ทำเนียบเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
 

          รายนามพระอธิการและเจ้าอาวาสของวัดนี้ แต่โบราณกาลไม่ปรากฏว่าท่านผู้ใดเป็นเจ้าอาวาสมาแล้วกี่รูป เท่าที่สืบทราบและค้นคว้าจากหนังสือพระราชพงศาวดาร หนังสือทรงตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ และจากการบอกเล่าต่อ ๆ กันมา รวมความได้ว่า ภายหลังจากที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงสถาปนาปฏิสังขรณ์ใหม่ถวายเป็นพระอารามหลวงแล้ว มีเจ้าอาวาสครองวัดสืบมาถึงยุคปัจจุบันรวม ๑๑ รูป คือ

          - พระอธิการไพทูรย์

          - พระอธิการบุญมา

          - พระครูศรีธรรมาลังการ

          - พระธรรมติโลกาจารย์

          - พระครูปาน

          - พระเนกขัมมมุนี (คง)

          - พระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์)

          - พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล)

          - พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถระ)

          - พระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส)

          - เจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ.๙) : ปัจจุบัน

          ต่อไปนี้ จะได้นำประวัติของอดีตเจ้าอาวาสมากล่าวเท่าที่จะมีการบันทึกไว้ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงต่อไป

 
          เจ้าอาวาสรูปที่ ๑ - ๓
 

          ภายหลังจากที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงสถาปนาบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ถวายเป็นพระอารามหลวงแล้ว มีเจ้าอาวาสครองวัดสืบมาถึงยุคปัจจุบันรวม ๑๑ รูป โดย ๓ รูปแรก คือ

          ๑. พระอธิการไพฑูรย์

          ๒. พระอธิการบุญมา

          ๓. พระครูศรีธรรมาลังการ

          เจ้าอาวาสทั้ง ๓ รูปนี้ ไม่มีลายลักษณ์อักษรแน่ชัดว่าแต่ละท่านมีชาติภูมิอยู่ที่ไหน อุปสมบทเมื่อไร ในระหว่างที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส ได้ทำอะไรไว้บ้าง เพียงแต่เล่ากัน ต่อ ๆ มา ไม่อยู่ในชั้นที่พอจะถือเป็นหลักฐานได้ เพราะเป็นเรื่องในอดีตที่ขาดผู้รู้เห็นยืนยันให้แน่นอนไปได้

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๔ ยุคพระธรรมติโลกาจารย์ (อู่ เปรียญธรรม ๙ ประโยค)
 
          ยุคพระธรรมติโลกาจารย์ (อู่ เปรียญธรรม ๙ ประโยค) เป็นเจ้าอาวาสในรัชกาลที่ ๓ เดิมเป็นพระราชาคณะที่ "พระราชกระวี" อยู่วัดเกาะ คือ วัดสัมพันธวงศ์

          ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่ พระธรรมไตรโลก มีสำเนาทรงตั้งดังนี้ "ให้เลื่อนพระราชกระวี เป็น พระธรรมติโลกาจารย์ ญาณวิสารทนายก ติปิฎกธรา บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเกาะวรวิหาร พระอารามหลวง ทรงตั้ง วันพฤหัสบดี ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔"

          ในระหว่างที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ไม่มีหลักฐานที่ปรากฎว่าท่านได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามอะไรไว้บ้าง นอกจากการสอนพระปริยัติธรรม และเป็นพระอุปัชฌายาจารย์ โดยนัยกล่าวว่าท่านเป็นผู้ฉลาดสามารถใน พระปริยัติธรรมเป็นเปรียญ ๙ ประโยค ตามหนังสือทรงตั้งสมณศักดิ์พระราชาคณะผู้ใหญ่ พระนิพนธ์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมติอมรพันธ์ และพระนิพนธ์สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า

          "ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ทำการบูรณะสร้างพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์เทพวราราม ซึ่งค้างมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ จนสำเร็จแล้วโปรดให้สร้างพระอุโบสถการเปรียญ โดยโปรดให้กรมหมื่นพิทักษ์เทเวศร์ และเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา ควบคุมการก่อสร้างทั่วไป เสร็จแล้วพระราชทานนามว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม"

