ประวัติโดยสังเขป พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙
     
 

ชาติภูมิเบื้องต้น

        พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ สกุล วิทยานุกรณ์ ชาติกาล ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๒๙ บิดา หมื่นศิรินรา (อ่อง) มารดา นางศิรินรา (กรอง)

          เกิดที่ตำบลปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง มีน้องชาย-หญิง ร่วมบิดามารดา ๖ คน เป็นชาย ๑ คน หญิง ๕ คน

 

ชีวิตปฐมวัย - การศึกษา

          เบื้องต้นศึกษาอักขรสมัยอยู่กับบิดา ต่อมามีอายุพอสมควร คือประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๙ ถึง พ.ศ. ๒๔๔๐ ไปอยู่เรียนหนังสือกับพระครูสังฆการบูรพทิศ (เคลิ้ม) เจ้าอาวาสวัดสมมติเทพฐาปนาราม (วัดแหลมสน) ผู้เป็นลุง ถึง พ.ศ. ๒๔๔๑ มาอยู่วัดรังษีสุทธาวาส พระนคร กับพระภิกษุปานและพระภิกษุเฟื้อ ได้ระยะหนึ่ง ป่วยเป็นไข้จึงกลับไปอยู่บ้านที่อำเภอแกลง พ.ศ. ๒๔๔๒ เมื่อหายไข้แล้วได้เข้าเรียนหนังสือไทยและสอบไล่ได้ชั้นมูล ๑-๒-๓ ได้ ที่โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

          พ.ศ. ๒๔๔๓-๒๔๔๔ มาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร กับพระสุคุณคณาภรณ์ คือ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) ได้ศึกษาและสอบประโยคประถม ๑-๒-๓-๔ ได้ที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร

          พ.ศ. ๒๔๔๕ เรียนและสอบประโยค ๑ ได้ที่โรงเรียนสายสวลีภิรมย์ (โรงเลี้ยงเด็ก)

          พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๔๗ ไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทัศนเทพวราราม และสอบประโยค ๒ ได้ ที่โรงเรียนวัดราชบูรณะ เป็นอันจบการศึกษาในสมัยนี้

          ขณะที่อยู่วัดบวรนิเวศวิหารกับพระสุคุณคณาภรณ์ หรือเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ นั้น ท่านมีโอกาสได้เฝ้ารับใช้ในเจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสอยู่เสมอ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พิจารณาเห็นว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯลฯ ทรงพอพระหฤทัย จึงนำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กอยู่ในสำนัก ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์นั้น

          ครั้นจบการศึกษาอักขรสมัยแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระกรุณาโปรดให้ท่านเข้าทำงานในหน้าที่เลขานุการในพระองค์ ผู้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทั่วสังฆมณฑล ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นับว่าท่านทำการงานรับใช้พระศาสนามาตั้งแต่ยังมิได้อุปสมบท

          ระหว่างนั้น ท่านตั้งใจจะศึกษาวิชากฎหมาย ได้เตรียมตำราเรียนตลอดจนเครื่องแต่งกายไว้พร้อมแล้ว เผอิญเป็นไข้หวัด มีอาการมากจนอาเจียนเป็นโลหิต คิดว่าตัวจะต้องตาย แต่เมื่อค่อยทุเลา เกิดศรัทธาปรารถนาจะอุปสมบทเสียก่อนสัก ๓ พรรษา เมื่อลาสิกขาแล้วถึงจะเข้าเรียนกฎหมายตามที่ตั้งใจไว้ต่อไป

 

อุปสมบท - การศึกษา

          เมื่ออายุครบอุปสมบทแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงรับเป็นองค์อุปถัมภก โปรดจัดกาอุปสมบทให้ โดยพระองค์ทรงเป็นพระอุปัชฌายะ และทรงโปรดให้ เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระญาณวราภรณ์ เป็นพระกรรมวาจารย์ อุปสมบทกาลเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๙ ณ พัทธสีมาวัดบวรนิเวศวิหาร

          ในระยะแรกนั้น ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยตามธรรมเนียมของภิกษุใหม่ในสำนักของสมเด็จพระอุปัชฌาย์บ้าง ในสำนักของสมเด็จพระกรรมวาจาจารย์บ้าง เกิดความศรัทธาเลื่อมใสในทางปฏิบัติ ความตั้งใจที่จะลาสิกขาออกไปศึกษากฎหมายเพื่อความเจริญในทางโลกจางไป จึงสละตำรากฎหมายและเครื่องแต่งกายที่เตรียมไว้จนหมดสิ้น คิดว่าเมื่ออยู่ในหมู่คณะครบ ๕ พรรษา ใด้นิสัยมุตก์แล้ว จะกราบทูลลาสมเด็จพระอุปัชฌาย์ ออกจากหมู่แสวงหาที่สงบ เจริญสมณธรรมตามอัธยาศัยต่อไป

          แต่การมิได้เป็นไปตามที่ท่านคิด ทั้งนี้เนื่องมาจากพระโอวาทสมเด็จพระอุปัชฌาย์ ที่ทรงประทานแก่ พระมหาวัน วัดมกุฏกษัตริยาราม มีความเกี่ยวเนื่องคล้ายคลึงกับความนึกคิดและชีวิตของท่าน เมื่อใคร่ครวญไป ทำให้ต้องคำนึงถึงตัว ถึงความเป็นอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น และอะไรต่ออะไรอีกหลายเรื่อง ที่สุดความที่ตั้งใจไว้ก็เป็นอันต้องระงับไปอีก ปลงใจว่าจะทำไปตามอำนาจแห่งเหตุ จึงยอมรับตำแหน่งฐานานุกรม ช่วยทำการงานของหมู่คณะ ตั้งใจศึกษาพระปริยัติธรรมจนแปลหนังสือได้ แต่ก็ไม่มุ่งหมายที่จะเข้าสอบเอาประโยคประธาน เพราะต้องการแต่เพียงศึกษาเพื่อคุ้มตัว และพอรับใช้ในหมู่คณะให้สมกับเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น

          เมื่อพรรษา ๙ ทรงโปรดให้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

          ในเวลาต่อมาต่อมา ได้ทรงโปรดให้ย้ายกลับมาอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร ด้วยทรงมีพระประสงค์จะส่งมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ตามที่พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ สมัยนั้นทูลขอ ตามความละเอียดในพระมหาสมณลิขิต ที่ ๑๙/๑๐๐ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๔๙

          หน้าที่การงานเมื่อมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อย้ายจากวัดบวรนิเวศวิหาร มาอยู่เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในระยะแรกได้ทำหน้าที่สอนนักธรรมชั้นตรี - โท - เอก ตลอดจนสอนบาลีไวยากรณ์และแปลธรรมบทเบื้องต้น นอกจากนั้นได้จัดตั้งโรงเรียนราตรีสัมพันธวงศ์ สอนภาษาอังกฤษแก่เด็ก ๆ เป็นวิทยาทานด้วย

          พ.ศ. ๒๔๖๐ พระพินิตวินัย เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ มรณภาพ ได้จัดการบำเพ็ญกุศล และขอพระราชทานเพลิงศพตามประเพณี ทรงโปรดให้เป็นเจ้าอาวาสวัดครองวัดสัมพันธวงศ์ ตั้งแต่ศกนี้เป็นต้นมาจนถึงมรณภาพ เป็นเวลา ๕๐ ปี

          การปกครองในวัด ได้จัดในรูปกรรมการโดยมีท่านเป็นประธานกรรมการ นอกจากนั้นได้ตั้งเจ้าคณะ เจ้ากุฎี เจ้าหน้าที่ทำกิจสงฆ์ เจ้าหน้าที่การศึกษา ช่วยบริหารกิจการงานภายในวัด เป็นการฝึกหัดให้รู้จักทำหน้าที่ต่าง ๆ กันตามภูมิชั้นและความสามารถ

          การศึกษาในวัด ท่านได้จัดการฟื้นฟูทั้งนักธรรมและบาลี จนมีเปรียญประโยคสูงเกิดขึ้นมาก นอกจากนั้น ได้จัดหลักสูตรสวดมนต์ให้ภิกษุสามเณรที่มาอยู่ใหม่ได้ท่องบ่นทรงจำ แล้วทำการสอบเดี่ยวสอบหมู่ให้ได้เสียก่อน จึงรับเข้าเป็นภิกษุสามเณรในวัด ได้จัดให้ภิกษุสามเณรตั้งแต่พระเถระจนถึงนวกะ หัดเทศน์ปฏิภาณ เมื่อเวลาทำวัตรเย็นแล้ววันละรูปตามลำดับ หลังจากนั้นได้จัดให้มีการปฏิบัติ คือเจริญสมถกัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐาน วันละประมาณ ๒๐ - ๓๐ นาที เป็นอย่างน้อย

