ประวัติ วัดสัมพันธวงศาราม วริหาร กรุงเทพมหานคร
ความเบื้องต้น
ทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำนานวัดเกาะ

วัดสัมพันธวงศาราม หรือ วัดเกาะแก้วลังการาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ในท้องที่ตำบลสัมพันธวงศ์ อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร

ตามประวัติพระอารามหลวง ฉบับกรมการศาสนา ซึ่งจัดพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ของเจ้าคุณพระวรญาณวิสุทธิ์ (เขียน วรเลโช) วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๐๖ กล่าวว่า


๘๓.พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร อยู่ริมถนนทรงวาด เหนือวัดปทุมคงคา อำเภอสัมพันธวงศ์ จังหวัดพระนคร เป็นวัดโบราณ เดิมชื่อวัดเกาะแก้วลังการาม เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงสร้าง ในรัชกาลที่ ๓ พระราชทานนามใหม่ว่า วัดสัมพันธวงศาวาส (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสัมพันธวงศ์)

ส่วนตำนานพระอารามหลวง ฉบับเจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร (ม.ร.ว.คลี่ สุทัศน์) ได้เรียบเรียงทูลเกล้า ฯ ถวายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้ทรงพระกรุณาโปรดตรวจแก้ไขพระราชทานไว้ พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านผู้เรียบเรียง เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๗ กล่าวว่า

๖๒. วัดสัมพันธวงษาราม อยู่ถนนสำเพ็ง เหนือวัดปทุมคงคา เดิมชื่อวัดเกาะแก้วลังการาม เป็นวัดโบราณในรัชกาลที่ ๓ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทรงสร้าง ในรัชกาลที่ ๔ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงษาราม"

เพื่อขจัดปัญหาเรื่องการพระราชทานนามวัดดังกล่าวให้หมดสิ้นไป ในระหว่างตำนานพระอารามหลวงทั้ง ๒ ฉบับ จึงค้นหนังสือพระราชพงศาวดาร ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ฉบับที่พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค) เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ เรื่องทรงตั้งและแปลงนามวัดต่าง ๆ ต่อไป ได้ความว่า

"ชื่อวัดทรงใหม่ วัดราชประดิษฐ์ ๑ วัดมหรรณพาราม ๑ วัดบุรณศิริมาตยาราม ๑ วัดนามบัญญัติ ๑ วัดโสมนัสวิหาร ๑ วัดตรีทศเทพ ๑ วัดบรมนิวาส ๑ วัดไชยฉิมพลี ๑ วัดเวฬุราชิณ ๑ วัดสมุหประดิษฐ์ เจ้าพระยานิกรบดินทร์สร้างที่เมืองสระบุรี ๑ วัดสุปฏิการาม เมืองนครไชยศรี ๑ชื่อวัดทรงแปลงใหม่ วัดน้อยบางใส้ไก่ แปลงว่า วัดหิรัญรูจี วัดพระยาญาติการามเดิม แปลงว่า วัดพิชัยญาติการาม วัดใหม่ ทรงแปลงว่า วัดอนงคาราม วัดประยูรวงศ์อาวาส แปลงว่า วัดประยูรวงศาราม วัดดอกไม้ แปลงว่า วัดบุบผาราม วัดอรุณราชธาราม แปลงว่า วัดอรุณราชวราราม วัดหงษาราม แปลงว่า วัดหงศรัตนาราม วัดกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แปลงว่า วัดชิโนรสาราม วัดระฆังโฆสิตาราม แปลงว่า วัดราชคัณฑิยาราม วัดเกาะแก้ว แปลงว่า วัดสัมพันธวงศาราม วัดตะเคียน แปลงว่า วัดมหาพฤฒาราม วัดสระเกศ แปลงว่า วัด เจดียบรรพตาราม วัดบางลำภู แปลงว่า วัดสังเวชวิศยาราม ฯลฯ"

อาศัยหนังสือตำนานพระอารามหลวง ฉบับของเจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร และ พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๔ เรื่องทรงตั้งแปลงนามวัดต่าง ๆ ก็พอจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า


การเปลี่ยนแปลงชื่อวัดเกาะแก้วลังการาม เป็นวัดสัมพันธวงศาราม หรือ วัดสัมพันธวงษาราม นี้เกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ แม้ปัจจุบันทางราชการหรือประชาชนส่วนมากจะนิยมเรียกว่า"วัดสัมพันธวงศ์" ทางวัดก็มิได้รับรองหรือสนับสนุน ตลอดจนขอเปลี่ยนแปลงแต่ประการใด แต่ที่ได้นำเรื่องดังกล่าวมาพิมพ์ไว้ก็เพียงเพื่อต้องการให้ผู้ที่ยังไม่ทราบจะได้ทราบ เพราะบางครั้งทางวัดเคยใช้ชื่อเต็มว่า"วัดสัมพันธวงศาราม"

ผู้ที่ไม่เคยทราบประวัติความเป็นมาของวัด ก็วิพากย์วิจารณ์ไปต่าง ๆ กัน มีทั้งดีและไม่ดี อันนี้เป็นเหตุให้ได้พยายามสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า อะไรผิด อะไรถูก ไม่ใช่ต้องการเอาเป็นแพ้เป็นชนะกันแต่ประการใด จึงขอฝากไว้ให้ผู้ที่เคยวิพากย์วิจารณ์ได้ทราบด้วย

พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี)
ผู้บันทึก

 
ประวัติเบื้องต้น
 

พระอุโบสถสามชั้น วัดสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร
 

วัดสัมพันธวงศาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ในท้องที่แขวงสัมพันธวงศ์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เดิมเป็นวัดราษฎร์ มีนามว่าวัดเกาะ หลักฐานในการสร้างวัดแต่เดิมไม่ปรากฎท่านผู้ใดใครเป็นผู้สร้าง ทราบแต่ว่าเป็นวัดโบราณเก่าแ่ก่ มีมาตั้งแต่สมัยพระนครศรีอยุธยา ก่อนสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี

 
การบูรณะปฏิสังขรณ
 

เมื่อครั้งเริ่มก่อสร้างพระอุโบสถสามชั้นหลังใหม่
 
ในรัชกาลที่ ๑
 
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเมื่อได้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี สถาปนาราชจักรีวงศ์แล้ว มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพร จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ขึ้นใหม่หลายวัด

รัตนโกสินทร์ศก ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฏศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ) พระนามเดิมจุ้ย ต้นราชสกุล มนตรีกุล ผู้เป็นพระโอรสองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดทั้งอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคต หอระฆังด้วยก่ออิฐถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง

ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่กี่ปีไม่มีหลักฐานปรากฎ เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดเกาะที่บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วนั้น ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" มีการเฉลิมฉลองสมโภชพระอาราม เป็นงานมหกรรมใหญ่โต มีมหรสพคือ ละครเรื่องอิเหนา ประชัน ๒ โรง สมกับที่ท่านผู้เป็นแม่กองงานบูรณะปฏิสังขรณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชานาฏศาสตร์และจินตกวี
 
ในรัชกาลที่ ๓
 
ระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาทำการปฏิสังขรณ์อีก แต่จะทรงปฏิสังขรณ์สิ่งใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด เพียงแต่พบหลักฐานในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๓ ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. หน้า ๓๕๐ เรื่องการปฏิสังขรณ์และสร้างพระอารามความว่า

          
"วัดเกาะแก้วเป็นวัดของกรมหลวงพิทักษ์มนตรี บูรณะไว้ก่อนชำรุดไป ให้ซ่อมแซมและทำกุฏิสงฆ์ขึ้น"
 
ในรัชกาลที่ ๔
 
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีก เสร็จแล้วทรงพระราชดำริว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้แรกสถาปนาวัดนี้ให้งดงาม มีเกียรติประวัติ

เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุผล และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร" ซึ่งจักให้เกิดปีติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุลในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษบุพพการีของตนได้สร้างกุศลไว้ เป็นเหตุชักจูงศรัทธาปสาทะ ให้เกิดแก่พระประยูรญาติ และนำให้บำเพ็ญบุญกุศลในวัดนี้ตามกำลัง

พระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๔ เรื่องทรงตั้งและแปลงนามวัดต่าง ๆ ฉบับพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ คุณหญิงธรรมสารเนติ (อบ บุนนาค) เมื่อ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๗ ความว่า


        
  "ชื่อวัดทรงใหม่ วัดราชประดิษฐ์ ๑ วัดมหรรณพาราม ๑ วัดบุรณศิริมาตยาราม ๑ วัดนามบัญญัติ ๑ วัดโสมนัสวิหาร ๑ วัดตรีทศเทพ ๑ วัดบรมนิวาส ๑ วัดไชยฉิมพลี ๑ วัดเวฬุราชิณ ๑ วัดสมุหประดิษฐ์ เจ้าพระยานิการบดินทร์สร้างที่เมืองสระบุรี ๑ วัดสุปฏิการาม เมืองนครไชยศรี ๑ ชื่อวัดทรงแปลงใหม่ วัดน้อยบางใส้ไก่ แปลงว่าวัดหิรัญรูจี วัดพระยาญาติการามเดิม แปลงว่าวัดพิชัยญาติการาม วัดใหม่ ทรงแปลงว่าวัดอนงคาราม วัดประยูรวงศ์อาวาส แปลงว่าวัดประยูรวงศาราม วัดดอกไม้ แปลงว่าวัดบุบผาราม วัดอรุณราชธาราม แปลงว่าวัดอรุณราชวราราม วัดหงษาราม แปลงว่าวัดหงสรัตนาราม วัดกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส แปลงว่าวัดชิโนรสาราม วัดระฆังโฆสิตาราม แปลงว่าวัดราชคัณฑิยาราม วัดเกาะแก้ว แปลงว่าวัดสัมพันธวงศาราม วัดตะเคียน แปลงว่าวัดมหาพฤฒาราม วัดสระเกศแปลงว่าวัดเจดียบรรพตาราม วัดบางลำภู แปลงว่าวัดสังเวชวิศยาราม ฯลฯ"
 
อาณาเขตของวัด
 

ภาพจากมุมสูง ทัศนียภาพบางส่วนของวัดสัมพันธวงศ์
 
ในอดีต วัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดที่มีน้ำล้อมรอบบริเวณที่ตั้งวัด จึงเรียกว่า"วัดเกาะ" เขตวิสุงคามสีมาไม่ทราบว่ามีเท่าไร เขตพัทธสีมาเก่า กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๒ เมตร เขตการอยู่จำพรรษาของพระภิกษุสามเณรเดิม จะกำหนดเขตและอุปจารอย่างไรหาทราบไม่ กล่าวกันว่า เขตวัดจดแม่น้ำเจ้าพระยา มีศาลาท่าน้ำของวัด ๓ หลัง ตามพงศาวดารกล่าวว่า

"ในคราวเสด็จพระราชทานผ้าพระกฐิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เสด็จถวายผ้าพระกฐินที่วัดสัมพันธวงศ์ และวัดปทุมคงคา โดยทางชลมารค เรือพระที่นั่งเทียบที่ศาลากลาง ท่าน้ำวัดเกาะ เสด็จโดยลาดพระบาทถวายผ้าพระกฐิน ณ พระอารามนี้"

เนื่องจากที่ดินสมัยนั้นไม่มีราคา จึงไม่มีผู้ที่สนใจจัดทำโฉนดหรือแผนที่ไว้เป็นหลักฐาน ใครมาปลูกสร้างบ้านเรือนอาศัยก็ปลูกไป วัดก็ไม่ได้สนใจ นานเข้าผู้อยู่อาศัยอาจขายเซ้งให้ผู้อื่นไป นอกจากนั้นผู้ที่อยู่อาศัยเดิมตายไป บุตรหลานที่อาศัยอยู่ด้วยถือกรรมสิทธิ์ซื้อขายกันต่อไปบ้างก็อาจเป็นไป เมื่อมีบ้านเรือนหนาแน่นขึ้น ศาลาท่าน้ำของวัดไม่ได้บูรณะไว้ จึงไม่ปรากฏ ถ้าเป็นเรื่องจริงตามที่เล่ากันสืบมา วัดคงมีเนื้อที่ประมาณ ๓๑ ไร่ แต่ระยะก่อน ๕๐ ปีมานี้ วัดเหลือเนื้อที่ประมาณ ๒๑ ไร่ สูญเสียเป็นของผู้อื่นและถูกตัดถนนไปประมาณ ๑๐ ไร่ ไม่มีทางที่จะเอาคืนได้

ในสมัยเมื่อยังไม่ได้ตัดถนนทรงสวัสดิ์ มีหมู่กุฏิอยู่ทางด้านตะวันตก จรดคลองสัมพันธวงศ์ คือคลองระหว่างวัดสัมพันธวงศ์กับวัดปทุมคงคา ซึ่งบัดนี้ถมเป็นถนน ปลูกสร้างเป็นตึกแถวหมดแล้ว การบอกเขตจำพรรษาด้านตะวันออกถึงคลองสัมพันธวงศ์ และคูวัดด้านเหนือถึงด้านตะวันตก ด้านใต้จดแม่น้ำเจ้าพระยา ต่อมามีบ้านเรือนราษฎรมากและมีถนนสำเพ็งแล้ว คงบอกเขตเพียงคูและตึกแถวถนนสำเพ็ง

เมื่อทางราชการตัดถนนทรงสวัสดิ์ผ่านกลางวัด วัดจึงย้ายกุฏิมารวมกันทางด้านตะวันตกของถนนทรงสวัสดิ์ ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การบอกเขตจำพรรษา ด้านตะวันออกมีกำแพงปูนยาว ๓ เส้น ๕ วา ๒ ศอก กั้นไปตามแนวถนนทรงสวัสดิ์ ด้านใต้จากกำแพงคอนกรีตตรงไปทางตะวันตก ๑๐ วา เลี้ยวมาด้านหลังตึกแถวของวัด ๑๗ วา แล้วเลี้ยวมาด้านตะวันตกเฉียงเหนือตลอดมาถึงด้านทิศเหนือ เลี้ยวโอบมาด้าน ทิศตะวันออก ตามคูของวัดจดกำแพงคอนกรีตริมถนนทรงสวัสดิ์ยาว ๔ เส้น ๘ วา (เวลานี้ถมคูเป็นถนนไปหมดแล้ว)

สัณฐานเนื้อที่ดินของวัดเป็น ๕ เหลี่ยมกลาย ๆ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ๒ งาน ๓๗ ตารางวา ในที่มีกำหนดเหล่านี้ เป็นเขตการรักษาอรุณแห่งการจำพรรษา ถ้านับทั้งที่เป็นห้องแถว คลองและคูของวัดรวมเข้าด้วย ก็จะเป็นเนื้อที่ประมาณ ๙ ไร่ ๒ งาน ๗๘ ตารางวา

นอกจากนี้ มีที่ธรณีสงฆ์ซึ่งเป็นที่จัดผลประโยชน์โดยตรง คือที่ดินที่สร้างห้องแถว และตึกแถวด้านใต้ของวัดมีเนื้อที่ ๒ งาน ๗๕ ตารางวา ที่นอกคูด้านเหนืออีก ๑ ไร่ ๗๒ ตารางวา ที่ด้าน ตะวันออกของถนนทรงสวัสดิ์อีก ๙ ไร่ ๓ งาน ๔๒ ตารางวา รวมที่ธรณีสงฆ์ของวัด ที่จัดผลประโยชน์ ทั้งสิ้น ๑๑ ไร่ ๒ งาน ๘๙ ตารางวา เมื่อรวมที่สร้างวัดและที่ธรณีสงฆ์เข้าด้วยกันโดยประมาณ ๒๑ ไร่ ๑ งาน ๖๗ ตารางวา
 
พระอุโบสถหลังเดิม
 

พระอุโบสถหลังเดิมของวัดสัมพันธวงศ์
 

พระอุโบสถของเดิม ก่ออิฐถือปูน ๕ ห้อง ร่วมในกว้าง ๗ เมตร ๑๘ เซนติเมตร ยาว ๑๓ เมตร เศษ มีระเบียงรอบนอก ผนังกว้าง ๒ เมตรเศษ หลังคาลดหลั่นเป็น ๔ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ทรวดทรงทางแขกปนจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประกอบด้วยลายกระเบื้องเคลือบสี ผนังด้านในพื้นล่างเดิมก่ออิฐถือปูน

มาในสมัยพระพินิตพินัย (แจ้ง ปิยสีโล) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๘ ได้ทำการซ่อมแซมและนำเอกกระเบื้องลายสีแบบของจีน ก่อขึ้นจากพื้นสูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร ส่วนผนังภายในช่องหน้าต่าง ได้ทำการให้ช่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ์ ด้วยสีน้ำมันในยุคนั้นอยู่ในรัชกาลที่ ๖


ส่วนหนึ่งของภาพเขียนสีน้ำมันปฐมสมโพธิภายในพระอุโลสถหลังเดิม


ส่วนหนึ่งของภาพเขียนสีน้ำมันปฐมสมโพธิภายในพระอุโลสถหลังเดิม

อายุของพระอุโบสถเดิมสร้างมาเป็นเวลานานชำรุดทรุดโทรมอยู่ทุกขณะ เจ้าอาวาสแต่ละยุคก็ได้ซ่อมแซมบูรณะเป็นเสมอมา แต่ก็ยากลำบากแก่ทางวัดเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาสภาพของโครงสร้าง ภาพเขียนต่างๆ ก็ชำรุดผุร่วงมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นพระอุโบสถเดิมต่ำ เวลาฝนตก น้ำท่วมพื้นภายในภายนอก อิฐที่ก่อเป็นผนังดูดน้ำขึ้นไป ทำให้ปูนเสื่อมค่าหมดยางเวลาประกอบสังฆกรรมบางครั้งต้องโยกย้ายหยุดทำสังฆกรรมก็มี เหตุเพราะหลังคารั่ว คานเพดานก็ผุกร่อน

พระวิหาร เป็นรูปตึกก่ออิฐถือปูน ทรวดทรงลักษณะเดียวกันกับพระอุโบสถเป็นแต่เล็กกว่าผนังไม่มีภาพเขียนใดๆหน้าบันมีมีการะเบื้องประดับ หลังคาลดหลั่นเป็น ๓ ชั้น พื้นลาดซีเมนต์ ชำรุดมากเช่นเดียวกันกับพระอุโบสถ ประตูหน้าต่างส่วนใหญ่เปิดใช้การไม่ได้ เพราะความทรุดตัว

ต่อมา ในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร อดีตเจ้าอาวาส ได้ดำเนินการเสนอเรื่องผ่านเจ้าคณะฝ่ายสงฆ์และรัฐบาลตามลำดับ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตรื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และพร้อมกันนั้นก็ขอสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ เป็นอาคารแบบจัตุรมุข ทรงไทย ๓ ชั้น

เมื่อทางวัดได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียบร้อยแล้วจึงได้ทำการรื้อพระวิหาร พระเจดีย์ออกก่อน จัดสร้างพระอุโบสถเฉพาะร่วมในขึ้น เมื่อพระอุโบสถหลังใหม่เสร็จพอใช้ประกอบสังฆกรรมได้ จึงได้ทำการรื้อพระอุโบสถหลังเดิมออก

พระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถเดิมไม่ปรากฏพระนาม ต่อมาท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร ได้ถวายพระนามว่า “พระพุทธนราสภะทศพล” บนฐานแท่นชุกชีที่พระพุทธรูปประทับนั่งลดหลั่นกันลงมาเป็น ๓ องค์ มีพระอัครสาวกยืนซ้ายขวา ๒ องค์ พระอัครสาวกนั่งซ้ายขวา ๔ องค์ รวมบนฐานชุกชีมีพระทั้งหมด ๙ องค์


ภาพพระประธานภายในพระอุโบสถหลังเดิม

สำหรับพระประธานองค์ใหญ่เป็นพระพุทธรูปทีสร้างด้วยไม้ เป็นซุงคว้านไส้กลวง ภายนอกถือปูนทับ พระพาหาเป็นไม้ทั้งลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๑๑ นิ้ว สูงแต่ที่ประทับสุดพระรัศมี ๔ ศอก ๒ นิ้วครึ่ง

พระพุทธรูปองค์รองลงมาซึ่งเป็นองค์กลาง ห้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๕ นิ้ว ปางมาวิชัย ก่ออิฐถือปูน ลงรักปิดทอง องค์ล่าสุดเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ หน้าพระเพลากว้าง ๑ ศอก ๕ นิ้ว ใต้ฐานองค์พระโปร่ง มีพระมงกุฎ เครื่องราชูปโภคเบญจราชกกุธภัณฑ์ จำลองเป็นส่วนเล็ก ทำด้วยทองคำ สำหรับพระมงกุฎภายในและบริเวณรอบๆบรรจุพระอังคารของสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ยอดพระมงกุฎบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๒ องค์ โดยมีผอบเป็นแก้วครอบอีกชั้นหนึ่ง

เดิมที่เดียวทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีสิ่งต่างๆ และพระองคารบรรจุอยู่ภายใน ต่อมาในวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๒ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (หม่อมมารดาของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์) ผู้เป็นกุลทายาทในสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้สถาปนาวัดนี้ ได้มาบำเพ็ญกุศลฉลองชนมายุครบ ๗ รอบ ที่พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์


หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ (มนตรีกุล)


พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์

ก่อนที่พระสงฆ์จะเจริญพระพุทธมนต์ หม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ได้แจ้งแก่ทางวัดว่าประสงค์จะบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานกิจ สดับปกรณ์พระอังคารสมเด็จเจ้าฟ้าฯผู้ทรงเป็ตนต้นราชสกุลของท่าน โดยให้พนักงานโยงผ้าภูษาโยงไปที่พระพุทธรูปองค์ล่างสุด ท่านกล่าวยืนยันเป็นแม่นยำว่าพระพุทธรูปองค์นี้ภายในบรรจุพระอังคารของสมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ต้นราชสกุล “มนตรีกุล” สำหรับพระอัฐินั้นประดิษฐานอยู่ที่หอพระนาก ในพระบรมมหาราชวัง (ซึ่งแต่เดิมที่เดียวประดิษฐานอยู่ที่วังหน้าจนหอชำรุดรื้อลงในรัชกาลที่ ๕ จึงได้เชิญไปไว้ที่หอพระนาก)

ดังนั้น ในคราวอัญเชิญพระพุทธรูปจากพระอุโบสถหลังเดิมขึ้นไปประดิษฐานบนพระอุโบสถหลังใหม่ ได้พบปูชนียวัตถุต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้น จึงนับว่าหม่อมหลวงต่วนศรี วรวรรณ ท่านมีความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของต้นสกุลท่านเป็นเยี่ยม แม้จะมีอายุชราถึง ๘๔ พรรษา (ขณะที่มาบำเพ็ญกุศลในวันนั้น)

สำหรับแผ่นเงิน แผ่นนาก และแผ่นทองคำ ที่พบรวมอยู่กับพระมงกุฎ ได้จารึกอักษรขอม กล่าวถึงพระสูตร พระอภิธรรมต่างๆ ซึ่งบรรดาของมีค่าเหล่านั้น ทางวัดได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เพื่อที่จะนำเข้าบรรจุไว้ในพระพุทธรูปองค์เดิมที่พบโดยจะได้บำเพ็ญกุศลถวายเป็นกรณีพิเศษ ตามพระประสงค์ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงษ์ประพันธ์ มีพระประสงค์ในคราวที่ พระเทพปัญญามุนี (มานิต ถาวรมหาเถร) (ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดฯ พระราชทานให้สถาปนาเป็น สมเด็จพระมหาวีรวงศ์) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และคณะ ได้นำสิ่งต่างๆไปถวายที่วังเพื่อของพระวินิจฉัยในอันที่ปฏิบัติต่อปูชนียวัตถุนั้น ทั้งนี้โดยที่พระวรวงศ์บพิตร เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นกุลทายาทผู้สูงศักดิ์ และทรงดำรงตำแหน่งเป็นองค์อุปถัมภ์ของวัดสัมพันธวงศ์มาเป็นเวลาช้านาน

ส่วนพระประธานองค์ใหญ่ ขณะที่สกัดทาการเคลื่อนย้าย ได้พบพระเครื่องเนื้อชินเงินพิมพ์ต่างๆบรรจุอยู่ในองค์พระและใต้ฐานพระเป็นจำนวนมากนับเป็นหมื่นองค์

พระเครื่องชุดนี้ตามที่ปรากฏหลักฐานจากท่านผู้มีความรูทางโบราณคดีแจ้งว่า พระชุดนี้สร้างในสมัยเดียวกันกับกรุวัดราชบูรณะ และเมื่อสร้างแล้วนำมาบรรจุไว้ตามซุ้มกำแพงแก้วบ้าง ในองค์พระเจดีย์บ้าง ในองค์พระประธานบ้าง

พระกรุที่บรรจุอยู่ตามซุ้มประตูกำแพงแก้ว และในพระเจดีย์ ทางวัดได้เคยเปิดกรุนำออกแจกจ่ายแก่ประชาชนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีกครั้งหนึ่ง และนำออกในคราวรื้อซุ้มประตูเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นครั้งสุดท้าย

การนำออกจากซุ้มประตูแต่ละคราวก็เจ้าเป็นซุ้มๆเฉพาะที่ต้องการ ซุ้มไหนยังไม่ได้เจาะก็ให้คงไว้ เหลือมาถึงในคราวสุดท้ายที่ทำการรื้อกำแพงแก้ว


พระกรุวัดเกาะ พิมพ์ต่างๆ

ส่วนที่บรรจุอยู่ในองค์พระประธานและฐานพระ แต่เดิมทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีพระเครื่องบรรจุอยู่ มาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางวัดได้ดำเนินการอัญเชิญพระประธานจากพระอุโบสถหลังเดิมขึ้นประดิษฐานบนพระอุโบสถหลังใหม่ ได้สกัดฐาน เพื่อใช้รถยกพระประธานขึ้น จึงได้พบพระกรุจำนวนมาก

 
พระอุโบสถทรงจตุรมุข ๓ ชั้น หลังใหม
 


พระอุโบสถสามชั้น วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อก่อสร้างเสร็จใหม่ๆ


พระอุโบสถสามชั้น ด้านหน้า เมื่อมองจากทางเข้าวัดในปัจจุบัน

 

วัดสัมพันธวงศ์ แม้จะเป็นวัดขนาดเล็ก แต่เนื่องจากทางวัดได้ส่งเสริมการศึกษา และการปฏิบัติธรรม และจัดระเบียบการปกครองภายในวัดอย่างรัดกุม ผลจึงปรากฏว่า ได้มีพระภิกษุสามเณรจากทุกภาคในประเทศไทย มาอยู่จำพรรษาที่วัดนี้มากขึ้นโดยลำดับ ทำให้เสนาสนะที่อยู่อาศัยแออดัยัดเยียดเป็นอันมาก

อนึ่ง เนื่องจากวัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางย่านการค้า มีประชาชนและบ้านเรือนหนาแน่น ทางวัดได้เพียรพยายามทุกวิถีทางที่จะขยายเสนาสนะ ตลอดจนพระอุโบสถและพระวิหาร ให้ได้ส่วนสัมพันธ์กับพระภิกษุสามเณรและให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะการเจรจาตกลงกับประชาชนผู้อยู่อาศัยในที่ธรณีสงฆ์รอบ ๆ วัด กระทำได้โดยยากมาก จนกระทั่งมาในสมัยรัฐบาลของ ฯ พล ฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี ได้กรุณารับเป็นประธานปรับปรุงวัดนี้ด้วย โครงการปรับปรุงทั้งภายในวัดและในที่ธรณีสงฆ์ จึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจังและก้าวหน้ามาโดยลำดับ

การปรับปรุงครั้งนี้ ทางวัดได้วางผังสิ่งปลูกสร้างภายในวัดใหม่แทบทั้งหมด หน้าวัดเดิมหันลงทางแม่น้ำเจ้าพระยา ก็จะได้หันไปทางถนนทรงสวัสดิ์ต่อไป ในการวางผังปรับปรุงสิ่งก่อสร้างภายใน คณะกรรมการเห็นว่า พระอุโบสถและพระวิหารเดิม ซึ่งสมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีทรงสร้างไว้นั้น มีอายุ ๑๖๗ ปีแล้ว (นับที่ พ.ศ.๒๕๐๖) จึงชำรุดทรุดโทรมมาก และมีขนาดเล็ก ไม่พอปฏิบัติศาสนกิจของพระภิกษุ-สามเณร จึงควรจัดสร้างขึ้นใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับความเจริญของวัดในยุคปัจจุบัน จึงได้จัดสร้างขึ้น

พระอุโบสถหลังนี้มีขนาดกว้าง ๓๐ เมตร ยาว ๔๙ เมตร สูง ๓๙ เมตร และโดยที่บริเวณวัดมีเนื้อที่จำกัดเพียง ๒๑ ไร่ แบ่งเป็นที่จัดผลประโยชน์เสีย ๑๑ ไร่เศษ ก็คงเป็นสังฆาวาสและพุทธาวาสเพียง ๘ ไร่เศษที่สังฆาวาสนี้ก็ได้จัดสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้มากพอแล้ว ไม่มีที่พอที่จะจัดสร้างโรงเรียนพระปริัยัติธรรม และศาสนาการเปรียญใหม่ได้

ดังนั้น ในการสร้างพระอุโบสถครั้งนี้ จึงได้สร้างให้เป็น ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ ใช้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาิทิตย์ สำหรับเยาวชนและประชาชน รวมทั้งห้องแสดงพิพิธภัณฑ์ของวัด ชั้นที่ ๒ ใช้เป็นหอประชุมหรือศาลาการเปรียญ ชั้นที่ ๓ เป็นพระวิหารและพระอุโบสถ สำหรับทำสังฆกรรม

การสร้างพระอุโบสถหลังนี้ จึงเท่ากับเป็นการสร้างโรงเรียนและศาลาการเปรียญของวัดด้วย งบประมาณก่อสร้าง ๓,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (ตามการประเมินราคาในสมัยนั้น)

พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร อดีตเจ้าอาวาส รูปที่ ๙ ได้ดำเนินการเสนอเรื่องผ่านเจ้าคณะฝ่ายสงฆ์และรัฐบาลตามลำดับ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตรื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ ของเดิมที่ชำรุด และพร้อมกันนั้นก็ขอสร้าง "พระอุโบสถวิหารการเปรียญ เป็นอาคารแบบจัตุรมุข ทรงไทย ๓ ชั้น"

พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดสัมพันธวงศ์ รื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์และจัดสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ ๓ ชั้น ขึ้นใหม่ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕

พ.ศ. ๒๕๐๖ ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธานในพิธีพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถทรงจตุรมุข ๓ ชั้น ของวัดสัมพันธวงศ์ เมื่อวันพุธที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖ เวลา ๐๘.๓๘ นาฬิกา โดยมีเนื้อหาสำคัญแห่งสุนทรพจน์ก่อนจะประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ ดังนี้


พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร)
ขณะมีธรรมปฏิสันถารกับนายกรัฐมนตรี


จอมพล สฤทธิ์ ธนะรัชต์ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถหลังใหม่

"...ตามรายงานที่กล่าวมาปรากฏว่า พระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ ได้เอาพระวิหาร ศาลาการเปรียญ (หอประชุม) โรงเรียนพระปริยัติธรรม และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ สำหรับเยาวชนประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน โดยสร้างเป็น ๓ ชั้น เฉพาะชั้นที่ ๓ เป็นพระวิหารและพระอุโบสถสำหรับทำสังฆกรรมนั้น เป็นความคิดที่แยบคายในด้านประหยัดพื้นที่และทุนการก่อสร้าง เพราะทุกวันนี้ที่ดินย่านกลางพระนคร หาไม่ได้โดยง่าย หากจะได้มาก็ต้องซื้อด้วยราคาแพง ซึ่งไม่ต้องด้วยวัตถุประสงค์ สำหรับวัดสัมพันธวงศ์นี้ แม้พื้นที่ของวัดมีอยู่ ๒๑ ไร่ก็จริง แต่แบ่งเป็นที่จัดผลประโยชน์แก่วัดเสีย ๑๑ ไร่ ส่วนที่เหลืออีก ๘ ไร่เศษ ก็ได้ปลูกสร้างเป็นสังฆาวาสและถาวรวัตถุไว้เป็นอันมาก การสร้างพระอุโบสถใหม่เป็น ๓ ชั้น โดยรวมสถานต่าง ๆ ไว้ด้วยแต่ละชั้น จึงเป็นการกระทำที่มีเหตุผลอันสมควร

วัดสัมพันธวงศาราม หรือ ที่เราเรียกกันอย่างสามัญว่า "วัดเกาะ" นี้ เป็นวัดที่มีเกียรติ ประวัติสูง และมีชื่อเสียงมาแต่แรกสร้าง ตามที่นายกสมาคมรายงานก็เป็นวัดที่สร้างมาแล้วเกือบ ๒๐๐ ปี ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกศรัทธาชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง สิ่งก่อสร้างภายในพระอารามได้รับการดูแลบูรณะปฏิสังขรณ์เป็นอย่างดี เว้นแต่สิ่งที่ชำรุดทรุดโทรมถึงขนาด สุดวิสัยจะบูรณะปฏิสังขรณ์ก็ต้องจัดสร้างใหม่ เช่น พระอุโบสถและพระวิหารเดิม เป็นต้น

ตามความเห็นโดยทั่วไปเกี่ยวกับวัดวาอาราม ที่จะเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เคารพสักการะและศรัทธาของพุทธศาสนิกชนนั้น อย่างน้อยต้องประกอบด้วยลักษณะ ๓ ประการ คือ

๑. ภายในวัดมีสิ่งปลูกสร้างเป็นระเบียบ สะอาด มีสังฆาวาสอยู่ในที่สงัดเป็นที่สัปปายะแก่ผู้ที่เข้าไปสู่ที่นั้น

๒. มีระเบียบการปกครองในวัดอย่างรัดกุม พระภิกษุสามเณรมีการปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการศึกษาอยู่ระดับสูงโดยทั่วกัน ทั้งคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ

๓. มีการเกื้อกูลอำนวยประโยชน์แก่ประชาชน ชาวบ้าน ตามควรแก่สมณวิสัย เพราะวัดกับบ้านย่อมต้องอาศัยกัน โดยเฉพาะพระภิกษุสามเณร มีความเป็นอยู่จากการบิณฑบาตของชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุสามเณรควรจะอำนวยประโยชน์ด้านจิตใจให้แก่พุทธศาสนิกชน หรือประชาชน ตามสมควรโดยพรหมวิหารธรรม

ทั้งสามประการนี้ ถ้าสามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอ ก็เป็นทางหนึ่งที่จะช่วยให้วัดวาอารามเป็นบุณยสถานของผู้แสวงบุญอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าเห็นใจวัดสัมพันธวงศ์เป็นอย่างยิ่ง ที่ได้เพียรพยายามปรับปรุงวัดด้วยความลำบากยากเย็น เพราะวัดสัมพันธวงศ์ในปัจจุบัน เป็นวัดที่อยู่ในย่านกลางชุมนุมอย่างหนาแน่น ทั้งนี้เป็นด้วยบ้านเมืองเจริญมากขึ้น ประชาชนพลเรือนก็มากขึ้นเป็นทวีตรีคูณ เป็นเหตุให้มีบุคคลที่ไม่มีที่อยู่อาศัยได้เข้ามาปลูกสร้างในที่ดินของวัดมากราย จนเป็นภาระหนักแก่วัดในการขอให้บุคคลเหล่านั้น ขยับขยายออกจากที่อันเป็นเขตปรับปรุง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลสมัยปฏิวัติ ที่เร่งรัดการพัฒนาแหล่งชุมชน ดั่งได้กระทำอยู่ในทุกวันนี้

ข้าพเจ้าขอชมเชยท่านเจ้าอาวาส และคณะกรรมการวัดเป็นอันมาก ที่ได้พยายามปรับปรุง ข้าพเจ้าหวังว่า ในอนาคต วัดคงจะพยายามตกลงกับบุคคลที่เข้ามาพำนักอยู่ในเขตที่ต้องปรับปรุงกันด้วยดี มีเหตุผล เพราะบุคคลเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นพุทธศาสนิกชน และสาธุชนผู้ต้องการเห็นความเจริญของวัด เพื่อให้เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งคงจะให้ความร่วมมือโดยทั่วกัน..."

พ.ศ. ๒๕๑๓ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดสัมพันธวงศ์ อัญเชิญพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถหลังใหม่ ตามหนังสือของสำนักราชเลขาธิการที่ รล. ๐๐๐๒/๓๖๐๙ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๑๓

 
พระพุทธรูปสำคัญ ปูชนียสถาน และปูชนียวัตถุอื่นๆ
 
พระพุทธนราสภะทศพล (พระประธานภายในพระอุโบสถ)
 


พระพุทธนราสภะทศพล
พระประธานองค์ใหญ่ ในพระอุโบสถหลังเดิม


พระพุทธนราสภะทศพล (องค์บน)
ประดิษฐานคู่กับ พระพุทธศรีสุทธสัมพันธ์ ภายในพระอุโบสถหลังใหม่


พระพุทธนราสภะทศพล ปิดทองใหม่

 
เป็นพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานในพระอุโบสถหลังเดิม ไม่ปรากฏพระนาม ต่อมา ท่านเจ้าคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๙ ได้ถวายพระนามว่า "พระพุทธนราสภะทศพล" ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถชั้น ๓ เป็นพระประธานคู่กับ "พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์" พระประธานอีกองค์ที่หล่อขึ้นใหม่ โดยตั้งประดิษฐานเป็นองค์บนในจำนวนพระประธานทั้งสองที่ประดิษฐานลดหลั่นกันลงมา

เป็นพระพุทธรูปทีสร้างด้วยไม้ เป็นซุงคว้านไส้กลวง ภายนอกถือปูนทับ พระพาหาเป็นไม้ทั้งลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าพระเพลากว้าง ๒ ศอก ๑ คืบ ๑๑ นิ้ว สูงแต่ที่ประทับสุดพระรัศมี ๔ ศอก ๒ นิ้วครึ่ง
 
พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ (พระประธานภายในพระอุโบสถ)
 


พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ พระประธานที่หล่อขึ้นใหม่ (องค์ล่าง)
ประดิษฐานคู่กับพระพุทธนราสภะทศพล ภายในพระอุโบสถหลังใหม่


พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์


ท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธฯ
โปรดเมตตาขนานพระนามพระประธานที่หล่อขึ้นใหม่ว่า พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์ฯ

 
เป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะ หน้าตักกว้าง ๒ ศอกคืบ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์แบบประยุกต์ ปางสมาธิ ห่มจีวรริ้วทาบผ้าสังฆาฏิ ขัดเงา แล้วลงลักปิดทอง ปัจจุบัน ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถชั้น ๓ เป็นพระประธานคู่กับ "พระพุทธนราสภะทศพล" พระประธานจากพระอุโบสถหลังเดิม โดยตั้งประดิษฐานเป็นองค์ล่างในจำนวนพระประธานทั้งสองที่ประดิษฐานลดหลั่นกันลงมา

พระประธานองค์นี้ ได้รับพระเมตตาจาก สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถระ) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เสด็จเป็นองค์ประธานเททองหล่อ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๑๗ เวลา ๑๔.๑๒ น. และ
ทรงถวายพระนามว่า "พระพุทธศรีสุทธิสัมพันธ์" เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถหลังใหม่
 
พระพุทธรูปสำคัญอื่นๆ จากพระอุโบสถหลังเดิม
 

พระปฏิมาจากพระอุโบสถหลังเดิม
พระพุทธรูปที่ประดิษฐานลดหลั่นกันลงมาในพระอโบสถหลังเดิม มี "พระพุทธนราสภะทศพล" ประดิษฐานอยู่บนสุด ซึ่งอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระธานบนพระอุโบสถชั้น ๓ แล้ว ที่เหลืออีก ๘ องค์ คือ มีพระอัครสาวกยืนซ้ายขวา ๒ องค์ พระอัครสาวกนั่งซ้ายขวา ๔ องค์ และพระพุทธรูปอีก ๒ องค์ ปัจจุบัน อัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถชั้น ๒
 
หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์
 


หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานคู่กับหลวงพ่อพวงมาลัย


หลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์

 
เป็นพระพุทธรูปศิลา แกะสลักจากหิน ปรากฏคู่กับวัดนานมาแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างแต่สมัยใด" แต่เดิมตั้งอยู่ภายนอกพระอุโบสถหลังเก่า

หลวงพ่อหิน เป็นที่เคารพของคนจีนในย่านนี้และโด่งดังในอดีตมาก
เคยถูกโจรกรรมไป ๓ ครั้ง แต่ก็มีเหตุอัศจรรย์ให้ได้นำกลับมาทุกครั้งไป ผู้โจรกรรมไปไม่สามารถนำส่งต่อไปขายได้ จนทางวัดต้องตั้งประดิษฐานไว้อย่างดี เพื่อมิให้ถูกโจรกรรมอีก

แต่เดิมนั้น ผู้ที่่มาสักการะและกราบขอพร จะเป็นคนจีนเก่าแก่ในย่านวัดเกาะและสำเพ็งเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่า ผู้ที่มาขอพรได้รับสิ่งที่ขอสมปรารถนา เป็นที่โด่งดังของคนในย่านนี้ในสมัยก่อนมาก ผู้ที่ได้สมปรารถนาก็จะนำปะทัดมาจุดถวายด้วย ดังนั้น ทุกวันนี้ เมื่อเข้ามาอาจจะไ้ด้ยินเีสียงปะทัดที่มีผู้มาจุดเป็นการถวายอยู่เนืองๆ

ปัจจุบัน "หลวงพ่อหิน" ตั้งประดิษฐานอยู่ในมณฑลหอระฆังด้านซ้ายมือภายในเขตกำแพงแก้วของพระอุโบสถด้านหน้า เปิดให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้ขอพรทุกวัน

 
หลวงพ่อพวงมาลัย
 


หลวงพ่อพวงมาลัย ประดิษฐานคู่กับหลวงพ่อหินศักดิ์สิทธิ์


หลวงพ่อพวงมาลัย

หลวงพ่อพวงมาลัย เป็นพระพุทธรูป ปางห้ามญาติ ปรากฏคู่กับวัดนานมาแล้ว

หลวงพ่อพวงมาัลัย เป็นที่เคารพของคนจีนในย่านนี้คู่กับหลวงพ่อหินมานานแล้ว เหตุที่มีการเรียกขานพระรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อพวงมาลัย เพราะ
แต่เดิมนั้น ผู้ที่่มาสักการะและกราบขอพร จะเป็นคนจีนเก่าแก่ในย่านวัดเกาะและสำเพ็งเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่า ผู้ที่มาขอพรได้รับสิ่งที่ขอสมปรารถนา จะนำพวงมาลัยพวงใหญ่มาถวายท่าน

ปัจจุบัน "หลวงพ่อพวงมาัย" ตั้งประดิษฐานให้คนมากราบไหว้ขอพรคู่กับ "หลวงพ่อหิน" ตั้งประดิษฐานอยู่ในมณฑลหอระฆังด้านซ้ายมือภายในเขตกำแพงแก้วของพระอุโบสถด้านหน้า เปิดให้พุทธศาสนิกชนได้มากราบไหว้ขอพรทุกวัน

 
อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ พระปรางค์เก่าแก่ของวัดสัมพันธวงศ์์
 


อัฏฐังคสุวรรณมหาปรางค์ พระปรางค์เก่าแก่ของวัดสัมพันธวงศ์


คำจารึกที่ฐานพระปรางค์ สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔

วัดสัมพันธวงศ์ ได้ค้นพบพระปรางค์เก่าองค์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตวัดสัมพันธวงศ์นั้น โดยตั้งอยู่บริเวณหลังกุฎีแม่ชี ด้านติดกับโรงเรียนวัดสัมพันธวงศ์ พระปรางค์องค์นี้เป็นพระปรางค์เก่า มีขนาดไม่ใหญ่นัก การพบครั้งแรก ไม่ใคร่เป็นที่สนใจมากนัก เพราะอยู่ในบริเวณเขตบ้านเช่าของวัด มีรั้วกั้นและมีเศษใบโพธิ์รวมทั้งดินทับถมอยู่สูงพอสมควร มองเห็นได้เพียงปลายยอดเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันครั้งแรกว่า เป็นเจดีย์บรรจุอัฏฐิธาตุของบุคคลที่สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้องกับวัดเท่านั้น

ต่อมา วัดสัมพันธวงศ์ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ที่ดินบริเวณด้านหลังวัด (หน้าวัดเดิม) ที่ติดกับที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ถนนวานิช ๑ (ถนนสำเพ็ง) มีพระปรางค์เก่า ๑ องค์ ที่มีต้นโพธิ์บดบังอยู่ เมื่อมีการตักดินบริเวณโดยรอบออก ที่บริเวณฐานพระปรางค์ด้านทิศตะวันออกปรากฏเป็นป้ายปูนเล็กๆ ติดอยู่ในแนวนอน มีขนาดประมาณหนึ่งฝ่ามือ มีจารึกอักษรอยู่ ทราบว่า สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๖ (สมัยรัชกาลที่ ๔)

คำจารึกการสร้างพระปรางค์ (ถอดตามอักษรที่จารึก) ปรากฏดังนี้ คือ "ศุภมัศดุพุทธศักราชล่วงแล้ว ๒๓๙๖ ปีฉลู เบญจศก เดือนสี่ แรมสองค่ำ ข้าพเจ้ามวลศรัทธาสร้างพระปรางไว้ในพระสาศนาที่ ณ วัดสำพันธวงษ์ ครั้นถึง ณ วันเดือนเจ็ด แรมสิบสามค่ำ พุทธศักราช ๒๓๙๗ ปีขาน ฉศก ฉลองแล้วเสรจ์ คิดเงินค่าจ้างทั้งการฉลองนั้นประมวนเข้าด้วยกันเปนเงินแปดชั่งเศศ กุศลอันนี้แผ่ไปให้บิดามานดาญาติพี่น้องบุตรข้าพเจ้า เทวดาซึ่งรักษาพระสาศนา ทังเจ้ากำมนายเวรจงมารับส่วนกุศลนี้ทุกคน ๆ แล้วฃอให้ข้าพเจ้าสำเรทธิความปราถนาสวรรค์ นิพาน ปัจจัยโยโหตุ ฃะ"

วัดสัมพันธวงศ์ได้จัดให้มีพิธีฉลองพระปรางค์ เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘ โดยในงานดังกล่าว พระเดชพระคุณ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) ได้กราบนิมนต์ ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เพื่อเป็นประธานประกอบพิธีในครั้งนี้ พิธีเริ่มตั้งแต่เวลา ๐๙.๔๘ น. เป็นต้นไป มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ในภาคบ่ายมีพิธีบวงสรวงพระปรางค์ เมื่อเสร็จพิธีได้จัดให้มีมหรสพ เป็นการละเล่นเพลงอีแซว เพลงฉ่อย มโหรี สมโภช ให้เหมือนกับสมัยอดีตกาล

 
พระกรุวัดเกาะ


ส่วนหนึ่งของพระกรุวัดเกาะ ด้านหน้า


ส่วนหนึ่งของพระกรุวัดเกาะ ด้านหลัง (หลังเรียบ)

 
พระกรุวัดสัมพันธวงศ์ หรือ พระกรุวัดเกาะ พระเครื่องชุดนี้ ตามที่ปรากฏหลักฐานจากท่านผู้มีความรู้ทางโบราณคดี แจ้งว่า พระชุดนี้สร้างในสมัยเดียวกันกับ "วัดราชบูรณะ" ค้นพบตามซุ้มกำแพงแก้ว พระเจดีย์ พระวิหาร และพระประธาน ของพระอุโบสถหลังเดิม

พระกรุที่ค้นพบนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นผู้สร้างไว้แต่เมื่อไหร เพียงแต่สันนิษฐานว่า น่าจะสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างโบสถ์ วิหาร และกำแพงรอบโบสถ์วิหาร เพราะได้พบพระกรุมีอยู่ที่ซุ้มระหว่างโบสถ์กับวิหารเก่า ซุ้มประตูกำแพงรอบโบสถ์ วิหาร และพบท้ายสุดที่ฐานพระประธาน การค้นพบในอดีตมี ๓ ครั้ง คือ

ครั้งที่ ๑ ซุ้มทางเดินติดต่อกันระหว่างโบสถ์กับวิหารเก่าพังลง ปราฏว่ามีพระเครื่องชนิดนี้ ตกกระจัดกระจายอยู่ทั่ว ทางวัดจึงได้รวบรวมสร้างเจดีย์บรรจุไว้ในระหว่างโบสถ์กับวิหาร และแจกจ่ายแก่ประชาชนออกไปบ้าง

ครั้งที่ ๒ ซุ้มประตูกำแพงโบสถ์วิหารด้านทิศตะวันตกพังลง ปรากฏว่า พบพระเครื่องชนิดเดียวกันนี้ ตอนแรกไม่มีใครสนใจมากนัก เกิดแตกตื่นเล่าลือกันมาก เนื่องจากทหารเรือเอาไปทดลองยิงดูที่บางนาปรากฏว่ายิงไม่ออก จึงเป็นที่แสวงหากันมากในช่วงนั้น

ครั้งที่ ๓ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตให้รื้อพระอุโบสถ วิหาร และเจดีย์ พบพระเครื่องชนิดเดียวกันอีกที่ฐานพระประธาน ในส่วนที่อยู่ใต้ฐานของพระประธานนั้น เป็นการค้นพบโดยบังเอิญ แต่เดิมทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีพระเครื่องบรรจุอยู่ มาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางวัดได้ดำเนินการอัญเชิญพระประธานจากพระอุโบสถหลังเดิมขึ้นประดิษฐานบนพระอุโบสถหลังใหม่ มีการสกัดฐาน เพื่อใช้รถยกพระประธานขึ้น จึงได้พบพระจำนวนมาก มีพิมพ์ต่างๆ คือ

พระกรุที่บรรจุอยู่ตามซุ้มประตูกำแพงแก้ว และในพระเจดีย์ ทางวัดได้เคยเปิดกรุนำออกแจกจ่ายแก่ประชาชนสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ อีกครั้งหนึ่ง และนำออกในคราวรื้อซุ้มประตูเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นครั้งสุดท้าย

การนำออกจากซุ้มประตูแต่ละคราวก็เจ้าเป็นซุ้มๆเฉพาะที่ต้องการ ซุ้มไหนยังไม่ได้เจาะก็ให้คงไว้ เหลือมาถึงในคราวสุดท้ายที่ทำการรื้อกำแพงแก้ว

ส่วนที่บรรจุอยู่ในองค์พระประธานและฐานพระ แต่เดิมทางวัดเองก็ไม่ทราบว่ามีพระเครื่องบรรจุอยู่ มาเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ทางวัดได้ดำเนินการอัญเชิญพระประธานจากพระอุโบสถเดินขืนพระอุโบสถหลังใหม่มีการสกัดฐานเพื่อสกัดฐานเพื่อใช้รถยกพระประธานขึ้น จึงได้พบพระจำนวนมาก มีพิมพ์ต่างๆ คือ

๑. พระทากระดาน เกศบัวตูม (มีทั้งพิมพ์ใหญ่-พิมพ์เล็ก)

๒. พระปางห้ามญาติ ยกพระหัตถ์ซ้ายบ้าง ยกพระหัตถ์ขวาบ้าง

๓. พระปางปรกโพธิ์

๔. พระปางห้ามสมุทร ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้าง

๕. พระปางไสยาสน์

๖. พระปางทรงเครื่อง หรือที่นักสะสมพระเรียกว่า พระทรงธิเบต

พระเครื่องทั้งหมด มีชนิดปิดทองก็มี ชนิดอาบปรอทก็มี ทางวัดได้นำออกให้ประชาชนบูชาเพื่อนำทุนทรัพย์สมทบในการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๑๕ มีประชาชนสนใจบูชาไปเป็นจำนวนมาก

 
ลำดับเจ้าอาวาส
 

ลำดับเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ แต่เดิมไม่ปรากฎว่าใครเป็นเจ้าอาวาสมาแล้วกี่รูป แต่ที่นับได้หลังจากที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ กรมหลวงพิทักษ์มนตรี ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอารามแล้ว มีเจ้าอาวาสตามลำดับดังนี้

๑. พระอธิการไพฑูรย์

๒. พระอธิการบุญมา

๓. พระครูศรีธรรมาลังการ

๔. พระธรรมติโลกาจารย์ (อู่ ป.ธ.๙)


สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อู่) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทํสนเทพวราราม

ในรัชกาลที่ ๓ พระธรรมติโลกาจารย์ (อู่ ป.ธ.๙) เดิมเป็นพระราชาคณะที่พระราชกระวี อยู่วัดเกาะ

ถึง พ.ศ. ๒๓๗๔ ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ที่พระธรรมติโลกาจารย์ ตามสำเนาทรงตั้งดังนี้ “ ให้เลื่อนพระราชกระวี เป็นพระธรรมติโลกาจารย์ ญาณวิสารทนายก ติปิฎกธรา บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดเกาะวรวิหาร พระอารามหลวง ทรงตั้งวันพฤหัสบดี ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๗๔”

ในระหว่างที่เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ได้ทำการสอนพระปริยัติธรรม เป็นพระอุปัชฌายาจารย์ โดยนัยว่า ท่านเป็นผู้ฉลาดในพระปริยัติธรรมเป็นเปรียญ ๙ ประโยค

ตามหนังสือที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมติอมรพันธ์และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงนิพนธ์ไว้ว่า “ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดปรดให้สร้างพระวิหารหลวงวัดสุทัศน์ซึ่งค้างมาแต่รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ จนสำเร็จ แล้วโปรดให้สร้างพระอุโบสถการเปรียญ แล้วเสร็จ พระราชทานนามว่า วัสดสุทัศน์เทพวราราม แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้อาราธนาพระธรรมติโลกาจารย์ (อู่) วัดเกาะแก้ว ไปครองวัดสุทัศน์” เป็นอันสิ้นสุดแห่งการเป็นเจ้าอาวาสของทานแต่เพียงเท่านี้

๕. พระครูปาน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้พระธรรมติโลกาจารย์ไปครองวัดสุทัศน์ ในพ.ศ. ๒๒๗๗ แล้ว พระครูปานจึงได้เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อ

๖. พระเนกขัมมมุนี (คง)

ในกาลต่อมา เมื่อพระครูปานมรณภาพลง พระครูไกรสรวิลาส หรือพระเนกขัมมมุนี (คง) จากวัดสุทัศน์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดเกาะต่อมา

พระเนกขัมมมุนี (คง) ท่านมีชาติภูมิอยู่บ้านดอนตะแบก จังหวัดปราจีนบุรี เกิดปีมะแม ตรีศก จุลศักราช ๑๑๗๒ พ. ศ. ๒๓๕๔ อุปสมบทที่วัดเกาะแก้วลังการาม มีพระธรรมติโลกาจารย์เป็นพระอุปัชฌายะ ได้สอบบาลีที่วัดพระเชตุพน เป็นเปรียญ ๔ ประโยค

ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระครูไกรสรวิลาศมีความพอในใจในการปฏิบัติธรรมวินัยฝ่ายคณะธรรมยุต จึงทูลของพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จจะจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำญัตติกรรมเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย พร้อมด้วยสหธรรมิกที่ร่วมในใคร่จะปฏิบัติตามรวม ๑๒ รูป มีพระบรมราชโองการโปรดให้พระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นผู้จัดการ โดยทำญัตติกรรมที่วัดบรมนิวาส มีพระกัสสโป (พระราชาคณะรามัญนิกาย) เป็นพระอุปัชฌายะ พระอมราภิรักขิต (เกิด) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาบุญ ๓ ประโยค วัดบรมนิวาส เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อญัตติกรรมเป็นธรรมยุตเรียบร้อยแล้ว ท่านและคณะกลับมาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ตามปกติ ส่วนพระภิกษุที่ยินดีจะกระทำญัตติกรรมร่วมกับท่าน ต่างพากันแยกย้ายไปอยู่วัดปทุมคงคาบ้าง ไปอยู่วัดสามจีน (วัดไตรมิตรวิทยาราม) บ้าง ลาสิกขาเสียงบ้าง คงเหลือแต่คณะของทาน

ภิกษุสามเณรวัดเกาะแก้วลังการาม จึงเป็นพระในสังกัดธรรมยุติกนิกายสืบมาแต่ครั้งกระนั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า โรคาพาธเบียดเบียนท่านมาก จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ลาสิกขา เมื่อลาสิกขานั้น ท่านอายุได้ ๕๙ ปี พ.ศ. ๒๔๑๒ นับแต่ญัตติกรรมเป็นธรรมยุตได้ ๑๕ ปี

๗. พระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์)

พระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา ท่านเกิดปีวอก พ.ศ. ๒๓๗๘ ที่บ้านตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ได้อุปสมบทเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๘ ที่วัดสัมพันธวงศ์ ก่อนที่พระเนกขัมมมุนีไปทำญัตติกรรมเป็นธรรมยุตได้ ๓ วัน เมื่อพระเนกขัมมมุนี (คง) ไปญัตติกรรมที่วัดบรมนิวาส ท่านก็ร่วมไปด้วยรูปหนึ่ง

มรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๖ อายุได้ ๔๘ ปี พรรษา ๒๘ เป็นเจ้าอาวาสครองวัดได้ ๑๕ ปี

๘. พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล)


พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล)

พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) ชาติกาลเกิดวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ มีมะแม พ.ศ. ๒๓๙๐ เป็นบุตรคนแรกของนายถี นางล้อม มีน้องร่วมบิดา มารดาเดียวกัน ๗ คน เป็นชาย ๓ หญิง ๔ เกิดที่ตำบลบ้านกระเทียม อำเภอบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ

ได้อุปสมบทที่วัดสัมพันธวงศ์ เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๖ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๑๖ พฤษาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ พระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเนกขัมมมุนี (คง) และพระครูธรรมาภินันท์ (อินทร์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๙

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดให้เป็นพระครูสัญญาบัตร ซึ่งคัดจากจดหมายเหตุราชกิจจารายวันความว่า “ทรงประเคนผ้าไตรสลับแพรและสัญญาบัตรที่ พระครูธรรมาภินันท์ คงอยู่วัดเดิม นิตยภัต พระราชทานตาลิปัตรพุดตาล บริขารเครื่องยศพร้อม ๑ ต่อมาในวันที่ ๑๑ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๔๓๓

ในรัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาพระราชทานสมณศักดิ์ ให้พระครูธรรมภินันท์ (แจ้ง) เป็นพระราชาคระ มีพระราชทินนามว่า “ พระพินิตวินัย” พระราชทานนิตยภัตเดือนละ ๓ ตำลึง

พ.ศ.๒๔๕๘ พระพินิตวินัย เจ้าอาวาส อายุได้ ๗๐ ปี ชราภาพมากแล้ว ได้ทูลขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิญาณวโรรส ทรงโปรดให้พระมหาแจ่ม เปรียญ ๕ ประโยค วัดเทพศิรินทราวามมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส

พระมหาแจ่มมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ได้พรรษาเดียว ก็ทูลลากลับเทพศิรินทราวาส ภายหลังก็ได้ลาสิกขาต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๙

ท่านได้ทูลขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก ครั้งนี้ทรงพระกรุณาโปรดให้ พระครูพุทธมนต์ปรีชา (เทศ นิทฺเทสโก) วัดบรวนิเวศวิหาร ซึ่งขณะนั้นยังโปรดให้ไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสอยู่ ย้ายกลับวัดบวรนิเวศวิหารก่อน แล้วจึงโปรดให้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ต่อไป

พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๖๐ อายุได้ ๗๑ ปี พรรษา ๕๐ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ ๓๓ ปี

๙. พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก)


พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร)

พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) สกุล วิทยานุกรณ์ ชาติกาล ณ วันเสาร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑๑ ปีจอ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๒๙ บิดา หมื่น ศิรินรา (อ่อง) มารดานางศิรินรา (กรอง) เกิดที่ตำบลปากน้ำกระแสร์ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

อุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๔๙ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งดำรงพระอิศริยยศ เป็นกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระอุปัฌชายะ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ครั้งดำรงพระอิศริยยศ เป็นพระญาณวรภรณ์ เป็นพระกรรมาวาจารย์

พ.ศ.๒๔๔๓ อายุได้ ๑๕ ปี ได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระสุคุณคณาภรณ์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) ต่อมา พ.ศ.๒๔๔๕ สอบประโยค ๑ ที่โรงเรียนสายสวลีภิรมย์ (โรงเลี้ยงเด็ก) ได้มีโอกาสเฝ้ารับใช้สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสบ่อยครั้ง พระญาณวราภรณ์จึงโปรดให้ย้ายสำนักไปอยู่เป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระมหาสมณเจ้าพระองค์นั้น

โอกาสนี้ได้เดินทางไปเรียนหนังสือมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวัดสุทัศน์เทพวนาราม เรียนชั้น ๑-๔ พ.ศ.๒๔๔๗ สอบประโยค ๒ (มัธยม) ได้ เมื่อจบการศึกษาในขณะนั้นแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดให้เข้าฝึกหัดงานในหน้าที่เลขานุการในพระองค์ ผู้ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ทั่วสัฆมณมณฑล ระหว่างนี้ได้เตรียมตัวไปศึกษาวิชากฎหมายด้วย

เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ป่วยเป็นไข้หวัดมีอาการป่วยหนักมาก เมื่อหายดีแล้วไม่ไว้ใจในชีวิตจึงตัดสินใจจะอุปสมบทก่อน จะอยู่อย่างมาก ๓ พรรษา แล้วก็จะลาสิกขาออกไปศึกษาวิชากฎหมายตามที่คิดไว้

พ.ศ.๒๔๔๙ อายุ ๒๑ ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยอุปถัมภ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ และทรงอุปการะตลอดมา การศึกษาพระธรรมวินัย ได้ศึกษาพระธรรมวินัยในสำนักสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ บ้าง ในสำนักพระญาณวราภรณ์ ซึ่งเป็นอาจารย์บ้าง เกิดศรัทธาเลื่อมใสในธรรมปฏิบัติยิ่ง จึงเปลี่ยนความคิดที่จะเจริญทางโลกมาบำเพ็ญในทางธรรม ได้เป็นเลขาในพระองค์พระมหาสมณเจ้าฯ ตลอดมาจนถึงคราวที่ย้ายไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์

เมื่อเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ได้สร้างความเจริญให้แก่ทางวัดเป็นอเนกประการ ปรับปรุงเสนาสนะใหม่หมดทั้งพระอาราม สร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ ไว้เป็นอันมากทั้งในวัด และต่างจังหวัด ได้เป็นผู้สร้างวัดธรรมยุตในจังหวัดระยองถึง ๑๐ วัด ได้ปรับปรุงที่ธรณีย์สงฆ์ของวัดให้จัดเป็นสถานที่มีราคาสร้างเป็นอาคารพาณิชย์จนทำให้วัดมีฐานะมั่งคงทางทรัพย์สิน เป็นทุนทรัพย์มากพอสมควร ได้ดำเนินการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตรื้อพระอุโบสถ วิหาร เจดีย์ และสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญขึ้นใหม่ ๓ ชั้น แต่เป็นที่น่าเสียดายที่พระอุโบสถที่ท่านได้สร้างไว้ยังไม่ทันเสร็จ ท่านก็มรณภาพเสียก่อนเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๐ รวมอายุได้ ๘๑ ปี พรรษา ๖๑ เป็นเจ้าอาวาสครองวัดอยู่ ๕๑ ปีเศษ

๑๐. พระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส ป.ธ. ๗)


พระเดชพระคุณ พระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส)

พระเทพปัญญามุนี (เฉย ยโส ป.ธ. ๗ ) สกุล ธรรมพันธ์ ชาติกาล ณ วันศุกร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะแม วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๓๘ บิดา นายสนธิ์ มารดา นางขาว ธรรมพันธ์ เกิดที่ตำบลในเมือง อำเภอยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นอำเภอเมือง จังหวัดยโสธร)

อุปสมบทเมื่ออายุ ๒๔ ปี ที่วัดสร่างโศก อำเภอยโสธร เมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๖๑ โดยมีพระครูจิตตวิโสธนาจารย์ (ทองพูน โสภโณ) เป็นพระอุปัฌชาย์ พระมหาพุฒ ฐิตปญฺโญ เปรียญโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๔๖๖ ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดสัมพันธวงศ์ ขณะที่พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร ยังดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูวิบูลศีลขันธ์ อยู่จำพรรษาที่วัดนี้ตลอดมาจนถึงวันมรณภาพ

ในขณะที่เป็นพระลูกวัดท่านได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ปรับปรุงแผนการศึกษาทั้งแผนกบาลีและนักธรรม และต่อมาเป็นกรรมการสงฆ์ของวัด จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๐ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัฌชาย์เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๑๐ เช่นเดียวกัน ท่านได้รับภาระหน้าที่การงานต่าง ๆ สืบต่อจากอดีตเจ้าอาวาสองค์ก่อนตลอดมา

ลุถึง วันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๔ เวลา ๒๑.๑๐ น. ท่านก็มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ที่วัดสัมพันธวงศ์ รวมอายุได้ ๗๗ ปี พรรษา ๕๓ เป็นเจ้าอาวาสสอยู่ ๔ ปีเศษ

๑๑. เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ. ๙)


ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวรมหาเถร)

ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร ป.ธ. ๙) มีนามเดิม กงมา ภายหลัง พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร พระอุปัชฌาะและเจ้าอาวาสวัดสัมพัุนธวงศ์ เปลี่ยนให้เป็น มานิต

เกิด ณ วันที่ ๒๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ตรงกับวันเสาร์ แรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช ๑๒๗๙ (ร.ศ. ๑๓๖) ที่บ้านบ่อชะเนง ตำบลหนองแก้ว อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ) โยมบิดาชื่อช่วย โยมมารดาชื่อกา สกุล ก่อบุญ เป็นบุตรคนที่ ๔ ในจำนวนพี่น้อง ๑๑ คน

พ.ศ. ๒๔๗๒ บรรชาเป็นสามเณรมหานิกาย ที่วัดบ้านบ่อชะเนง ซึ่งเป็นวัดประจำหมู่บ้านนั้นพร้อมกับเพื่อนรุ่นพี่ชื่อชัย มีเจ้าอาวาสวัดนั้นชื่อยาคูโม้เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบวชเป็นสามเณรได้ปีหนึ่ง มีจิตน้อมไปในทางออกปฏิบัติธุดงค์กรรมฐาน หลังจากออกพรรษาแล้ว ออกเดินธุดงค์ติดตามพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ไปยังหลายพื้นที่ในภาคอีสาน

พ.ศ. ๒๔๗๓ ญัตติเป็นสามเณรธรรมยุตที่ วัดป่าวิเวกธรรม (เมื่อครั้งยังเป็นป่าช้าเหล่างา) ตำบลพระลับ อำเภอเมือง โดยมีอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระอุปัชฌาย์แทนพระครูพิศาลอรัญญเขต เจ้าอาวาสวัดศรีจันทร์ และเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น (ธรรมยุต) ออกพรรษาแล้วเดินธุดงค์ออกปฏิบัติกรรมฐานไปยังจังหวัดชัยภูมิ กับอาจารย์กรรมฐานผู้เป็นหัวหน้าคณะชื่อท่านอุ่นเนื้อ และ พ.ศ. ๒๔๗๔ จำพรรษาที่วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นปีที่เริ่มสร้างวัดนั้น ซึ่งหลวงชาญนิคมฯ ผู้ถวายที่ดินให้สร้างวัด ได้นิมนต์ท่านอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม จากจังหวัดขอนแก่นมาเป็นเจ้าอาวาส และอบรมสั่งสอนประชาชนชาวนครราชสีมาที่นี่ ท่านจึงนิมนต์พระกรรมฐานที่เป็นศิษยานุศิษย์ ให้มาจำพรรษารวมกันที่วัดนั้น จึงติดตามอาจารย์อุ่นเนื้อ มาจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นด้วย

พ.ศ. ๒๔๗๕ ออกพรรษาแล้วเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติโยมที่บ้านบ่อชะเนง จากนั้นตั้งใจจะออกธุดงค์กรรมฐาน ติดตามอาจารย์และเพื่อนสามเณรที่แยกย้ายกันไปหลังจากจำพรรษาที่วัดป่าสาลวันแล้ว ทราบข่าวว่าเพื่อนสามเณร ๒ รูป ที่เข้าป่าออกกรรมฐานล่วงหน้าไปก่อนมรณภาพเพราะไข้ป่า จึงเกิดความคิดว่าเรายังเด็กเกินไปที่จะเข้าป่า ในวัยนี้ ควรจะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมดีกว่า จึงตัดสินใจเดินทางไปยังจังหวัดนครพนม เพื่อแสวงหาสถานที่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ได้อยู่จำพรรษาที่วัดอรัญญิกาวาส (วัดโพนแก้ว) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เริ่มเรียนปริยัติธรรมที่นั้นเป็นเวลา ๔ ปี

พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก วัดโพธิชัย ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้ฝากท่านและสามเณรอีกรูป ชื่อ สามเณรทองทิพย์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นไพบูลย์ ภายหลังได้กลับไปอยู่สกลนคร สุดท้ายได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ที่ พระเทพสุเมธี เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดศรีโพนเมือง อดีตเจ้าคณะจังหวัดสกลนคร (ธ) มรณภาพแล้ว) ์เพื่อมาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดสัมพันธวงศ์กับพระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร (เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระรัชชมงคลมุนี) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ได้รับเมตตาพระเดชพระคุณเจ้าอาวาสฯ ให้ไปอยู่ที่กุฎีนิตยเกษม โดยอยู่ในความกำกับดูแลของท่านเจ้าคุณ พระเนกขัมมมุนี (เฉย ยโส) (ภายหลังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพปัญญามุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๑๐) จากนั้นก็อยู่ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ตามที่ได้ตั้งใจไว้

อุปสมบท พ.ศ. ๒๔๘๐ อายุ ๒๐ ปี ณ พระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ วันที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ โดยมี
ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสโก) ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นที่ พระรัชชมงคลมุนี เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ เป็นพระอุปัชฌายะ พระครูสุวรรณรังษี (สุวรรณ ชุตินฺธโร) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูปลัด เส็ง ทินฺนวโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ (ภายหลังรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระเนกขัมมมุนี)

ท่านตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมจนสอบได้ ป.ธ.๙ อันเป็นหลักสูตรขั้นสูงสุดของคณะสงฆ์ไทย ช่วยรับภาระสนองงานท่านเจ้าอาวาสอย่างแข็งขัน อาทิเช่น เป็นครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นครูใหญ่ประจำสำนักเรียนวัดสัมพันธวงศ์ เป็นผู้อำนวยการศึกษา เป็นกรรมการสงฆ์ เป็นเลขานุการวัด และเลขานุการกรรมการจัดผลประโยชน์วัดสัมพันธวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๑๔ และเป็นพระอุปัชฌายะวิสามัญในปีเดียวกันนี้

ในหน้าการงานทางคณะสงฆ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น เป็นพระวินัยธรจังหวัด เป็นเลขานุการเจ้าคณะธรรมยุตจังหวัดธนบุรี-นนทบุรี-ปทุมธานี เป็นกรรมตรวจบาลีสนามหลวง เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เป็นผู้ช่วยหัวหน้าพระธรรมธรคณะธรรมยุต เป็นรองเจ้าคณะภาค ๘ - ๑๐ (ธรรมยุต) เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๐ - ๑๑ (ธรรมยุต) เป็นผู้รักษาการเจ้าคณะภาค ๙ - ๑๐ - ๑๑ (ธรรมยุต) และเป็นเจ้าคณะภาค ๑๑ (ธรรมยุต) (๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๙) เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม รวมทั้งรับหน้าที่ทางคณะสงฆ์อื่นๆ จำนวนมาก ตามที่มหาเถรสมาคมและเจ้าคณะผู้ปกครองมอบหมาย ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์

ด้านสมณศักดิ์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ ๙ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่

"สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ จาตุรงคประธานวิสุต พุทธพจนมธุรธรรมวาที ตรีปิฎกปริยัติโกศล วิมลศีลาจารวัตร พุทธบริษัทปสาทกร ธรรมยุตติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัณยวาสี สมเด็จพระราชาคณะ"

ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ (ธรรมยุต) และเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

 
เหตุการณ์สำคัญ
 
ด้วยความที่วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ จึงมีเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาล และบุคคลต่างๆ จนมิอาจจะนำมากล่าวได้ทั้งหมด จึงขอนำมาบันทึกไว้เฉพาะส่วนที่สำคัญ ดังนี้
 
สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี องค๋์ปฐมบูรณะปฏิสังขรณ์

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็นราชธานี สถาปนาราชจักรีวงศ์แล้ว มีพระราชประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสถาพร จึงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ขึ้นใหม่หลายวัด

รัตนโกสินทร์ศก ๑๕ ตรงกับปีมะโรง อัฏศก จ.ศ. ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี (สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ) พระนามเดิมจุ้ย ต้นราชสกุล มนตรีกุล ผู้เป็นพระโอรสองค์ที่ ๕ ในสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะใหม่หมดทั้งอาราม ทรงสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร พระวิหารคต หอระฆังด้วยก่ออิฐถือปูน กุฏิสร้างด้วยไม้มุงกระเบื้อง ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์อยู่กี่ปีไม่มีหลักฐานปรากฎ

เมื่อบูรณะปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดเกาะที่บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วนั้น ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" มีการเฉลิมฉลองสมโภชพระอาราม เป็นงานมหกรรมใหญ่โต มีมหรสพคือ ละครเรื่องอิเหนา ประชัน ๒ โรง สมกับที่ท่านผู้เป็นแม่กองงานบูรณะปฏิสังขรณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชานาฏศาสตร์และจินตกวี

 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม"


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะทรงศีล

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดเกาะแก้วลังการามอีกครั้ง เสร็จแล้วทรงพระราชดำริว่า "วัดเกาะแก้วลังการาม" เป็นวัดที่สมเด็จพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบรมราชชนนีของพระองค์ ได้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นผู้แรกสถาปนาวัดนี้ให้งดงาม มีเกียรติประวัติ เพื่อให้เหมาะสมกับเหตุผล และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแห่งเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี

จึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร" ซึ่งจักให้เกิดปีติปราโมทย์แก่ผู้สืบสกุล ในเมื่อได้ทราบว่าบรรพบุรุษบุพพการีของตนได้สร้างกุศลไว้ เป็นเหตุชักจูงศรัทธาปสาทะ ให้เกิดแก่พระประยูรญาติ และนำให้บำเพ็ญบุญกุศลในวัดนี้ตามกำลัง

 

การเปลี่ยนวัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย


ตราสัญลักษณ์คณะธรรมยุตในยุคก่อน

การเปลี่ยนแปลงวัดสัมพันธวงศ์ เป็นวัดในสังกัดธรรมยุติกนิกายนั้น เกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๙๘ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นสมัยที่ยุคพระครูไกรสรวิลาส (คง) (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชคณะมีราชทินนามว่า "พระเนกขัมมมุนี"พระเนกขัมมมุนี) เป็นเจ้าอาวาส

พระครูไกรสรวิลาส (คง) เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์องค์ที่ ๖ เกิดความพอใจในการปฏิบัติธรรมวินัยฝ่ายธรรมยุติ จึงทูลขอพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำญัตติกรรมเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย พร้อมด้วยสหธรรมิกที่ร่วมใจใคร่จะปฏิบัติตาม รวม ๑๒ รูป มีพระบรมราชโองการโปรดให้พระอมราภิรักขิต (เกิด) วัดบรมนิวาส เป็นผู้จัดการ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๙๘

การทำญัตติกรรมครั้งนี้ ไปทำที่วัดบรมนิวาส มี พระกัสสโป พระราชาคณะรามัญนิกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอมราภิรักขิต (เกิด) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาบุญ เปรียญ ๓ ประโยค วัดบรมนิวาสเป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อญัตติกรรมเป็นธรรมยุตเรียบร้อยแล้ว ท่านกลับมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ตามปกติ ส่วนภิกษุที่ไม่ยินดีที่จะทำการญัตติกรรมร่วมกับท่าน ต่างพากันแยกย้ายไปอยู่วัดปทุมคงคาบ้าง วัดสามจีนบ้าง ลาสิกขาเสียบ้าง คงเหลืออยู่แต่ที่คณะของท่าน ภิกษุสามเณรวัดสัมพันธวงศ์ หรือวัดเกาะ จึงเป็นพระเณรในสังกัด ธรรมยุติกนิกายสืบมาแต่ครั้งนั้น

พระครูไกรสรวิลาส (คง) เป็นผู้มีศีลาจารวัตรสงบเรียบร้อย เคร่งครัดปฏิบัติธรรมวินัย เป็นเหตุนำความเลื่อมใสแก่ผู้ได้พบเห็น ในส่วนการบำเพ็ญปรัตถประโยชน์ตามสติกำลังความสามารถเท่าที่ท่านจะทำได้ เพราะอัธยาศัยส่วนตัวเป็นพระสมถะมักน้อย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์พระครูไกสรวิลาส (คง) ขึ้นเป็นพระราชคณะมีราชทินนามว่า "พระเนกขัมมมุนี" เป็นที่น่าเสียดายว่าการประพฤติพรหมจรรย์ของท่านไปไม่ได้ตลอด เพราะท่านมาปรารภถึงโรคาพาธ ซึ่งมาเบียดเบียนทำร่างกายของท่านให้ทุพพลภาพ ไม่สะดวกในการจะดำรงพรหมจรรย์ให้ยั่งยืนต่อไปได้ จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ลาสิกขา เมื่ออายุได้ ๕๙ ปี (ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๑๒๑๓ พุทธศักราช ๒๔๑๒) นับแต่ญัตติเป็นธรรมยุตมาได้ ๑๕ ปี

 

พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ (เทศ นิทฺเทสกเถร) ย้า่ยมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์


พระมหาสมณลิขิต สั่งให้พระครูพุทธมนต์ปรีชา (เทศ) มาอยู่วัดสัมพันธวงศ์

พ.ศ. ๒๔๕๘ พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ รูปที่ ๘ อายุได้ ๗๐ โดยปี นับว่าชราภาพมากแล้ว ได้ทูลขอผู้ช่วยเจ้าอาวาสต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุตในขณะนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ทรงพระกรุณาโปรดให้พระมหาแจ่ม เปรียญ ๕ ประโยค วัดเทพศิรินทราวาส มาเป็นผู้ช่วย พระมหาแจ่มมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ได้พรรษาเดียว ก็ทูลลาต่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า ฯ ขอกลับไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส แล้วต่อมาปรากฏว่าลาสิกขาในศกนั้น

พ.ศ. ๒๔๕๙ พระพินิตวินัย (แจ้ง ปิยสีโล) ได้ทูลขอพระผู้ช่วยเจ้าอาวาสอีก ครั้งนี้ ทรงพระกรุณาโปรดให้ "พระครูพุทธมนต์ปรีชา" นิทฺเทสโก เทศ" (พระเดชพระคุณ พระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร) วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งขณะนั้นพระองค์ท่านโปรดให้ไปเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสอยู่ ย้ายกลับมาวัดบวรนิเวศก่อน แล้วจึงโปรดให้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ต่อไป (ตามความละเอียดในพระมหาสมณลิขิต ที่ ๑๙/๑๐๐ ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๕๙)

การย้ายมาอยู่วัดสัมพันธวงศ์ของพระเดชพระคุณท่านฯ ถือเป็นยุคเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้วัดเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบันนี้

 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดสัมพันธวงศ์ อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ "ภ.ป.ร." ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถหลังใหม่


พระปรมาภิไธยย่อ "ภปร." หน้าบันพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์

สืบเนื่องจาก พระอุโบสถของเดิม ก่ออิฐถือปูน ๕ ห้อง ร่วมในกว้าง ๗ เมตร ๑๘ เซนติเมตร ยาว ๑๓ เมตร เศษ มีระเบียงรอบนอก ผนังกว้าง ๒ เมตรเศษ หลังคาลดหลั่นเป็น ๔ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องดินเผา ทรวดทรงทางแขกปนจีน ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หน้าบันประกอบด้วยลายกระเบื้องเคลือบสี ผนังด้านในพื้นล่างเดิมก่ออิฐถือปูน มาในสมัยพระพินิตพินัย (แจ้ง ปิยสีดล) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๘ ได้ทำการซ่อมแซมและนำเอกกระเบื้องลายสีแบบของจีน ก่อขึ้นจากพื้นสูงประมาณ ๘๐ เซนติเมตร ส่วนผนังภายในช่องหน้าต่าง ได้ทำการให้ช่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ์ ด้วยสีน้ำมันในยุคนั้นอยู่ในรัชกาลที่ ๖ อายุของพระอุโบสถเดิมสร้างมาเป็นเวลานานชำรุดทรุดโทรมอยู่ทุกขณะ เจ้าอาวาสแต่ละยุคก็ได้ซ่อมแซมบูรณะเป็นเสมอมา

แต่ก็ยากลำบากแก่ทางวัดเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาสภาพของโครงสร้าง ภาพเขียนต่างๆ ก็ชำรุดผุร่วงมากยิ่งขึ้น เพราะพื้นพระอุโบสถเดิมต่ำ เวลาฝนตก น้ำท่วมพื้นภายในภายนอก อิฐที่ก่อเป็นผนังดูดน้ำขึ้นไป ทำให้ปูนเสื่อมค่าหมดยางเวลาประกอบสังฆกรรมบางครั้งต้องโยกย้ายหยุดทำสังฆกรรมก็มี เหตุเพราะหลังคารั่ว คานเพดานก็ผุกร่อน

พระวิหาร เป็นรูปตึกก่ออิฐถือปูน ทรวดทรงลักษณะเดียวกันกับพระอุโบสถเป็นแต่เล็กกว่าผนังไม่มีภาพเขียนใดๆหน้าบันมีมีการะเบื้องประดับ หลังคาลดหลั่นเป็น ๓ ชั้น พื้นลาดซีเมนต์ ชำรุดมากเช่นเดียวกันกับพระอุโบสถ ประตูหน้าต่างส่วนใหญ่เปิดใช้การไม่ได้ เพราะความทรุดตัว

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านเจ้าคุณพระมหารัชชมังคลาจารย์ นิทฺเทสกเถร อดีตเจ้าอาวาส ได้ดำเนินการเสนอเรื่องผ่านเจ้าคณะฝ่ายสงฆ์และรัฐบาลตามลำดับ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตรื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และพร้อมกันนั้นก็ขอสร้างพระอุโบสถวิหารการเปรียญ เป็นอาคาราแบบจัตุรมุข ทรงไทย ๓ ชั้น เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ทางวัดได้รับพระมหากรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รื้อพระอุโบสถ พระวิหาร พระเจดีย์ และจัดสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้น จึงได้ทำการรื้อพระวิหาร พระเจดีย์ออกก่อน จัดสร้างพระอุโบสถเฉพาะร่วมในขึ้น เมื่อพระอุโบสถหลังใหม่เสร็จพอใช้ประกอบสังฆกรรมได้ จึงได้ทำการรื้อพระอุโบสถหลังเดิมออก

ในปีต่อมา ในวันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๐๖ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯพระราชทานวิสุงคามสีมาสำหรับพระอุโบสถหลังใหม่ กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร แก่วัดสัมพันธวงศ์

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้วัดสัมพันธวงศ์ อัญเชิญพระปรมาภิไธย "ภ.ป.ร." ประดิษฐานที่หน้าบันพระอุโบสถหลังใหม่ ตามหนังสือของราชเลขาธิการ ที่ รล.๐๐๐๒/๓๖๐๙ ลงวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๓

 

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ เสด็จในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของคณะสงฆ์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา เนื่องในเทศกาลออกพรรษา ประจำปี ๒๕๕๐


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙
ถวายไทยธรรมแด่ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร)

วันศุกร์ที่ ๒๖ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ เวลา ๑๗.๓๐ น. สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ไปในพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของคณะสงฆ์ และทรงสดับพระธรรมเทศนา ซึ่งพระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมกิตติเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร แสดงถวาย เนื่องในโอกาสวันมหาปวาณา (วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑) ณ พระอุโบสถ วัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร (เป็นการส่วนพระองค์)

 

สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จนมัสการพระประธานภายในพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์


สมเด็จพระพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จนมัสการพระประธานภายในพระอุโบสถ
และทรงสนทนาธรรมกับท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) เมื่อครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมบัณฑิต

วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จนมัสการพระประธานในพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ ถวายพระราชทรัพย์ตั้งเป็นทุนบูรณะพระอุโบสถจำนวนหนึ่ง พร้อมกับเสด็จเยี่ยมประชาชนชาวจีนย่านสำเพ็งและถนนเยาวราช เป็นที่ปลาบปลื้มปิติยินดีเป็นล้นพ้นแก่พสกนิกรชาวจีน และพุทธบริษัทของวัดสัมพันธวงศ์อย่างหาที่สุดมิได้

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จนมัสการพระประธานในพระอุโบสถ


ท่านเจ้าประคุณ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ถาวรมหาเถร) ถวายของที่ระลึกแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เมื่อครั้งเสด็จกราบนมัสการพระประธานที่วัดสัมพันธวงศ์

วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๔ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเยี่ยมชาวจีนย่านเยาวราช เสด็จนมัสการถวายสักการะพระประธานพระอุโบสถวัดสัมพันธวงศ์ และให้ชุมชนชาววัดสัมพันธวงศ์ ได้เข้าถวายความจงรักภักดี นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

 
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถใหม่

วันพุธที่ ๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เวลา ๑๘.๓๘ นาฬิกา จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์พระอุโบสถใหม่ของวัดสัมพันธวงศ์ โดยมี พลเอก หลวงสถิตยุทธการ นายกสมาคมสัมพันธวงศ์ เป็นผู้กล่าวรายงาน ในพิธีดังกล่าวนี้ ท่านเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทโย) วัดสระเกศฯ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๕ ได้มีพระเมตตาเสด็จมาองค์ประธานเจริญชัยมงคลคาถา พร้อมด้วย สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะ
 
หมายเหต
ข้อมูลนี้ ผู้จัดทำเว็บไซต์ ได้รวบรวมข้อมูลจากหนังสือของวัดเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นหนังสือที่พิมพ์ในสมัยแตกต่างกันเข้ามารวมไว้ด้วย อาจจะแตกต่างจากเอกสารของวัดในเรื่องประวัติวัดที่จัดพิมพ์เป็นหนังสือในโอกาสต่างๆ เพื่อสะดวกในการเข้ามาศึกษาของท่านที่สนใจ

อย่างไรก็ตาม การรวบรวมดังกล่าวนี้ อาจจะมีข้อมูลสำคัญบางส่วนที่ยังขาดตกบกพร่องไป ไม่ครบถ้วน หากผู้ใดจักคัดลอกข้อมูลนี้ไปจัดทำในรูปเอกสารหรือหนังสืออย่างเป็นทางการ ควรมีการพิสูจน์อักษรและความถูกต้องของข้อมูลปัจจุบันเพิ่มเติม


ที่สำคัญที่สุด คือ ควรมีการส่งต้นฉบับให้้พระเถระผู้ใหญ่ภายในวัด หรือ ท่านที่เกี่ยวข้องในวัด ให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนจัดพิมพ์ทุกครั้ง

..........................................................................................................................................................................................

ปรับปรุงหน้านี้ครั้งล่าสุด