          ปีมะเมีย ฉอศก จุลศักราช ๑๑๙๖ พุทธศักราช ๒๓๗๗ ทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนา พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อู่) วัดเกาะแก้ว ไปครองวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นอันสิ้นยุคแห่งการเป็นเจ้าอาวาสของท่านแต่เพียงนี้ แต่ประวัติความเป็นไปของท่านเป็นที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวด้วยตำแหน่งสมณศักดิ์และกรณียกิจของท่านเป็นเหตุ จึงรวมมาพิมพ์ไว้เพื่อผู้ที่สนใจจะศึกษาชีวประวัติของท่านต่อไปด้วย

          พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อู่) เป็นอธิบดีสงฆ์องค์ปฐมของวัดสุทัศนเทพวราราม ถึงปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๘๖ จึงทรงเลื่อนให้เป็นพระพิมลธรรม คราวเดียวกับทรงตั้งสมเด็จพระสังฆราชนาค มีสำเนาทรงตั้งดังนี้

          "ให้พระธรรมไตรโลก เป็นพระพิมลธรรม อนัตญาณนายก ติปิฎกธรา มหาคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิตย์ในวัดสุทัศน์เทพวรารามอาวาสวรวิหาร พระอารามหลวง ทรงตั้งวันพุธ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๘๖"

          เมื่อสมเด็จพระสังฆราชนาค สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริจะสถาปนาพระพิมลธรรม (อู่) เป็นสมเด็จพระสังฆราช จนโปรดให้อารักษ์ร่างนามที่จะทรงแต่งตั้งอยู่แล้ว ลงศุภมัสดุกำหนดวันจะทรงตั้งเป็นวันอังคาร แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๓ แต่ประจวบเวลาทรงพระประชวรพระอาการมากจึงไม่ทรงตั้ง พอพ้นวันที่กำหนดจะทรงตั้งไปวันเดียว ก็สวรรคต พระราชดำริ ที่จะทรงตั้งตำแหน่งสมณศักดิ์ ดังนี้

          พระพิมลธรรม (อู่) วัดสุทัศน์ เป็น สมเด็จพระสังฆราช

          พระธรรมอุดม (เซ่ง) วัดอรุณ เป็น สมเด็จพระพนรัตน์

          พระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมลีโลก เป็น พระพิมลธรรม

          พระธรรมไตรโลก (จี่) วัดประยูรวงศ์ เป็น พระธรรมอุดม

          ในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ทรงตั้งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพน เป็นสมเด็จพระมหาสมณ และทรงพระกรุณาโปรดให้สถาปนาพระพิมลธรรม (อู่) เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ ตามสำเนาทรงตั้งดังนี้

          "ให้เลื่อนพระพิมลธรรม ขึ้นเป็น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ปริยัติวรสังฆาธิบดี ศรีสมนุตมาปรินายก ตรีปิฎกโกศล วิมลปรีชามหาอุตมคณฤศร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดสุทัศน์เทพวราราม วรวิหาร พระอารามหลวง มีนิตยภัตเดือนละ ๕ ตำลึง มีฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป"

          ข้อสังเกต สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ นี้ เป็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช แต่ก่อนนี้เป็นสมเด็จพระอริยวงศญาณ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้เป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ทรงตั้งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) เป็นปฐม แต่มิได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช อีกนัยหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า จะทรงสถาปนาพระพิมลธรรม (อู่) วัดสุทัศน์ เป็นสมเด็จพระสังฆราชในครั้งนั้น ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ จะโปรดให้จุดเทียนไชยในพระราชพิธี สำหรับการจุดเทียนไชยในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทราบว่าทรงพระกรุณาโปรดให้ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสทรงจุด ฉนั้น ตำแหน่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) จึงเป็นเพียงเจ้าคณะใหญ่ฝ่ายเหนือ มิได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช

          ข้อควรสนใจในลักษณะการพิธีมีเทียนไชย ซึ่งปรากฏตามพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินทร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ใจความว่า

          "ลักษณะการพิธีมีเทียนไชย เช่น มีพิธีตรุษ เป็นต้น ตามแบบโบราณ พระเจ้าแผ่นดินทรงจุดเอง สมเด็จพระสังฆราชเป็นแต่ผู้กำกับ (ทำนองจะมีหน้าที่บอกคาถาให้ทรงบริกรรม) แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดเทียนชะนวนและทรงอธิษฐาน แล้วให้สมเด็จพระสังฆราชทรงจุดเทียนไชย จะบัญญัติแต่รัชกาลไหนหาทราบไม่"

          อนึ่ง ในยุคที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) ครั้งเป็นพระราชกระวี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ หรือวัดเกาะ เคยเป็นแหล่งเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตน ของพวกมิชชั่นนารีอเมริกัน เป็นแห่งแรกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

          พวกมิชชั่นนารีดังกล่าวเข้ามาเมืองไทย เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๗๑ ได้นำหมอกุทซลาฟ์ฟ แพทย์ชาวเยอรมัน (คนไทยเรียกว่า หมอกิศลับ) พร้อมด้วยนายจาคอบ ทอมลิน (คนไทยเรียกว่าหมอตอมลิ้น) เข้ามาด้วย แต่หมอกิศลับมาอยู่เมืองไทยได้ ๒ ปี ก็เดินทางต่อไปยังเมืองจีน

          พวกฝรั่งนักสอนศาสนาดังกล่าวนี้ ได้มาเช่าบ้านไม้สัก ๒ ชั้นข้างวัดเกาะ ซึ่งเป็นบ้านของนายกลิ่น น้องชายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) เปิดเป็นคลีนิค เรียกว่า "โอสถศาลาวัดเกาะ" อันเป็นโรงหมอฝรั่งรุนแรกในเมืองไทย จุดประสงค์ก็เพื่อสอนศาสนาคริสต์ โดยการแจกยาและรับรักษาไข้เจ็บเป็นเครื่องจูงใจ แต่ก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าใดนัก เพราะคนไทยมั่นอยู่ในพระพุทธศาสนามาแต่บรรพบุรุษ แม้การรักษาโรคและการแจกยาฝรั่ง ก็เป็นของใหม่เกินไปสำหรับคนไทยในสมัยนั้น จึงปรากฏว่าเป็นที่ระแวงของพวกขุนนางไทยมาก ได้เคยมีขุนนางไทยผู้หนึ่ง เดินไปตรวจดูตามร้านหยิบขวดยามาจิบดู เพื่อให้แน่ใจว่า สิ่งที่อยู่ในขวดเล็กใหญ่ที่วางเรียงรายอยู่นั้น มิใช่เหล้าเถื่อนหรือน้ำตาลเมา นายกลิ่นเจ้าของร้านเอง ก็เคยไปเตือนให้ไปขออนุญาต จากเจ้าพระยาพระคลังเสียก่อน ด้วยเกรงว่าจะถูกทางการขับไล่โดยไม่รู้ตัว

          นอกจากนั้น มีผู้กล่าวกันว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงสร้างพระปรางค์ที่วัดนี้ ได้มีพระราชบัญชาให้เจ้าพนังงานขนซุงไม้สักมาเพื่อทำราก ทำเข็มเป็นอันมาก แต่ไม่ได้ทรงสร้างตามราชประสงค์ จะเป็นเพราะเหตุใดหาทราบไม่ ภายหลังต่อมา เมื่อพระวิเชียรกวี (ชื่น สิริมณฺโฑ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ยุคพระพินิจพินัย (แจ้ง ปิยสีโล) เป็นเจ้าอาวาส ทำการปฏิสังขรณ์ก่อสร้างพระอาราม ยังได้ขุดเอาซุงไม้สักเหล่านั้นมาใช้ได้บ้างหลายท่อน

          สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) ถึงมรณภาพในรัชกาลที่ ๔ เมื่อวันอังคาร เดือน ๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีมะเมียพ.ศ. ๒๔๐๑

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๕ ยุคพระครูปาน
 

          ยุคพระครูปาน เป็นเจ้าอาวาส เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระธรรมไตรโลกาจารย์ (อู่) ไปครองวัดสุทัศน์เทพวราราม ใน พ.ศ. ๒๓๗๗ พระครูปานได้เป็นเจ้าอาวาสครองวัดต่อมา ในฐานะที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับชาติภูมิ กรณียกิจ สมณศักดิ์ของท่านน่าจะปรากฏพิศดารกว่านี้ แต่กลับไม่ปรากฏเลย จะเป็นเพราะเหตุไรไม่มีผู้ใดทราบ แม้หลักฐานในพงศาวดารก็หาปรากฏให้เห็นแต่อย่างไรไม่ ทราบแต่เพียงว่าท่านเป็นเจ้าอาวาสครองวัดเกาะต่อมาจนสิ้นอายุของท่าน

          แต่เคราะห์ดีที่มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องด้วยโอสถศาลาวัดเกาะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจะกล่าวขึ้นลอย ๆ ไม่ระบุชัดว่าเป็นเรื่องยุคใดสมัยใด ใครเป็นเจ้าอาวาสหรือสมภารวัดเกาะในขณะนั้นก็ตาม แต่เผอิญวันเดือนปีไปใกล้เคียงกับยุคที่ท่านพระครูปานเป็นเจ้าอาวาสพอดี จึงอนุมานโดยคาดคะเนว่า เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างวัดเกาะกับโอสถศาลาวัดเกาะ เป็นเรื่องในสมัยของท่านแน่นอน ถึงกระนั้นก็ไม่มีผู้ใดจะยืนยันไปได้ว่าใช่หรือไม่ใช่ ขอท่านที่สนใจโปรดพิจารณาและติดตามถึงเรื่องราวที่จะกล่าวต่อไป

          ความว่าที่โอสถศาลาวัดเกาะ มักจะมีฝรั่งด้วยกันมาแวะเยี่ยมเยียนเสมอ วันหนึ่ง เป็นวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๓๗๘ มิสเตอร์ฮันเตอร์ (คนไทยนิยมเรียกว่านายหันแตร) พากับตันเวลเลอร์มาเยี่ยมโอสถศาลาวัดเกาะ ในขณะที่มิสเตอร์ฮันเตอร์คุยกับพวกมิชชันนารี่เพลินอยู่นั้น กัปตันเวลเลอร์นึกอย่างไรไม่ทราบ คว้าเอาปืนคู่มือเดินเข้าไปวัดเกาะ พอดีมีนกพิราบฝูงหนึ่งกำลังจับกลุ่มอยู่บนหลังคาพระอุโบสถ กัปตันเวลเลอร์เห็นเป็นโอกาสที่จะได้ทดลองความแม่นยำในการยิงปืนของตน จึงยกปืนประทับบ่าปล่อยกระสุนไปนัดหนึ่ง ถูกนกพิราบเคราะห์ร้ายล่วงลงมาดิ้นขาดใจตายอยู่ในบริเวณลานพระอุโบสถ

          ขณะนั้นพระสงฆ์กำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็นอยู่ เสียงปืนในวัดทำให้พระสงฆ์องค์เณร ตลอดถึงชาวบ้านใกล้เคียงซึ่งเข้าใจว่าคงจะไม่เคยได้ยินได้ฟังบ่อยนักตกใจพากันออกมาดูด้วย เมื่อทราบว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว พระสงฆ์จึงได้ว่ากล่าวตักเตือนกัปตันเวลเลอร์แต่โดยดี ว่านกที่อยู่ในวัด คนไทยถือ เพราะการฆ่าสัตว์ในวัดถือเป็นบาปหนัก ทั้งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามต่อปูชนียสถานอันศักดิ์ของพระศาสนาและของชาวพุทธด้วย ชะรอยว่าภาษาไทยที่พระพูดนั้น กัปตันเวลเลอร์คงจะฟังไม่ออกหรืออย่างไรก็เหลือเดา มิฉะนั้นก็อาจถือตัวว่า เป็นผู้มีอารยธรรม มีการศึกษาดี มีร่างกายใหญ่โตกว่า ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอาวุธอยู่ในมือ จึงไม่ยอมเชื่อฟัง พยายามเถียงและอ้างเหตุผลและสิทธิต่าง ๆ ด้วยภาษาของตน พระไทยก็คงจะฟังไม่รู้เรื่องเช่นกัน ครั้นมาได้เห็นกัปตันเวลเลอร์ดื้อดึงยกปืนขึ้นเล็ง ด้วยหมายจะยิงนกต่อไปอีก พระสงฆ์และชาวบ้านทั้งนั้นเห็นว่า พูดกันด้วยสันติวิธีไม่ได้ผล จึงลงมติให้ใช้อาญาวัดเพื่อยุติการข่มเหงน้ำใจและเหยียบย่ำลบหลู่ต่อสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวพุทธทุกคนเคารพสักการะเป็นอย่างสูง ผลจึงปรากฏว่าอาญาวัดชงัดนัก สามารถสกัดความดื้อรั้นของกัปตันเวลเลอร์ได้เป็นอย่างดี ถ้าพูดอย่างสมัยปัจจุบันพื้น ๆ เขาเรียกว่าคางเหลือง เพราะได้รับบาดเจ็บถึงสลบ แต่ไม่ถึงตาย ซ้ำปืนก็ถูกยึดเสียด้วย

          ฝ่าย มร.ฮันเตอร์ พอทราบเรื่องก็คว้าปืนคู่มืออีกกระบอกหนึ่งวิ่งเข้ามาในวัด หมายจะช่วยพวก แต่พอเห็นพระสงฆ์และชาวบ้านซึ่งยืนดูเหตุการณ์เหลืองอร่ามเต็มลานวัด จึงได้สติไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพียงแต่ต่อว่าด้วยคำพูดค่อยข้างยืดยาว ซึ่งเข้าใจว่าทั้งพระและชาวบ้านก็คงจะไม่เข้าใจความหมายอีกเช่นกัน หมอบรัดเลย์ (คนไทยเรียกว่าหมอปลัดเล) เล่าไว้ว่า ถ้า มร.ฮันเตอร์ มิได้เป็นผู้มีเจ้านายไทยในสมัยนั้นรู้จักกว้างขวางแล้ว คงถูกพระท่านขนาบหมอบไปอีกคนหนึ่ง ในฐานะบังอาจถือปืนเข้าไปจะช่วยพวกของตน ซึ่งกระทำผิดต่อสถานที่อันควรแก่การเคารพบูชาของพุทธศาสนิกชนอีกคนหนึ่งเป็นแน่

          เมื่อเรื่องนี้ทราบถึงท่านเจ้าอาวาส ท่านเห็นว่าการใช้อาญาวัดโดยไม่ได้รับอนุญาตจากท่านนั้นมีความผิด ทั้งการลงอาญาเช่นนั้น เป็นการผิดหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาด้วย เพราะพระศาสนาสอนให้เอาชนะคนไม่ดีด้วยความดี ชนะคนโหดร้ายด้วยเมตตา และสอนให้ระงับเวรด้วยการไม่จองเวร การที่กัปตันเวลเลอร์ถูกลงอาญาเช่นนั้น แม้ถือว่าได้รับผลกรรมสนองบาปที่เขากระทำลงไปแต่ก็เป็นการสนองที่ผิดหลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพราะรวดเร็วและหนักหน่วงเกินไป ผู้ที่ช่วยกันลงมือใช้อาญาวัดนั้น ก็ชื่อว่าได้ช่วยกันประกอบกรรมชั่วขึ้นในเขตปูชนียสถาน ผิดระเบียบและวินัยสงฆ์อย่างร้ายแรง สมควรจะได้รับผลสนองเช่นเดียวกัน ท่านจึงให้สอบสวนเอาตัวมาลงโทษ โดยให้นั่งผึ่งแดดเสียครึ่งวัน และออกประกาศห้ามมิให้พระสงฆ์ในวัดติดต่อพูดจากับฝรั่งอีกต่อไป

          พอเกิดเรื่องอันน่าสลดใจนี้ได้ไม่นาน นายกลิ่นเจ้าของบ้าน คงจะไม่พอใจที่ฝรั่งเข้าไปก้าวร้าวรุกรานทะเลาะวิวาทกับพระสงฆ์ถึงในวัด จึงไปขับไล่พวกมิชชันนารี่ให้ออกจากบ้านของตนไป ในวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๓๗๘ คือหลังจากเกิดเรื่องในวัดได้ ๗ วัน โดยอ้างว่าในหลวงจะเสด็จมาวัดเกาะ เมื่อทรงทราบเรื่องเข้าตนจะถูกลงพระราชอาญา พวกมิชชันนารี่จึงได้ย้ายออกไปจากบ้านนายกลิ่น เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ศกเดียวกัน เป็นอันว่า โอสถศาลาวัดเกาะซึ่งเป็นชนวนก่อเรื่องวุ่นวายในครั้งนั้น ก็พลันต้องสิ้นชื่อไปด้วย

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๖ ยุคพระเนกขัมมมุนี (คง)
 

          ยุคพระเนกขัมมมุนี (คง) เป็นเจ้าอาวาส เมื่อพระครูปาน เจ้าอาวาสมรณภาพลง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้พระครูไกสรวิลาส หรือพระเนกขัมมมุนี (คง) ในกาลต่อมา จากวัดสุทัศน์เทพวราราม มาเป็นเจ้าอาวาสครองวัดเกาะต่อไป

          ท่านเจ้าอาวาสรูปนี้ มีชาติภูมิอยู่บ้านดอนตะแบก จังหวัดปราจีนบุรี เกิดปีมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๒ พุทธศักราช ๒๓๕๔ เมื่อมีวัยสมควรแก่การศึกษาได้เข้ามาศึกษาอักษรสมัยในสำนักวัดสามจีน (วัดไตรมิตรวิทยาราม) ต่อมาได้บรรพชาเป็นสามเณร ศึกษาภาษาบาลีเบื้องต้นจากพระธรรมสังวร ต่อมาได้ศึกษากับพระธรรมไตรโลกาจารย์ (อู่) วัดสัมพันธวงศ์ อุปสมบทเมื่อปีเถาะ ตรีศก จุลศักราช ๑๑๙๓ พุทธศักราช ๒๓๗๔ ณ พัทธสีมา วัดเกาะแก้วลังการาม มีพระธรรมไตรโลกาจารย์ (อู่) เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบทแล้วเข้าสอบบาลีที่วัดพระเชตุพน เป็นเปรียญ ๔ ประโยค ได้รับพระราชทานพัดยศเปรียญพื้นแพรน้ำเงินลายทอง มีนิตยภัต (เข้าใจว่าเดือนละตำลึงกึ่ง)

          เมื่อทรงพระกรุณาโปรดให้ย้ายพระธรรมไตรโลกาจารย์ ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์ ฯ ท่านย้ายตามพระอุปัชฌาย์ไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ ฯ ด้วย เมื่อพระธรรมไตรโลกาจารย์ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพิมลธรรม ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระครูคู่สวดฐานานุกรมตำแหน่งพระคู่สวดที่ พระครูไกรสรวิลาส

          ต่อมา พระครูไกรสรวิลาส (คง) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เกิดความพอใจในการปฏิบัติธรรมวินัยฝ่ายธรรมยุติ จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำญัตติกรรมเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย พร้อมด้วยสหธรรมิกที่ร่วมใจใคร่จะปฏิบัติตาม รวม ๑๒ รูป มีพระบรมราชโองการโปรดให้พระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นผู้จัดการ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘ การทำญัตติกรรมครั้งนี้ ไปทำที่วัดบรมนิวาส มี พระกัสสโป พระราชาคณะรามัญนิกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมราภิรักขิต (เกิด) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาบุญ เปรียญ ๓ ประโยค วัดบรมนิวาสเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อญัตติกรรมเป็นธรรมยุตเรียบร้อยแล้ว ท่านกลับมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ตามปกติ ส่วนภิกษุที่ไม่ยินดีที่จะทำการญัตติกรรมร่วมกับท่าน ต่างพากันแยกย้ายไปอยู่วัดปทุมคงคาบ้าง วัดสามจีนบ้าง ลาสิกขาเสียบ้าง คงเหลืออยู่แต่ที่คณะของท่าน ภิกษุสามเณรวัดสัมพันธวงศ์ หรือวัดเกาะ จึงเป็นพระเณรในสังกัด ธรรมยุติกาสืบมาแต่ครั้งนั้น

          พระครูไกรสรวิลาส (คง) เป็นผู้มีศีลาจารวัตรสงบเรียบร้อย เคร่งครัดปฏิบัติธรรมวินัย เป็นเหตุนำความเลื่อมใสแก่ผู้ได้พบเห็น ในส่วนการบำเพ็ญปรัตถประโยชน์ตามสติกำลังความสามารถเท่าที่ท่านจะทำได้ เพราะอัธยาศัยส่วนตัวเป็นพระสมถะมักน้อย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์พระครูไกสรวิลาส (คง) ขึ้นเป็นพระราชคณะมีราชทินนามว่า "พระเนกขัมมมุนี"

          เป็นที่น่าเสียดายว่าการประพฤติพรหมจรรย์ของท่านไปไม่ได้ตลอด เพราะท่านมาปรารภถึงโรคาพาธ ซึ่งมาเบียดเบียนทำร่างกายของท่านให้ทุพพลภาพ ไม่สะดวกในการจะดำรงพรหมจรรย์ให้ยั่งยืนต่อไปได้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ลาสิกขา เมื่ออายุได้ ๕๙ ปี (ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๑๒๑๓ พุทธศักราช ๒๔๑๒) นับแต่ญัตติเป็นธรรมยุตมาได้ ๑๕ ปี

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๗ ยุคพระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์)
 

          ยุคพระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์) เป็นเจ้าอาวาส เมื่อพระเนกขัมมมุนี (คง) เจ้าอาวาส ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตลาสิกขาไปแล้ว พระครูธรรมภินันท์ (อิน) หรือพระปลัดอิน ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสครองวัดต่อมา

          ท่านพระครูธรรมาภินันท์ เกิดปีวอก อัฐศก จุลศักราช ๑๒๑๘ พุทธศักราช ๒๓๙๘ ที่บ้านตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่ออายุควรแก่การศึกษา ได้เข้ามาศึกษาเล่าเรียนอยู่กับพระเนกขัมมมุนี (คง) ครั้งอยู่วัดสุทัศน์ ต่อมาเมื่อพระเนกขัมมมุนี (คง) ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ท่านได้ติดตามมาอยู่ด้วย จนถึงปีมะโรง อัฏฐศก จุลศักราช ๑๒๑๘ พุทธศักราช ๒๓๙๘ อายุครบอุปสมบท (นัยว่าอายุได้ ๒๑ ปี) ได้อุปสมบทที่วัดสัมพันธวงศ์ ก่อนที่พระเนกขัมมมุนี (คง) ไปทำญัตติกรรมเป็นธรรมยุตได้ ๓ วัน

          เมื่อพระเนกขัมมมุนี (คง) ไปทำญัตติกรรมที่วัดบรมนิวาส ท่านได้ไปทำญัติกรรมร่วมด้วยรูปหนึ่ง เมื่อพรรษาอายุพอสมควร ได้รับแต่งตั้งเป็นฐานานุกรมของพระเนกขุมมมุนี (คง) ที่พระปลัด และได้เป็นเจ้าอาวาสครองวัดต่อมาดังกล่าวแล้ว ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ที่ พระครูธรรมาภินันท์ มีนิตยภัตเดือนละ ๒ ตำลึง ท่านเจ้าอาวาสมีอัธยาศัยอ่อนโยน ประพฤติปฏิบัติเรียบร้อยตามพระวินัยนิยม ไม่มีอาการสูงต่ำร้าวราน ท่านครองวัดด้วยความสงบเรียบร้อยต่อมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๒๖ อาพาธและถึงมรณภาพในปีนั้น อายุท่านได้ ๔๘ ปี พรรษา ๒๘ เป็นเจ้าอาวาสครองวัดสัมพันธวงศ์ได้ ๑๕ ปี

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๘ ยุคพระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล)
 

          ชาติกาลเกิดวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม พ.ศ. ๒๓๙๐ เป็นบุตรคนแรกของนายถี นางล้อม มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๗ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๔ เกิดที่ตำบลบ้านกระเทียม อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ได้อุปสมบทที่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ พระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเนกขัมมมุนี (คง) และพระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์

          เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้วเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ซึ่งคัดจากจดหมายเหตุราชกิจจารายวัน ความว่า

         "ทรงประเคนผ้าไตรสลับแพรและสัญญาบัตรที่พระครูธรรมาภินันท์ คงอยู่วัดเดิม นิตยภัต พระราชทานตาลปัตรพุดตาล บริขารเครื่องยศพร้อม ๑"

          ตอมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ ในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานสมณศักดิ์ ให้พระครูธรรมาภินันท์ (แจ้ง) เป็นพระราชาคณะ มีพระราชทินนามว่า "พระพินิตวินัย" พระราชทานนิตยภัตเดือนละ ๓ ตำลึง

          พ.ศ. ๒๔๕๘ พระพินิตวินัย เจ้าอาวาส อายุได้ ๗๐ ปี ชราภาพมากแล้วได้ทูลขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงโปรดให้พระมหาแจ่ม เปรียญ ๕ ประโยค วัดเทพศิรินทราวาส มาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส พระมหาแจ่มมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ได้พรรษาเดียว ก็ทูลลากลับวัดเทพศิรินทราวาส ภายหลังก็ลาสิกขา

          ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ท่านได้ทูลขอพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก ครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดให้ พระครูพุทธมนต์ปรีชา (เทศ นิทฺเทสโก) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งขณะนั้นยังโปรดให้ไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสอยู่ ย้ายกลับวัดบวรนิเวศวิหารก่อน แล้วจึงโปรดให้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ต่อไป

          พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๖๐ อายุได้ ๗๑ ปี พรรษา ๕๐ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๓๓ ปี

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๙ ยุคพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร)
 

          ยุคของพระมหารัชชมังคลาจารย์ ถือว่าเป็นยุคที่วัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) ได้เข้าสู่การพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ โดยมีรายระเอียดของประวัติของพระเดชพระคุณท่านได้รับการบันทึกไว้มากพอสมควร ถือว่า เป็นบูรพาจารย์ที่สำคัญมากรูปหนึ่งของวัดสัมพันธวงศ์ จึงจะจัดประวัติของท่านแยกไว้ต่างหาก คลิกที่นี่เพื่ออ่านโดยละเอียด

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๑๐ ยุคพระเทพปัญญามนุรี (เฉย ยโส)
 

          สกุล ธรรมพันธุ์ ชาติกาล ณ วันศุกร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะแม วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๘ บิดา นายสนธิ์ มารดา นางขาว ธรรมพันธุ์ เกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร)

          อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๔ ปี ที่วัดสร่างโศก อำเภอยโสธร เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๑ โดยมีพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (ทองพูน โสภโณ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาพุฒ ฐิตปญฺโญ เปรียญโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๔๖๖ ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ ขณะที่พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูวิบูลย์ศีลขันธ์ อยู่จำพรรษาที่วัดนี้ตลอดมาจนถึงวันมรณภาพ

          ในขณะที่เป็นพระลูกวัดท่านได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ปรับปรุงแผนการศึกษาทั้งแผนกบาลีและนักธรรม และต่อมาเป็นกรรมการสงฆ์ของวัด จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส

          เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ เช่นเดียวกัน ท่านได้รับภาระหน้าที่การงานต่าง ๆ สืบต่อจากอดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนตลอดมา

          ลุถึงวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เวลา ๒๑.๑๐ น. ท่านก็มรณภาพ ด้วยอาการอันสงบ ที่วัดสัมพันธวงศ์ รวมอายุได้ ๗๗ ปี พรรษา ๕๓ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๔ ปีเศษ

 
          เจ้าอาวาส รูปที่ ๑๑ ปัจจุบัน ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร)
 

          ยุคของเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ถือว่าเป็นยุคที่วัดสัมพันธวงศ์ (วัดเกาะ) ได้เข้าสู่การพัฒนาด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ต่อเนื่องจากเดิม โดยมีรายระเอียดของประวัติของเจ้าประคุณ สมเด็จฯ ได้รับการบันทึกไว้มากพอสมควร ถือว่า เป็นพระมหาเถระที่สำคัญมากรูปหนึ่งของวัดสัมพันธวงศ์และคณะสงฆ์ไทย จึงจัดประวัติของท่านแยกไว้ต่างหาก คลิกที่นี่เพื่ออ่านโดยละเอียด

.........................................................................................................................................................................................

ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด