกใหญ่ หรือคลองบางหลวงนั้น นอกจากเชื้อสายทางพระชนนีในสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระบรมราชชนนีพันปีหลวงรัชกาลที่ ๓ จะเคยมีเคหสถานอยู่ที่นั่นแล้ว

เชื้อสาย สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินีในรัชกาลที่ ๒ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงรัชกาลที่ ๔ ก็เคยมีนิเวศสถานบ้านเรือนโรงแพที่นั่นเช่นกัน

ดังในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เรื่องประถมวงศ์ ทรงเล่าถึงพระอัยกา อัยกี (ตา-ยาย) ตอนหนึ่งว่า

 “ครั้นเมื่อแผ่นดินกรุงธนบุรีตั้งขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ เสดจเข้าไปประนีบัติราชการกรมพระศรีสุดารักษกับพระภัศดา แลพระโอรส พระธิดาก็ได้ตามเสดจเข้ามาตั้งนิเวศสฐานบ้านเรือนโรงแพงอยู่ตำบลกระดีจีน ที่นั่นบัดนี้เปนพระวิหารและหอไตรวัดกัลยานิมิตร แพลอยลงในคลองบางกอกใหญ่ตรงวัดโมลีโลกยข้ามข้างใต้” (สะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม)

กรมพระศรีสุดารักษ พระอัยกี (หรืออัยยิกา) คือ สมเด็จพระพี่นางพระองค์น้อยในรัชกาลที่ ๑ ทรงพระอิสริยยศ เป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ ส่วนพระภัสดาในพระราชนิพนธ์เรื่องเดียวกัน ทรงเล่าว่า

“สมเด็จพระศรีสุดารักษ นั้น เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาได้ พระภัศดา เปนบุตรที่ ๔ ของมหาเสรฐซึ่งเปนสืบเชื้อวงษลงมาแต่มหาเสนาบดีเมืองปกิ่ง แต่ครั้งแผ่นดินเจ้าปกิ่งเมงไท้โจ ซึ่งเปนปกิ่งที่สุดในวงษมิ้น (เหม็ง-จุลลดาฯ) (เมื่อ) เสียเมืองแก่พวกตาด (แมนจู-จุลลดาฯ) แล้ว ท่านเสนาบดีอื่นหลายนามไม่ยอมตัดผมมวยไว้หางเปียตามพวกตาด จึ่งได้หนีออกจากแผ่นดินจีนมาเมืองไทย บ้างสืบสกุลต่อมาเปนจีนอย่างเก่าไม่ไว้ผมเปีย พระภัศดาในกรมสมเดจพระศรีสุดารักษ นั้น มีนามว่า เจ้าข้าวเงิน มีพี่หญิงชื่อ ท่านนวม ๑ ท่านเอียง ๑ มีพี่ชายชื่อท่านทอง ๑ ได้ตั้งนิเวศน์สฐานอยู่ตำบลสนนตาล (ถนนตาล-จุลลดาฯ) เปนพานิชในกรุงศรีอยุธยามหานครพระมารดาของพระภัศดาใน กรมสมเดจพระศรีสุดารักษ นั้นเป็นน้องร่วมพระมารดากับภรรยาเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ว่าที่โกษาธิบดีในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระบรมธรรมิกมหาราชาธิราช”

 ‘เจ้าข้าว’ เข้าใจว่าแต่ก่อนมาเป็นคำใช้ เรียกคหบดีที่เป็นที่นับถือ แล้วเลือนเป็น ‘เจ้าขรัว’ เพราะในจดหมายเหตุบางฉบับเรียกว่า ‘เจ้าขรัวเงิน’

(มีบางท่านสันนิษฐานว่า เป็นคำเดียวกับ ‘เจ้าสัว’ หรือ ‘เจ๊สัว’ ซึ่ง ‘เจ๊’ ในที่นี้มิได้แปลว่า ‘พี่สาว’ อย่างที่เราเรียกกันว่า เจ๊นั่น เจ๊นี่ ทว่าเป็นภาษาจีนคำเดียวกับ เจ้า หากแต่สำเนียงผิดกัน จริงไม่จริงอย่างไรไม่ทราบได้)

‘สมเด็จพระบรมธรรมิกมหาราชาธิราช’ ในพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงว่า เป็นพระนามาภิไชย ของ พระเจ้าเอกทัศน์ ซึ่งทรงสันนิษฐานว่า พระเจ้าแผ่นดินราชวงศ์บ้านพลูหลวง นั้นทุกพระองค์มีพระนามาภิไธยขึ้นต้นว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี’ จนกระทั่งมาถึงพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด ซึ่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ พระราชทานราชสมบัติให้ ก็ใช้ว่า ‘สมเด็จพระรามาธิบดี’ แม้เมื่อถวายราชสมบัติแก่พระเจ้าเอกทัศน์ของเชษฐาธิราชแล้ว ก็ยังเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีฯ อยู่ พระเจ้าเอกทัศน์ หรือ ขุนหลวงสุริยามรินทร์ จึงทรงตั้งพระนามาภิไชย เป็น ‘สมเด็จพระบรมราชาธิราช’ เพราะสมเด็จพระรามาธิบดีฯ ยังมีพระองค์อยู่

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ ทรงตั้งเคหสถานเรือนโรงแพอยู่คลองบางกอกใหญ่ใกล้กับวัดโมลีโลกย์ แต่คงจะทรงบำเพ็ญพระกุศล และต่อมาก็ทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ ถึงรัชกาลที่ ๔ เมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์อีกครั้งหนึ่ง จึงพระราชทานนามว่า ‘วัดหงส์รัตนาราม’ มีสร้อยว่า ‘รัตนาราม’ หมายถึง ‘แก้ว’ เนื่องจาก สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ นั้น มีพระนามเดิมว่า ‘แก้ว’

ราชินิกุล รัชกาลที่ ๔ ทางสมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง (คือ สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๒) ฝ่ายพระชนนี (สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสุดารักษ์) ก็คือพระปฐมบรมราชวงศ์จักรี และราชสกุลทั้งหลาย

แต่ทางฝ่ายพระชนกคือเจ้าขรัวเงิน ถึงแม้มีพี่น้องท้องเดียวกัน ๔ ท่าน ทว่าไม่ปรากฏผู้สืบสายลงมาเป็นราชินิกุลรัชกาลที่ ๔

มีแต่ท่านมารดาของเจ้าขรัวเงินผู้เป็นน้องสาวร่วมบิดา มารดากับท่านผู้หญิงน้อย เอกภรรยาของเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) ตามที่ปรากฏอยู่ในพระราชนิพนธ์

ซึ่งลูกหลานของเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) กับ ท่านผู้หญิงน้อยแม้จะมิได้เป็นราชินิกุลในรัชกาลที่ ๔ แต่ก็นับเป็นเครือญาติที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

ท่านผู้หญิงน้อย ป้าของเจ้าขรัวเงิน มีบุตรธิดากับเจ้าพะยาชำนาญบริรักษ์ (อู่) หลายท่าน ในที่นี้จะเล่าแต่เฉพาะบุตรชายผู้เดียวที่ชื่อ ‘จันทร์’

นายจันทร์เป็นลูกพี่ลูกน้องที่สนิทกับเจ้าขรัวเงินมาก

ตอนปลายอยุธยา นายจันทร์รับราชการเป็นมหาดเล็กที่หลวงฤทธิ์นายเวร และได้สมรสกับบุนนาค ธิดาของพระยาวิชิตณรงค์

พระยาวิชิตณรงค์ มีน้องชายร่วมบิดา มารดาอยู่ผู้หนึ่งชื่อหนู ซึ่งก่อนเสียกรุงศรีอยุธยา ขณะรับราชการเป็นมหาดเล็กที่หลวงสิทธินายเวร โปรดฯ ให้ไปเป็นปลัดเมืองนครศรีธรรมราช

ก่อนเสียกรุงไม่นานนัก บังเอิญเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ต้องพระราชอาญา ถูกปลดเสียก่อน พอเสียกรุง หลวงนายสิทธิ (หนู) จึงตั้งตัวเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช ตั้งข้าราชการตำแหน่งต่างๆ อย่างเจ้าแผ่นดิน

หลวงฤทธิ์นายเวร หรือ หลวงนายฤทธิ์ จึงพาภรรยา ซึ่งเป็นหลานอาของพระเจ้านครศรีธรรมราชเวลานั้น หลบหนีไปพึ่งพาอาศัยที่เมืองนครฯ พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ก็ตั้งหลวงนายฤทธิ์เป็นวังหน้ามหาอุปราช เรียกกันว่า ‘อุปราชจันทร์’ บุนนาคผู้ภริยา ได้เป็นเจ้าครอกข้างใน คุณอำพัน ธิดาคนเดียวของอุปราชจันทร์ได้เป็นพระองค์เจ้า

เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว เจ้าขรัวเงิน และ สมเด็จฯ กรมพระศรีสุดารักษ์ ตระหนักในพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ว่า จะต้องเสด็จยกทัพไปปราบนครศรีธรรมราช เกรงว่าหลวงนายฤทธิ์จะพลอยตายไปกับพระเจ้านครฯ จึงลอบขึ้นไปพบหลวงนายฤทธิ์เกลี้ยกล่อมให้หนีลงมา สวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ยังไม่ทันเกลี้ยกล่อมได้สำเร็จ ก็พอดีมีเสียงเล่าลือกันขึ้นในเมืองนครฯ ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าขรัวเงินลงมาเกลี้ยกล่อมให้อุปราชจันทร์เป็นไส้ศึก เจ้รขรัวเงินเกรงตนเองและภรรยาจะมีอันตรายจึงรีบลงเรือกลับกรุงธนบุรี

มิช้ามินาน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็เสด็จยกทัพลงไปตีนครศรีธรรมราช ได้ชัยชนะ

แต่มิได้ทรงลงพระราชอาญา พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) และ อุปราชจันทร์

เนื่องจากทรงพระราชดำริว่า เมื่อกรุงศรีอยุธยาเมืองหลวงแตก ผู้มีกำลังต่างก็ตั้งตัวเป็นใหญ่ด้วยกันหลายก๊กหลายเหล่า (เรียกว่ามีสิทธิ ว่าอย่างนั้นเถิด) จะทรงกล่าวหาว่าพระเจ้านครฯ เป็นกบฏต่อพระองค์หาได้ไม่

จึงโปรดฯให้ตามเสด็จเข้ามารับราชการกรุงธนบุรีด้วยกันทั้งสองคน ส่วนเมืองนครฯ นั้น โปรดฯให้ พระเจ้าหลานเธอ เจ้านราสุริยวงศ์ เป็นพระเจ้านครฯ ครองเมืองอยู่ ๗ ปี ก็พิราลัย

เจ้านครฯ (หนู) และอุปราชจันทร์ เข้ามารับราชการรบทัพจับศึกถวาย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อย่างเข้มแข็งเป็นที่โปรดปราน จึงโปรดฯให้เจ้านคร (หนู) กลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราช เป็นพระเจ้านครฯ อย่างเดิม เกียรติยศเสมอเมืองประเทศราช

แต่อุปราชจันทร์ ซึ่งเวลานั้นได้เป็นที่ พระยาอินทรอัครราช ขอพระราชทานไม่กลับไปเมืองนครฯ ขอรับราชการอยู่ ณ กรุงธนบุรีต่อไป และได้ถวาย คุณอำพันธิดาเป็นพระสนมใน สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระองค์เจ้าหญิงพระองค์หนึ่ง คือ พระองค์เจ้าสำลีวรรณ

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และพระราชจักรีวงศ์แล้ว โปรดฯให้ยกเลิกฐานะเมืองนครฯ อย่างประเทศราช มีพระเจ้านครฯ ปกครอง กลับไปเป็นเหมือนครั้งอยุธยา มีเจ้าเมืองตำแหน่งเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ปกครอง

หลวงนายฤทธิ์ หรืออุปราชจันทร์ ลูกพี่ลูกน้อง ญาติสนิทของเจ้าขรัวเงิน พระชนก สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๒ นี้ ในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าพระยาสุรินทราชา (จันทร์) ไปเป็นเจ้าเมืองถลาง เป็นต้นสกุล ‘จันทโรจวงศ์’

พระองค์เจ้าสำลีวรรณ หลานตาของเจ้าพระยาสุรินทราชา ผู้นี้ เมื่อสิ้นพระราชวงศ์กรุงธนบุรีแล้วได้เป็นอัครชายาใน สมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ มหาเสนานุรักษ์ ‘วังหน้า’ ในรัชกาลที่ ๒

เป็นบรรพสตรี ราชสกุล ‘อิศรเสนา ณ อยุธยา’

.................................................................................................................
หมายเหตุ : การนำบทความเรื่องนี้มาแสดง เพื่อให้ได้รู้จัก "เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ" และ "เจ้าขรัวเงิน" พระมารดาและพระบิดาของ "สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี" ซึ่งปรากฏอยู่ในบทความเรื่อง "คลองบางกอกใหญ่" นี้