 

สาธารณูปการภายใน

          นับแต่ท่านเป็นเจ้าอาวาส มีอำนาจปกครองวัดโดยเด็ดขาด ท่านก็ได้พยายามปรับปรุงบูรณะปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุในวัดโดยลำดับมา นับแต่สร้างกำแพงวัด สร้างกุฎี สร้างหอประชุม ห้องสมุด และที่สุดคือพระอุโบสถหลังใหม่ซึ่งนับเป็นมหาปูชนียสถานที่ใหญ่โตกว้างขวาง ที่แปลกกว่าพระอุโบสถหลังอื่น ๆ คือทำเป็นสามชั้น นับเป็นพระอุโบสถหลังแรกที่เกิดมีขึ้นในประเทศไทย แม้จะยังก่อสร้างไม่สำเร็จเรียบร้อย แต่ท่านก็ได้วางรากฐานแนวทางไว้ให้ผู้อยู่ภายหลังได้ช่วยกันสร้างต่อไปอย่างสะดวกสบาย เพราะผลประโยชน์รายได้ที่ท่านได้อุตส่าห์พยายามสร้างสมไว้ให้เป็นสมบัติของวัด จัดอยู่ในขั้นที่มั่นคงพอสมควร

การเผยแผ่

          ท่านได้ช่วยเหลือการคณะโดยจัดส่งพระเถระที่อยู่ในสำนักนี้ ออกไปเป็นผู้ปกครองวัดต่าง ๆ ในตำแหน่งปกครองของท่านบ้าง ที่อื่นๆ บ้าง หลายวัดหลายจังหวัดด้วยกัน โดยเฉพาะจังหวัดระยอง ท่านได้เป็นกำลังช่วยเหลือสนับสนุน ให้ได้สร้างวัดธรรมยุตขึ้นหลายวัด ถึงปัจจุบันมีจำนวน ๙ วัด คือ

          ๑. วัดจุฬามุนี ต.บ้านแลง อ.เมือง จ.ระยอง

          ๒. วัดตรีรัตนาราม ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง

          ๓. วัดสนามรัตนาวาส ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง

          ๔. วัดสารนารถธรรมาราม ต.ทางเกวียน อ.แกลง จ.ระยอง

          ๕. วัดสามัคคีคุณาวาส ต.นาตาขวัญ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง

          ๖. วัดวโนภาสสถิตย์พร ต.แกลง อ.เมือง จ.ระยอง

          ๗. วัดสโมสรวิปัสสนา เปลี่ยนชื่อเป็น วัดคีรีภาวนาราม ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง

          ๘. วัดโสภณวราราม ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง

          ๙. วัดคีรีมงคล เปลี่ยนชื่อเป็นวัดมงคลสามัคคีธัมโมทัย ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง

 

ตำแหน่งหน้าที่

          พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส

          พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

          พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

          พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็นผู้ช่วยตรวจการคณะสงฆ์มณฑลพายัพและมณฑลมหาราช

          พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นรองเจ้าคณะมณฑลภูเก็ต

          พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นเจ้าคณะอำเภอสัมพันธวงศ์-บางรัก

          พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดธนบุรี-นนทบุรี-ปทุมธานี

          พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นสมาชิกสังฆสภา

          พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี-นนทบุรี-ปทุมธานี (ธรรมยุต)

          พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

          พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นกรรมการที่ปรึกษาศาสนสมบัต

หน้าที่พิเศษ

          พ.ศ. ๒๔๔๘ เป็นเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า (ได้ทำหน้าที่เลขานุการในพระองค์นี้ก่อนอุปสมบทเมื่ออุปสมบทแล้วคงทำต่อมาอีกหลายศก) เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นเลขานุการมหาเถรสมาคม เป็นกรรมการฝึกอบรมพระนวกะในวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้ฝึกพระเปรียญบางรูปให้ทำหน้าที่เลขานุการในพระองค์

          พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นกรรมการสงฆ์วัดบวรนิเวศวิหาร

          พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นเลขานุการพิเศษ ในการสอบธรรมสนามหลวง

          พ.ศ. ๒๔๕๖ เป็นเลขานุการพิเศษ ตามเสด็จตรวจการคณะสงฆ์มณฑลนครสวรรค์เป็นกรรมการสงฆ์รับกระแสพระดำรัสพิเศษ ไปพิจารณาวินิจฉัยอธิกรณ์ที่มณฑลนครสวรรค์

          พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นเลขานุการพิเศษ ตามเสด็จตรวจการคระสงฆ์มณฑลอยุธยา

          พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นกรรมการสงฆ์รับกระแสพระดำรัส ไปตรวจสอบปูชนียสถานโบราณวัตถุที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดเพชรบุรี เป็นเลขานุการพิเศษ ตามเสด็จตรวจการคณะสงฆ์มณฑลพิษณุโลก

          พ.ศ. ๒๔๖๒ เป็นเลขานุการพิเศษ เรียบเรียบรายงานตรวจการคณะสงฆ์ และรายงานการสอบธรรมสนามหลวงในมณฑลพายัพ และมณฑลมหาราช

          พ.ศ. ๒๔๗๒ เป็นกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย

          พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นกรรมการเถรสมาคมธรรมยุตประเภทประจำ

          พ.ศ. ๒๔๗๖-๒๔๘๙ เป็นรองประธานกรรมการเถรสมาคมธรรมยุตเป็นประธานกรรมการออกหนังสือวารสารธรรมจักษุตอนหลัง เล่มที่ ๑๙ เป็นพระอุปัชฌายะคณะธรรมยุต ประเภทวิสามัญ

          พ.ศ. ๒๔๗๘ ตามเสด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ไปดูการพระศาสนาในต่างประเทศมี ปีนัง ลังกา และอินเดีย พม่า ไปดูการพระศาสนาในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศพม่า และประเทศกัมพูชาเป็นการส่วนตัว

          พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๗ เป็นประธานกรรมการคณะธรรมยุตประจำปี

          พ.ศ. ๒๔๙๙ นั่งหัตถบาสฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙) เนื่องในคราวทรงผนวช

สาธารณูปการอื่นๆ

          - เป็นผู้สนับสนุนการสร้างวัด สร้างอุโบสถวัดเนรัญชราราม เพชรบุรี

          - เป็นประธานกรรมการรื้อย้าย และสร้างวัดธาตุทอง พระนคร

          - เป็นผู้ริเริ่มสร้างวัดธรรมยุตบางวัด และช่วยเหลือการสร้างวัดธรรมยุตบางวัดในจังหวัดระยอง

          - เป็นประธานกรรมการสร้างมหาอุโบสถวัดสารนารถธรรมาราม ระยอง

          - เป็นกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายบรรพชิต ในการบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร

          - เป็นผู้สนับสนุนช่วยเหลือการสร้างวัดธรรมมงคลปุณณวิถี พระนคร

          - สร้างถังเก็บน้ำฝน-หอไตร-หอปริยัติธรรม-เตาเผาศพ ที่วัดตะเคียนงาม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

          - สร้างถังเก็บน้ำฝน-หอไตร-ถนน-เขื่อนหิน- ที่วัดสมมติเทพฐาปนาราม ปากน้ำประแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ฯลฯ

ลำดับสมณศักดิ์

          ครั้งอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

          พ.ศ. ๒๔๕๑ เป็นพระครูสมุห์

          พ.ศ. ๒๔๕๔ เป็นพระครูอเนกสาวัน

          พ.ศ. ๒๔๕๖ เป็นพระครูวินัยธรรมฐานานุกรมในสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสทั้ง ๓ ตำแหน่ง

          พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูพุทธมนต์ปรีชา"

          เมื่อมาอยู่วัดสัมพันธวงศ

          พ.ศ. ๒๔๖๐ เป็นพระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงที่ "พระครูวิบูลศีลย์ขันธ์"

          พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นพระราชาคณะสามัญที่ "พระเนกขัมมมุนี"

          พ.ศ. ๒๔๗๔ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่
          "พระรัชชมงคลมุนี พรหมจารีพรตนิวิฏฐ์กฤยาทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"

          พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพในราชทินนนามเดิม

          พ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมในราชทินนนามเดิม

          พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นพระราชาคณะเทียบรองสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนนามตามสัญญาบัตรว่า
          "พระมหารัชชมังคลาจารย์ วิมลญาณอุดม พรหมจารีพรตนิวิฏฐ์ สาสนพิพิธคุณาภรณ์ ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"

          พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนนามตามจารึกในหิรัณยบัฏว่า
          "พระมหารัชชมังคลาจารย์ วิมลญาณอุดม พรหมจารีพรตนิวิฏฐ์ พุทธศาสนกฤตยาทร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม
          คามวาสี"

ปัจฉิมสมัย

          พ.ศ. ๒๕๐๗ สุขภาพร่างกายเริ่มทรุดโทรม แต่คงไปไหนมาไหนได้ตามปกติ วันหนึ่งท่านมีกิจธุระผ่านมาทางวัดเบญจมบพิตร จึงแวะลงชมเสาพระอุโบสถ เกิดมีอาการวิงเวียนหน้ามืด ทำให้ซวนเซจะล้ม แต่ท่านก็ยังมีสติพยายามยื่นนิ่งและนำยาหอมอินทรโอสถที่อยู่ในย่ามออกมาฉัน อาการค่อยดีขึ้นจึงกลับวัด นับแต่ครั้งนั้นมาอาการจุกเสียดแน่นหน้าอก มักจะมีอยู่เสมอ แต่นาน ๆ ครั้ง นอกจากนั้นปัสสาวะมักจะมีโลหิตปนออกมาเสมอ ใสบ้าง ขุ่นบ้าง ไม่แน่นอน ก่อนเดือนมิถุนายน ได้รับการแนะนำจากศิษย์บ้าง จากผู้เคารพนับถือท่านบ้าง ขอร้องให้ท่านพักผ่อนเพื่อรักษาตัว ท่านจึงเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสงฆ์ระยะหนึ่ง แต่ท่านบอกว่าอยากกลับมาอยู่วัด เพราะอยู่ที่โรงพยาบาลแทนที่จะได้พักผ่อน กลับต้องนั่งสนทนากับผู้ที่ไปเยี่ยมมากกว่าอยู่ที่วัด เมื่อกลับมาอยู่ที่วัดแล้ว ได้เชิญนายแพทย์มาตรวจอาการและรักษาตัวอยู่เสมอ เมื่ออาการดีขึ้นครั้งใด ท่านก็มักจะออกตรวจงานก่อสร้างพระอุโบสถ บางครั้งท่านขึ้นไปตรวจงานถึงหลังคาพระอุโบสถ ทำให้วิตกว่าจะเป็นอันตรายแก่ท่าน ได้กราบเรียนของร้องท่านอยู่เสมอ ท่านก็มักจะตอบว่ายังทำไหวก็ทำไป

          พ.ศ. ๒๕๐๘ สุขภาพร่างกายทรุดโทรมลงตามลำดับ แต่อาการอื่นทั่วไปคงเหมือนเดิม ในปลายปี การลงทำกิจวัตรที่พระอุโบสถของท่านต้องห่างเหินไปบ้าง แต่สำหรับที่กุฏิของท่าน ท่านก็ไม่เคยขาดทั้งเช้าเย็น โดยเฉพาะเรื่องการทำอุโบสถสังฆกรรม จะเจ็บไข้ได้ป่วยขนาดไหน ถ้ายังเดินได้ท่านไม่ยอมขาด เมื่อครั้งหกล้มกระดูกโคนขาหัก ก็ยังต้องหามเก้าอี้ลงไปนั่งในพระอุโบสถ เพื่อทำอุโบสถสังฆกรรม

          พ.ศ. ๒๕๐๙ สุขภาพร่างกายท่านทรุดโทรมมากขึ้น อ่อนเพลีย นายแพทย์ได้มาตรวจและรักษาอยู่เป็นประจำ อาการก็ทรงตัวอยู่เรื่อยมา

          พ.ศ. ๒๕๑๐ มีอาการขัดเบา ปัสสาวะไม่ออก เมื่อฉันยาขับปัสสวะเข้าไป ปัสสาวะได้ตามปกติ แต่มีโลหิตปนออกมาใสบ้าง ขุ่นบ้าง จึงนำท่านเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ นายแพทย์วินิจฉัยว่า จะต้องผ่าตัดทางเดินของปัสสาวะ เพราะมีเนื้องอกอยู่ภายใน และในวันพุธที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๑๐ แพทย์ได้ถวายการผ่าตัดเนื้องอกแต่ก็มีปัญหาในเวลาต่อมาเมื่อนายแพทย์เอาสายยางที่สอดไว้ในหลอดปัสสาวะออก เวลาปัสสาวะจะมีอาการเจ็บและแสบ ทำให้เกิดทุกขเวทนาทุกคราวไป สำหรับเนื้องอกที่ผ่าตัดออกมานั้น ปรากฎว่ามีเชื้อมะเร็งอยู่ นายแพทย์ลงความเห็นว่าควรจะได้รับการฉายรังษี เมื่อท่านได้รับการฉายรังษี ๓ ครั้งก็ต้องหยุด เพราะรู้สึกว่ากำลังจะสู้ไม่ไหว ต่อจากนั้นอาการอื่นที่เคยดีก็มีแต่ทรงและทรุดลงตามลำดับ

มรณภาพและการศพ

          วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๐ ทุกขเวทนาบังเกิดขึ้นกับท่านอย่างสาหัส

          นายแพทย์มาตรวจอาการและถวายการผ่าตัด เจาะเอาหนองออกจากไตเมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น. ต่อจากนั้นเวทนาสงบลง หลับและตื่นบ้างเป็นระยะ

          จนถึงเวลาประมาณ ๒๔.๐๐ น. มรณสัญญาปรากฎ ขึ้นได้แจ้งให้นายแพทย์ทราบ นายแพทย์ได้ช่วยแก้ไขด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างสุดความสามารถ อัสสาสะปัสสาสะของท่านอ่อนลงทุกขณะตามลำดับจนหมดสิ้น

          ท่านได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อเวลา ๑๓.๑๐ น. ณ ห้องพยาบาลในโรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้าฯ พญาไท ชนมายุของท่านรวมได้ ๘๐ ปี ๑๑ เดือน ๑๓ วัน พรรษา ๖๑

          วันศุกร์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๐ เวลา ๑๗.๐๐ น. เชิญศพกลับวัดสัมพันธวงศ์ รอรับพระราชทานน้ำสรง ณ กุฎิของท่าน เวลา ๑๘.๐๐ น. รับพระราชทานน้ำสรงศพแล้วครองไตรพระราชทาน เจ้าพนักงานถวายเครื่องสุกำนำลงสู่ลองใน แล้วเชิญไปประดิษฐานเพื่อการบำเพ็ญกุศลที่ตึกห้องสมุดชั้นล่าง เจ้าพนักงานประกอบโกศแปดเหลี่ยมแวดล้อมด้วยเครื่องสูงตามเกียรติยศ ทรงพระกรุณาพระราชทานให้มีพระพิธีธรรม สวดพระอภิธรรมเป็นของหลวง ๓ คืน

          วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๐ เวลา ๑๗.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส

          ต่อจากนั้น คณะศิษยานุศิษย์ ผู้เคารพนับถือ ทั้งบรรพชิตคฤหัสถ์ได้บำเพ็ญกุศลถวายเป็นการคณะบ้าง เป็นส่วนบุคคลบ้างทุกวัน จนถึง ๑๐๐ วัน กรรมการมหาเถรสมาคม อันมี เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธาน เสด็จมาทรงบำเพ็ญกุศลสตมวารอุทิศถวาย เมื่อพ้นจาก ๑๐๐ วันแล้ว ก็มีผู้ที่เคารพนับถือมาบำเพ็ญกุศลอุทิศตลอดมาจนถึงวันพระราชทานเพลิง

          อนึ่ง ในการบำเพ็ญกุศลส่วนบุพพภาคของการออกเมรุนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (อุฏฺฐายี) เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต โปรดให้คณะสงฆ์ธรรมยุตรับเป็นเจ้าภาพ นับเป็นพระกรุณาอย่างสูง เป็นเกียรติแก่วัดสัมพันธวงศ์ แก่พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ ตลอดจนศิษยานุศิษย์ อย่างหาที่เปรียบมิได้

.........................................................................................................................................................................................

ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด